หลายคนเข้าใจว่า “ตรวจภายใน = ตรวจมะเร็งปากมดลูก” แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละเรื่องกัน
การตรวจภายในเป็นการตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอด ปากมดลูก และมดลูก เพื่อประเมินความผิดปกติ ส่วน การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก คือการตรวจเพื่อค้นหาเชื้อ HPV หรือเซลล์ปากมดลูกที่มีความผิดปกติ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นมะเร็ง
คำถามที่พบบ่อยคือ
“ผู้หญิงควรเริ่มตรวจเมื่ออายุเท่าไร?”
“ถ้ายังไม่มีอาการ ต้องตรวจหรือไม่?”
“เคยฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องตรวจหรือไม่?”
มะเร็งปากมดลูก เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ Human papillomavirus หรือ HPV
HPV infection → เซลล์ปากมดลูกผิดปกติ → precancerous lesion → cervical cancer
กระบวนการนี้มักใช้เวลาหลายปี
จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการคัดกรองจึงมีประโยชน์ เพราะเราสามารถพบความผิดปกติในระยะที่ยัง รักษาและป้องกันการกลายเป็นมะเร็งได้
WHO องค์การอนามัยโลก แนะนำให้ใช้การตรวจหาเชื้อ HPV เป็นวิธีหลักในการคัดกรอง เนื่องจากมีหลักฐานอ้างอิงว่าช่วยลดอัตราโรคมะเร็งปากมดลูกและการเสียชีวิตได้
การตรวจภายใน ควรเริ่มเมื่อไหร่?
คำตอบคือ ไม่มีอายุเดียวที่ใช้ได้กับผู้หญิงทุกคน
ต้องแยกเป็นกรณีที่ ไม่มีอาการ เป็นการ ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
แนวทางปัจจุบันของแต่ละประเทศอาจกำหนดอายุเริ่มต้นแตกต่างกัน
WHO แนะนำประชากรทั่วไปเริ่มการคัดกรองด้วย HPV-based screening ที่ประมาณ 30 ปี ขณะที่แนวทางสหรัฐฯ ฉบับปัจจุบัน สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงปกติแนะนำเริ่ม cytology ที่อายุ 21 ปี
หากมีอาการผิดปกติ ไม่ควรรอถึงอายุที่กำหนดสำหรับการตรวจคัดกรอง
Q :: มีอาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์?
*** การ screening ตรวจคัดกรองมีไว้สำหรับคนที่ ยังไม่มีอาการ
ถ้ามีอาการผิดปกติ ต้องเปลี่ยนจาก “screening” ตรวจคัดกรอง เป็น diagnostic evaluation ตรวจเพื่อวินิจฉัย
ควรพบแพทย์หากมีอาการ เช่น
- เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
- ประจำเดือนมามากหรือผิดปกติจากเดิม
- ตกขาวผิดปกติ
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- ปวดท้องน้อยเรื้อรัง
Q :: ถ้าเคยฉีดวัคซีน HPV แล้ว ยังต้องตรวจหรือไม่?
A :: ยังต้องตรวจ
วัคซีนป้องกัน HPV ช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อ HPV แต่ยังจำเป็นต้องตรวจคัดกรอง
ดังนั้นแม้จะ
- ฉีด HPV vaccine ครบ
- ไม่เคยมีประวัติติดเชื้อ HPV
- มีคู่ครองคนเดียว
- ไม่มีอาการ
ก็ยังควรตรวจคัดกรอง cervical cancer screening
“มะเร็งปากมดลูก เป็นหนึ่งในมะเร็งที่เราสามารถป้องกันและตรวจพบระยะก่อนเป็นมะเร็งได้”
.png)









