โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    ส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่คืออะไร ทำไมถึงต้องตรวจเช็ก

    8 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    นพ. จตุรงค์ อมรรัตนโกศล
    นพ. จตุรงค์ อมรรัตนโกศล

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 16 ก.ค. 2569
    Dr. Jaturong Amornrattanakosol
    นพ. จตุรงค์ อมรรัตนโกศล
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร
    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร
    ส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่คืออะไร ทำไมถึงต้องตรวจเช็ก
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 16 ก.ค. 2569

    ระบบทางเดินอาหารเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักในทุก ๆ วัน หลายครั้งความผิดปกติมักแอบแฝงมาในรูปแบบของอาการที่คนทั่วไปอาจมองข้าม เช่น อาการปวดท้องเรื้อรัง อาหารไม่ย่อย หรือระบบขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ซ่อนอยู่ การตรวจหาสาเหตุจากภายในอย่างละเอียดจึงเป็นวิธีที่จะช่วยค้นหาความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับการส่องกล้อง เพื่อคลายความกังวลและเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการตรวจ

     

    การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนบน หรือการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

    ส่องกล้องกระเพาะอาหาร

    การส่องกล้องดูกระเพาะอาหาร หรือการส่องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) เป็นการสอดกล้องผ่านทางปากเพื่อเข้าไปสำรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการจุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย แสบร้อนท้องหรือทรวงอก ปวดบริเวณลิ้นปี่เรื้อรัง กลืนอาหารลำบาก อาเจียนเป็นเลือด หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง

    ข้อบ่งชี้สำหรับการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (ส่วนบน)

    • มีอาการปวดจุกแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่เรื้อรัง หรือรักษาด้วยยาลดกรดแล้วอาการไม่ดีขึ้น
    • กลืนอาหารลำบาก รู้สึกเจ็บขณะกลืน หรือกลืนแล้วติดขัด 
    • คลื่นไส้ อาเจียนบ่อยครั้ง หรืออาเจียนออกมามีเลือดปน
    • มีภาวะโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออุจจาระมีสีดำคล้ำคล้ายยางมะตอย
    • เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

    ข้อดีของการตรวจทางเดินอาหารส่วนบน

    • ความแม่นยำสูง: สามารถเห็นลักษณะของเนื้อเยื่อ แผล หรือจุดเลือดออกได้ชัดเจนกว่าการตรวจด้วยวิธีอื่นทั้งหมด
    • วินิจฉัยและรักษาได้ในตัว: หากพบจุดที่สงสัย แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ไปตรวจ หรือทำหัตถการหยุดเลือดได้ทันที
    • ตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย: สามารถตรวจหาเชื้อ H. pylori ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคกระเพาะอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้

    ข้อควรพิจารณา

    • ความรู้สึกขณะตรวจ: ผู้ป่วยอาจรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยขณะกล้องผ่านลำคอ แต่แพทย์มักจะใช้การฉีดยานอนหลับระยะสั้นหรือพ่นยาชาที่ลำคอเพื่อลดความรู้สึกไม่สบาย
    • การเตรียมตัว: ต้องเคร่งครัดเรื่องการงดน้ำและอาหาร เพื่อป้องกันการสำลักและเพื่อให้แพทย์เห็นพื้นผิวทางเดินอาหารได้ชัดเจน

    วิธีเตรียมตัวก่อนส่องกล้องกระเพาะอาหาร

    • กรณีมีโรคประจำตัวและยาที่ต้องใช้ประจำให้ปรึกษาแพทย์ประจำเพื่อพิจารณาการหยุดยาบางตัวที่มีผลต่อการส่องกล้องตรวจ
    • แพทย์ตรวจและอธิบายแผนการตรวจรักษา ข้อบ่งชี้ ภาวะแทรกซ้อน รวมถึงทางเลือกอื่น ๆ และนัดหมายส่อง กล้อง โดยในวันที่มารับการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการประเมิน ซักประวัติสุขภาพอย่างละเอียด และเตรียมความพร้อมก่อนการส่องกล้อง
    • งดน้ำและอาหารทุกชนิดอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมงก่อนตรวจ
    • จำเป็นต้องมีผู้ดูแลมาด้วยในวันที่รับการส่องกล้อง เนื่องจากแพทย์จะให้ยานอนหลับผู้ป่วยขณะส่องกล้อง จึงต้องมีผู้ดูแลพาผู้ป่วยกลับบ้าน

    ขั้นตอนการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

    • ก่อนการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการพ่นยาชาในคอ 2 ครั้ง และให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้าย
    • แพทย์ให้ยานอนหลับ จากนั้นแพทย์จะใส่กล้องส่องตรวจเข้าทางปากผ่านลำคอไปยังกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น
    • แพทย์จะสะกิดชิ้นเนื้ออกมาตรวจเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร และหากพบความผิดปกติหรือรอยโรคในทางเดินอาหารส่วนบน แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติม
    • หลังส่องกล้องเสร็จผู้ป่วยจะได้รับการดูแลต่อที่ห้องพักฟื้น1 – 2 ชั่วโมง หรือจนตื่นดี และสามารถฟังผลการส่องกล้องได้ภายในวันที่มารับการส่องกล้อง
    • งดการขับรถหรือทำงานในวันที่รับการส่องกล้องตรวจ

    การดูแลตัวเองหลังส่องกล้องกระเพาะอาหาร

    หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบน ผู้ป่วยจะถูกส่งตัวไปยังห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะรู้สึกตัวดี โดยมีแนวทางการปฏิบัติตัวดังนี้

    • พักฟื้นในโรงพยาบาลจนกว่าฤทธิ์ของยานอนหลับหรือยาระงับความรู้สึกจะหมดลง ซึ่งปกติจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
    • งดการดื่มน้ำและรับประทานอาหารจนกว่าอาการชาบริเวณลำคอจะหายไป เพื่อป้องกันการสำลักอาหารลงสู่หลอดลม
    • เมื่อเริ่มรับประทานอาหารได้ ควรเริ่มจากอาหารอ่อนที่ย่อยง่ายในมื้อแรก เพื่อให้ระบบทางเดินอาหารได้ปรับตัว
    • งดการขับขี่ยวดยานพาหนะ การทำงานกับเครื่องจักร หรือการทำนิติกรรมสำคัญอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากฤทธิ์ยาอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการทรงตัว
    • หากมีอาการเจ็บคอหรือระคายคอ สามารถจิบน้ำบ่อย ๆ หรืออมยาอมบรรเทาอาการได้ ซึ่งอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 วัน

    การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    การส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    การตรวจลำไส้ส่องกล้อง (Colonoscopy) เป็นการสอดกล้องชนิดอ่อนผ่านทางทวารหนักเพื่อตรวจดูความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ตลอดความยาว มักใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาขับถ่าย ท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายมีเลือดปน รวมถึงปัจจุบันแนะนำให้ตรวจเพื่อเป็นการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และค้นหาติ่งเนื้อที่อาจซ่อนอยู่ในคนที่อายุมากกว่า 45 ปีทุกคน โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 30-45 นาที

    ข้อบ่งชี้สำหรับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (ส่วนล่าง)

    • ระบบขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น ท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง
    • อุจจาระลำเล็กลง ขับถ่ายลำบาก ไม่ค่อยผายลม หรือท้องผูกเรื้อรัง
    • อุจจาระมีเลือดสดปน หรือมีมูกเลือดปนออกมาพร้อมอุจจาระ
    • น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการคุมอาหารหรือออกกำลังกาย
    • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ีขึ้นไป ที่ต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่
    • ผู้ที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงเคยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมีติ่งเนื้อในลำไส้

    ข้อดีของการตรวจทางเดินอาหารส่วนล่าง

    • ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่: หากแพทย์พบติ่งเนื้อ (Polyp) ที่มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็ง สามารถตัดออกได้ทันทีในขณะส่องกล้อง
    • ลดความเสี่ยงโรคลุกลาม: เป็นวิธีมาตรฐานในการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตั้งแต่ะระยะที่ยังไม่มีอาการ ซึ่งมีโอกาสรักษาให้หายได้สูง
    • ประเมินโรคเรื้อรัง: ช่วยวินิจฉัยภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือหาสาเหตุของอาการท้องเสีย/ท้องผูกที่ผิดปกติ

    ข้อควรพิจารณา

    • กระบวนการเตรียมลำไส้: แนะนำให้ทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงการทานผัก ผลไม้ และธัญพืช 1-2 วันก่อนการส่องกล้อง ผู้ป่วยต้องทานยาระบายในปริมาณที่กำหนดเพื่อให้ลำไส้สะอาดที่สุด ( วัตถุประสงค์ของการเตรียมลำไส้โดยใช้ยาระบายคือเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยขับถ่ายอุจจาระออกจนหมดจนไม่มีกากเหลืออยู่และมีลักษณะเป็นของเหลวใส ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
      และสามาุถตรวจพบความผิดปกติของเยื่อบุลำไส้ใหญ่ได้ชัดเจน หากยังมีกากอุจจาระเหลืออยู่ –> จำเป็นต้องเตรียมลำไส้เพิ่มเติมด้วยยาระบายหรือสวนทวารเพิ่มเติมก่อนการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ )ซึ่งอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือถ่ายบ่อยในช่วงเตรียมตัว แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆเพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปขณะถ่ายอุจจาระ
    • อาการหลังตรวจ: อาจมีอาการท้องอืดหรือมวนท้องเนื่องจากการเป่าลมเข้าไปขยายลำไส้เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน แต่อาการจะดีขึ้นหลังจากการผายลม

    วิธีเตรียมตัวก่อนส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    • กรณีมีโรคประจำตัวและยาที่ต้องใช้ประจำ ให้ปรึกษาแพทย์ประจำเพื่อพิจารณาในการหยุดยาบางตัวที่มีผลต่อการส่องกล้องตรวจ
    • แพทย์ตรวจและอธิบายแผนการตรวจรักษา ข้อบ่งชี้ ภาวะแทรกซ้อน รวมถึงทางเลือกอื่น ๆ และนัดหมายส่อง กล้อง
    • รับประทานอาหารที่มีกากน้อย 2 วันก่อนตรวจ เช่น น้ำซุป, โจ๊ก งดรับประทานเนื้อสัตว์ และงดผักผลไม้ต่าง ๆ
    • รับประทานยาระบายตามคำสั่งแพทย์ โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาระบายจนหมด และถ่ายหลายครั้งจนอุจจาระเป็นน้ำใส ก่อนเที่ยงคืนสามารถรับประทานอาหารที่เป็นน้ำใสได้ เช่น น้ำเปล่า ซุปใส น้ำผลไม้ไม่มีกาก
    • งดน้ำและอาหารทุกชนิดอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมงก่อนตรวจ (งดอาหารและน้ำหลังเที่ยงคืน)
    • วันที่มารับการส่องกล้องผู้ป่วยจะได้รับการประเมิน ซักประวัติสุขภาพอย่างละเอียด และอาจได้รับการสวนอุจจาระเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการส่องกล้อง
    • จำเป็นต้องมีผู้ดูแลมาด้วยในวันที่รับการส่องกล้อง เนื่องจากแพทย์จะให้ยานอนหลับผู้ป่วยขณะส่องกล้อง จึงต้องมีผู้ดูแลพาผู้ป่วยกลับบ้าน

    ขั้นตอนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    • ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้ายในท่างอเข่าชิดกับหน้าอก
    • แพทย์ให้ยานอนหลับและอาจให้ยาแก้ปวดร่วมด้วย จากนั้นแพทย์จะใส่กล้องส่องตรวจเข้าทวารหนักเพื่อตรวจลำไส้ใหญ่
    • หากพบความผิดปกติหรือรอยโรคในลำไส้ใหญ่ แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพิ่มเติมและสามารถตัดเนื้องอกที่มีขนาดไม่ใหญ่ได้ ผลชิ้นเนื้อใช้เวลาตรวจที่ห้องปฏิบัติการ 3-5 วัน แต่สามารถขอผลด่วนได้ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
    • หลังส่องกล้องเสร็จผู้ป่วยจะได้รับการดูแลต่อที่ห้องพักฟื้น 1 – 2 ชั่วโมง หรือจนตื่นดี และสามารถฟังผลการส่องกล้องได้ภายในวันที่มารับการส่องกล้อง
    • งดการขับรถหรือทำงานในวันที่มารับการส่องกล้องตรวจ

    การดูแลตัวเองหลังส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    สำหรับการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ การดูแลตัวเองหลังตรวจจะเน้นไปที่การระบายลมและการสังเกตอาการผิดปกติจากการขับถ่าย ดังนี้

    • พักสังเกตอาการหลังการตรวจจนกว่าจะรู้สึกตัวดีและสามารถประคองตัวได้
    • ผู้ป่วยอาจมีความรู้สึกแน่นท้อง มวนท้อง หรืออึดอัดเนื่องจากลมที่แพทย์เป่าเข้าไปเพื่อขยายลำไส้ระหว่างการตรวจ แนะนำให้เดินบ่อย ๆ หรือการผายลมเพื่อระบายลมออกจากร่างกาย ซึ่งจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
    • สามารถเริ่มรับประทานอาหารอ่อนได้ทันที เว้นแต่ในกรณีที่มีการตัดติ่งเนื้อ แพทย์อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกากใยสูงหรืออาหารรสจัดในช่วง 1-2 วันแรก
    • งดการขับรถหรือทำงานที่ใช้ความระมัดระวังสูงภายใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อความปลอดภัย
    • สังเกตลักษณะของการขับถ่าย หากพบว่ามีการถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก หรือมีอาการปวดท้องรุนแรงผิดปกติ ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที

    สรุปความแตกต่าง: ส่องกล้องกระเพาะอาหาร vs ส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความแตกต่างและเตรียมตัวได้อย่างถูกต้อง ตารางด้านล่างนี้คือการเปรียบเทียบข้อมูลเบื้องต้นของการส่องกล้องทั้งสองประเภท

     

    การส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy / EGD)

    การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

    วัตถุประสงค์หลัก

    ตรวจดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น หาแผล เชื้อ H. pylori หรือเนื้องอก

    ตรวจดูผนังลำไส้ใหญ่และส่วนปลายลำไส้เล็ก เพื่อหาติ่งเนื้อ (Polyp) แผล หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่

    ระยะเวลาในการทำ

    ประมาณ 10 – 15 นาที

    ประมาณ 30 – 45 นาที (ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนและจำนวนติ่งเนื้อ)

    การเตรียมตัว

    งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมงก่อนตรวจ

    งดกากใยล่วงหน้า 1-2 วัน และต้องทานยาระบายเพื่อล้างลำไส้ให้สะอาดก่อนตรวจ

    ตำแหน่งที่สอดกล้อง

    ผ่านทางปาก

    ผ่านทางทวารหนัก

    ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลทุกขั้นตอน

    ส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่

    หากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติและต้องการเข้ารับการตรวจวินิจฉัย ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการดูแลสุขภาพทางเดินอาหารของคุณอย่างครบวงจร ให้บริการโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ที่ทำงานร่วมกับวิสัญญีแพทย์และทีมพยาบาลอย่างใกล้ชิด ผสานการใช้เทคโนโลยีกล้องส่องทางเดินอาหาร ช่วยให้สามารถค้นหาและวินิจฉัยรอยโรคขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานการประเมินความปลอดภัย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจที่เหมาะสมและนำไปสู่แนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

    สรุปบทความ

    การส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีบทบาทสำคัญในการค้นหาสาเหตุของโรคระบบทางเดินอาหาร กระบวนการตรวจไม่ได้สร้างความเจ็บปวดอย่างที่หลายคนกังวล การเตรียมตัวอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยให้ผลการตรวจมีความแม่นยำ ถือเป็นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ช่วยค้นหาความผิดปกติและรับมือกับโรคร้ายแรงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

    • ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor 
    • ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1 
    • ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการส่องกล้อง

    1. สามารถส่องกล้องกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่พร้อมกันในวันเดียวได้ไหม?

    สามารถทำพร้อมกันได้หากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและลดการรับยานอนหลับหลายรอบ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้การประเมินสุขภาพและความพร้อมของร่างกายโดยแพทย์

    2. หลังส่องกล้องเสร็จ สามารถกลับบ้านหรือขับรถเองได้เลยหรือไม่?

    ไม่แนะนำให้ขับรถหรือทำงานที่ต้องใช้ความระมัดระวังสูงภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังตรวจ เนื่องจากอาจยังมีฤทธิ์ของยานอนหลับหลงเหลืออยู่ ควรมีญาติมารับและพากลับบ้านเพื่อความปลอดภัย

    3. อาการแบบไหนที่ถือว่าผิดปกติและควรรีบกลับมาพบแพทย์หลังส่องกล้อง?

    หากมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนมีเลือดปน ถ่ายเป็นเลือดในปริมาณมาก หรือมีไข้สูง ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินอาการทันที

    4. หากพบติ่งเนื้อตอนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ อันตรายหรือไม่?

    ติ่งเนื้อในลำไส้มีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดที่อาจพัฒนากลายเป็นมะเร็งได้ แพทย์มักจะทำการตัดติ่งเนื้อที่พบออกระหว่างการส่องกล้องเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นการช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในอนาคต

    5. ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ใช้เวลานานไหม?

    หลายคนสงสัยว่าส่องกล้องลำไส้ใหญ่ใช้เวลานานไหม โดยทั่วไปกระบวนการตรวจจะใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที ทั้งนี้อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในกรณีที่พบติ่งเนื้อจำนวนมากและต้องทำการตัดออกเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา

    6. ส่องกล้องทางเดินอาหารเจ็บไหม?

    เมื่อต้องเข้ารับการตรวจ หลายคนมักมีคำถามว่าส่องกล้องทางเดินอาหารเจ็บไหม? หรือส่องกล้องกระเพาะอาหารเจ็บไหม? ในความเป็นจริงแล้วกระบวนการนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากก่อนเริ่มการตรวจ ผู้ป่วยจะได้รับการพ่นยาชาบริเวณลำคอ (สำหรับการส่องกล้องส่วนบน) และได้รับการดูแลจากวิสัญญีแพทย์ในการให้ยานอนหลับหรือยาระงับความรู้สึก ทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภาวะหลับพักผ่อนอย่างสบาย ไม่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกเจ็บปวดใด ๆ ตลอดการตรวจ เมื่อตื่นขึ้นมาอาจมีเพียงความรู้สึกระคายคอเล็กน้อยหรืออึดอัดท้องจากลมที่เป่าเข้าไป ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ทุเลาและหายไปได้เอง

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. จตุรงค์ อมรรัตนโกศล

    อายุรศาสตร์

    นพ. จตุรงค์ อมรรัตนโกศล

    อายุรศาสตร์

    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ

    ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 - 15.00 น.

    0 2310 3402

    1719

    [email protected]

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหารตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร
    ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียจากลมหายใจในกระเพาะอาหาร

    5,200 บาท

    9,100 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ

    9,900 บาท

    20,410 บาท

    รายละเอียด
    การตรวจไขมันสะสมในตับการตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ

    3,900 บาท

    4,950 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา Image
    โรคตับ รู้ทันอาการ สาเหตุ การป้องกัน ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสรักษา
    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง Image
    ค่าตับสูงเกิดจากอะไร รู้ทันอาการ การรักษา และวิธีดูแลตับให้กลับมาแข็งแรง
    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา Image
    โรคตับแข็ง (Liver Cirrhosis) คืออะไร รู้จักสาเหตุ อาการ แนวทางรักษา
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ