โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    ถุงน้ำในไตคืออะไร พบได้บ่อยแค่ไหน มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง

    7 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    Package Image
    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 25 พ.ค. 2569
    Dr. Pisit Tempatarachoke
    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    ชุดตรวจสุขภาพเด็ก 6 - 15 ปี
    ถุงน้ำในไตคืออะไร พบได้บ่อยแค่ไหน มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 25 พ.ค. 2569

    ทางการแพทย์ระบุว่ากว่า 70% ของความผิดปกติที่พบในเนื้อไตจากการตรวจสุขภาพประจำปี มักเป็นถุงน้ำชนิดธรรมดาที่ไม่อันตรายและไม่ใช่รอยโรคของมะเร็ง อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจว่า ถุงน้ำในไต คือภาวะที่เกิดขึ้นได้อย่างไรและมีลักษณะแบบไหนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ จะช่วยลดความกังวลและทำให้ผู้ป่วยวางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง การได้รับคำแนะนำจากทีมแพทย์เฉพาะทางและการใช้เทคโนโลยีการวินิจฉัยเชิงลึก จะช่วยจำแนกความแตกต่างของถุงน้ำได้อย่างแม่นยำ ละเอียดยิ่งขึ้น เพื่อการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัย รักษาอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

    ถุงน้ำในไตคืออะไร

    ถุงน้ำในไต (Kidney Cyst) คือ การก่อตัวของถุงลักษณะกลมหรือรีที่มีของเหลวบรรจุอยู่ภายในซึ่งเกิดขึ้นในเนื้อไต โดยส่วนใหญ่เป็นถุงน้ำชนิดธรรมดาที่มักพบได้มากขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 

    หากอธิบายกลไกการเกิดให้เข้าใจง่าย ถุงน้ำในไตจะมีลักษณะคล้าย “ลูกโป่งใส่น้ำ” ที่พองตัวขึ้นมาบริเวณผิวไต ซึ่งมีความแตกต่างส่วนใหญ่มักจะสามารถแยกจาก “ก้อนเนื้อ“ อย่างชัดเจน เนื่องจากก้อนเนื้อจะมีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อทึบและมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายได้มากกว่าถุงน้ำปกติ

    ถุงน้ำในไตเกิดจากสาเหตุอะไร

    แม้ในปัจจุบันทางการแพทย์จะยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดถุงน้ำในไตชนิดธรรมดาได้อย่างแน่ชัด แต่มีปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดโรคดังนี้:

    • กระบวนการเสื่อมของร่างกาย: เมื่ออายุมากขึ้น ท่อเล็กๆ ในไตอาจมีการอุดตันหรือเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจนเกิดการสะสมของของเหลวและพองตัวเป็นถุง
    • ปัจจัยทางพันธุกรรม: พบในกลุ่มผู้ป่วยโรคถุงน้ำในไตหลายใบ ซึ่งมักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้
    • เพศและวัย: จากสถิติพบว่าเพศชายมีโอกาสตรวจพบภาวะนี้ได้บ่อยกว่าเพศหญิง และความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับอายุ

    ประเภทของถุงน้ำในไตที่ควรทราบ

    ถุงน้ำในไต

    การจำแนกชนิดของถุงน้ำมีความสำคัญต่อการวางแผนรักษา โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่

    ถุงน้ำในไตชนิดธรรมดา (Simple Renal Cyst)

    ถุงน้ำในไตแบบธรรมดา ซึ่งเป็นถุงน้ำใส ผนังบาง และมักพบเพียงไม่กี่ถุง โดยส่วนใหญ่ไม่ก่อให้เกิดอาการและไม่มีอันตราย มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษา และไม่มีความเสี่ยงในการกลายเป็นมะเร็ง

    ถุงน้ำในไตที่อาจจะเป็นก้อนเนื้องอกหรือมะเร็ง (Complex Renal Cyst)

    ลักษณะถุงน้ำที่มีความซับซ้อนและผิดปกติ เช่น มีผนังหนาขรุขระ มีพังผืดกั้นแบ่งเป็นห้อง มีหินปูนเกาะ หรือมีส่วนที่เป็นเนื้อแข็งอยู่ภายในถุงน้ำ กลุ่มนี้มีความสำคัญมากเพราะอาจเกี่ยวข้องกับ เนื้องอก และถุงน้ำในไต (Kidney Tumors) จึงจำเป็นต้องรับการประเมินเพิ่มเติมด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อจัดระดับความเสี่ยงและกำหนดแนวทางรักษาที่ถูกต้อง

    ถุงน้ำในไตจากพันธุกรรม (Polycystic Kidney Disease)

    เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลให้เกิดถุงน้ำจำนวนมากกระจายตัวในเนื้อไตทั้งสองข้าง ทำให้ไตมีขนาดโตขึ้นผิดปกติและการทำงานของไตลดลงในระยะยาว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเอว ความดันโลหิตสูง และมีความเสี่ยงต่อภาวะไตวายเรื้อรัง จึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามอาการและดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางอย่างต่อเนื่อง

    ความแตกต่างระหว่างเนื้องอกและถุงน้ำในไต (Kidney Tumors)

    เนื้องอกและถุงน้ำในไต (Kidney Tumors)

    แพทย์จะใช้เกณฑ์การแบ่งประเภทตามลักษณะทางรังสีวิทยา เพื่อจำแนกความเสี่ยงว่าลักษณะใดที่เป็นเพียงถุงน้ำปกติ และลักษณะใดที่มีโอกาสเป็นเนื้องอก และถุงน้ำในไต (Kidney Tumors) เพื่อลดความกังวลและหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

    ตารางเปรียบเทียบถุงน้ำธรรมดาและถุงน้ำที่มีความเสี่ยงเนื้องอก

    หัวข้อเปรียบเทียบ

    ถุงน้ำชนิดธรรมดา (Simple)

    เนื้องอก และถุงน้ำในไต (Complex)

    ลักษณะทางกายภาพ

    ผนังบาง เรียบ ภายในเป็นน้ำใส

    ผนังหนา มีเนื้อเยื่อทึบหรือหินปูนปน

    ความเสี่ยงการเป็นมะเร็ง

    ต่ำมาก (เกือบ 0%)

    มีความเสี่ยง (ต้องตรวจเชิงลึก)

    แนวทางการดูแล

    สังเกตอาการและติดตามผล

    การรักษาทางการแพทย์หรือผ่าตัด

     

    อาการที่อาจบ่งบอกว่าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำในไต

    แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงชัดเจน แต่หากถุงน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจพบสัญญาณเตือนดังนี้

    • ปวดบวมบริเวณสีข้างหรือหลัง: รู้สึกปวดหน่วงบริเวณชายโครงด้านหลังข้างที่มีถุงน้ำ
    • ปัสสาวะปนเลือด: สัญญาณที่อาจเกิดจากถุงน้ำแตกหรือมีการอักเสบภายใน
    • ความดันโลหิตสูงผิดปกติ: เนื่องจากการกดเบียดของถุงน้ำส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่าย
    • คลำพบก้อนบริเวณช่องท้อง: พบได้ในรายที่ถุงน้ำมีขนาดใหญ่มากจนดันผนังหน้าท้อง

    วิธีวินิจฉัยถุงน้ำในไต

    เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ แพทย์จะใช้วิธีตรวจทางรังสีวิทยาประกอบกัน

    • การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีเบื้องต้นในการดูขนาดและลักษณะของเหลวในถุงน้ำ
    • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): ให้รายละเอียดเชิงลึกของผนังและส่วนประกอบภายในก้อน
    • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): ใช้เพื่อวินิจฉัยแยกโรคในกรณีที่สงสัยว่าเป็นเนื้อร้าย

    วิธีดูแลตนเองเมื่อตรวจพบถุงน้ำในไต

    เมื่อตรวจพบถุงน้ำในไต หรือภาวะที่มีถุงของเหลวเกิดขึ้นในเนื้อไต การดูแลตนเองอย่างถูกวิธีจะช่วยลดภาระการทำงานของไตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนี้

    • ติดตามอาการตามนัดของแพทย์อย่างเคร่งครัด: ในกรณีที่เป็นถุงน้ำชนิดธรรมดา แพทย์มักแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นระยะ เพื่อติดตามขนาดและรูปร่างว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่เสี่ยงต่อการเป็นเนื้อร้ายหรือไม่
    • ควบคุมระดับความดันโลหิต: ภาวะความดันโลหิตสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการกรองของไต ผู้ป่วยควรควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อชะลอความเสื่อมของเนื้อไตส่วนที่เหลืออยู่
    • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสม: การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียทำงานได้ดีขึ้น แต่ในรายที่มีถุงน้ำในไตจากพันธุกรรม (Polycystic Kidney Disease) และเริ่มมีภาวะไตเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์เรื่องปริมาณน้ำที่เหมาะสมในแต่ละวัน
    • เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อไต: เน้นการทานโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณที่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงและอาหารรสจัด เพื่อลดความเสี่ยงภาวะบวมน้ำและความดันโลหิตสูง
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่พอดี: เลือกกิจกรรมที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดินเร็วหรือโยคะ เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้นและช่วยในการควบคุมน้ำหนัก

    ข้อควรระวังและข้อห้าม เมื่อตรวจพบว่ามีถุงน้ำในไต

    เพื่อป้องกันไม่ให้ถุงน้ำเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ หรือแตกออก ผู้ป่วยควรระมัดระวังพฤติกรรมบางอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อภาวะถุงน้ำในไต ดังนี้

    • หลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือกีฬาที่มีแรงกระแทกบริเวณหน้าท้องและหลัง: เช่น ฟุตบอล มวย หรือการยกของหนักเกินกำลัง เพราะแรงกระแทกที่รุนแรงอาจทำให้ถุงน้ำแตก ส่งผลให้มีอาการปวดท้องรุนแรงหรือปัสสาวะเป็นเลือดได้
    • ระวังการใช้ยาแก้ปวดและยาสมุนไพร: หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน) ทานเองติดต่อกันเป็นเวลานาน รวมถึงยาสมุนไพรที่ไม่มีการรับรอง เนื่องจากยาเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อการทำงานของไตที่มีถุงน้ำอยู่
    • งดการสูบบุหรี่และจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์: การสูบบุหรี่ส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบตัวและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ซึ่งอาจเร่งให้ถุงน้ำส่งผลกระทบต่อเนื้อไตได้รุนแรงขึ้น
    • ห้ามปล่อยให้มีอาการปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง: หากมีอาการปัสสาวะแสบขัด ขุ่น หรือมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพราะเชื้อโรคอาจลามเข้าไปติดเชื้อภายในถุงน้ำในไต ซึ่งรักษาได้ยากและมีอันตราย
    • ห้ามละเลยสัญญาณเตือนที่ผิดปกติ: หากมีอาการปวดเอวหรือปวดหลังด้านใดด้านหนึ่งอย่างรุนแรงเฉียบพลัน คลำพบก้อนที่หน้าท้อง หรือปัสสาวะมีเลือดปน ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

    บริการตรวจเช็กและรักษาโรคถุงน้ำในไตที่ โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ถุงน้ำในไต

    ศูนย์โรคไต โรคทางเดินปัสสาวะ  โรงพยาบาลกรุงเทพ มุ่งเน้นการให้บริการดูแลผู้ป่วยด้วยทีมแพทย์ชำนาญการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน เราให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์โรคอย่างละเอียดเพื่อออกแบบแผนการรักษาที่ตอบโจทย์เฉพาะราย ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

    ความร่วมมือระหว่างอายุรแพทย์โรคไต ทางเดินปัสสาวะ ที่ โรงพยาบาลกรุงเทพ ทำให้การวินิจฉัยและรักษาเนื้องอกและถุงน้ำในไต (Kidney Tumors) เป็นไปอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดกรองไปจนถึงการรักษาด้วยเทคนิคที่ช่วยถนอมเนื้อไต

    วิธีรักษาถุงน้ำในไต 

    หากถุงน้ำส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือมีความเสี่ยงเป็นอันตราย แพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาดังนี้

    • การติดตามอาการ: ตรวจอัลตราซาวด์ซ้ำทุก 6 – 12 เดือนเพื่อดูอัตราการขยายตัว
    • การเจาะดูดน้ำและฉีดสารทำให้ฝ่อ (Sclerotherapy): การใช้เข็มดูดของเหลวออกในกรณีที่ถุงน้ำกดเบียดเส้นประสาท
    • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery): เทคโนโลยีแผลเล็กที่ใช้สำหรับนำเนื้องอก และถุงน้ำในไต (Kidney Tumors) ออก โดยช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวและเจ็บแผลน้อยลง

    สรุปบทความ

    โดยสรุปแล้ว ถุงน้ำในไต คือภาวะที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักไม่อันตราย อย่างไรก็ตาม การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและป้องกันไม่ให้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาทางสุขภาพที่รุนแรงในระยะยาว 

    สำหรับการดูแลรักษาที่ศูนย์โรคไต โรงพยาบาลกรุงเทพ เราพร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล โดยทีมศัลยแพทย์ผู้ชำนาญการจะประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างมีคุณภาพ

    • ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor 
    • ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1 
    • ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับถุงน้ำในไต (FAQ)

    1. ถุงน้ำในไตสามารถกลายเป็นมะเร็งได้หรือไม่

    ถุงน้ำชนิดธรรมดามักไม่พัฒนาไปเป็นมะเร็ง แต่หากตรวจพบถุงน้ำที่มีลักษณะซับซ้อน (Complex Cyst) จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกและถุงน้ำในไต (Kidney Tumors) ซึ่งจำเป็นต้องรับการวินิจฉัยแยกโรคโดยละเอียด

    2. ถ้าตรวจพบถุงน้ำในไตแต่ไม่มีอาการต้องรักษาหรือไม่

    หากเป็นถุงน้ำชนิดธรรมดาและขนาดไม่ใหญ่จนขัดขวางการทำงานของร่างกาย แพทย์มักจะแนะนำให้ตรวจติดตามอาการผ่านอัลตราซาวด์ประจำปีแทนการผ่าตัด

    3. การผ่าตัดถุงน้ำในไตอันตรายหรือไม่

    ด้วยเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็กในปัจจุบัน ทำให้ความเสี่ยงลดน้อยลงอย่างมาก ผู้ป่วยจะเสียเลือดน้อย เจ็บแผลน้อยลง และสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้รวดเร็วขึ้น

    4. มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดถุงน้ำในไตหรือไม่

    ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันที่แน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การดูแลสุขภาพไตให้แข็งแรงผ่านการคุมความดันโลหิต การดื่มน้ำที่เพียงพอ และการตรวจสุขภาพตามนัด จะช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

    5. ถุงน้ำในไตพบได้บ่อยแค่ไหน?

    ภาวะนี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งมักเจอคนไข้วัย 50 ปีขึ้นไป ตรวจพบถุงน้ำโดยบังเอิญจากการทำอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้อง จากการศึกษาพบว่าเกือบ 25% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี จะตรวจพบถุงน้ำในไตอย่างน้อย 1 ใบ และโอกาสจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นโดยส่วนใหญ่มักไม่ก่อให้เกิดอันตราย

    6. ถุงน้ำในไตหายเองได้ไหม?

    โดยทั่วไปแล้ว ถุงน้ำในไตจะไม่สามารถหายเองได้ตามธรรมชาติ แต่ในกรณีที่ตรวจพบว่าเป็นถุงน้ำชนิดธรรมดา ขนาดเล็กกว่า 4 – 5 เซนติเมตร และไม่มีอาการเจ็บปวด หมอมักจะไม่แนะนำให้รับการผ่าตัด เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของร่างกาย ผู้ป่วยเพียงต้องกลับมาตรวจติดตาม ผ่านการอัลตราซาวด์เป็นระยะเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของขนาดและลักษณะของถุงน้ำ หากไม่มีการขยายตัวจนกดเบียดเนื้อไตหรือเสี่ยงที่จะเป็นเนื้อร้ายในอนาคต ก็ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค

    ศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา

    นพ. พิสิฏฐ์ เต็มภัทราโชค

    ศัลยศาสตร์ยูโรวิทยา

    Doctor profileDoctor profile

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจสุขภาพเด็ก 6 - 15 ปีชุดตรวจสุขภาพเด็ก 6 - 15 ปี
    ชุดตรวจสุขภาพเด็ก 6 - 15 ปี

    3,900 บาท

    7,940 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับชุดตรวจคัดกรองโรคตับ
    ชุดตรวจคัดกรองโรคตับ

    11,900 บาท

    20,410 บาท

    รายละเอียด
    การตรวจไขมันสะสมในตับการตรวจไขมันสะสมในตับ
    การตรวจไขมันสะสมในตับ

    4,100 บาท

    4,950 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    สัญญาณเตือนฉี่ไม่สุด ปัสสาวะลำบาก เกิดจากสาเหตุใด แบบไหนอันตราย Image
    สัญญาณเตือนฉี่ไม่สุด ปัสสาวะลำบาก เกิดจากสาเหตุใด แบบไหนอันตราย
    คู่มือเตรียมผนังมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน ขั้นตอน ระยะเวลา และเทคนิคเพิ่มโอกาสสำเร็จ Image
    คู่มือเตรียมผนังมดลูกก่อนใส่ตัวอ่อน ขั้นตอน ระยะเวลา และเทคนิคเพิ่มโอกาสสำเร็จ
    การทำ ICSI คืออะไร เหมาะกับใคร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง Image
    การทำ ICSI คืออะไร เหมาะกับใคร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ