โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    โรคความดันโลหิตสูง สรุปอาการ สาเหตุ พร้อมวิธีดูแลตัวเอง

    10 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    นพ. ชยพล ชีถนอม
    นพ. ชยพล ชีถนอม

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 05 ส.ค. 2569
    Dr. Chayapon Cheetanom
    นพ. ชยพล ชีถนอม
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น
    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น
    โรคความดันโลหิตสูง สรุปอาการ สาเหตุ พร้อมวิธีดูแลตัวเอง
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 05 ส.ค. 2569

    ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และตรวจพบจากการวัดความดัน อย่างไรก็ตาม บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรือเหนื่อยง่ายได้  บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ตั้งแต่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง พร้อมแนะนำแนวทางปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในการดูแลสุขภาพ

    โรคความดันโลหิตสูง คืออะไร และค่าเท่าไหร่ถึงอันตราย

    โรคความดันโลหิตสูง คืออะไร

    โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะที่แรงดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคนี้จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรคเอ็นซีดี (NCDs: Non-Communicable Diseases) ที่ไม่ได้แพร่กระจายจากคนสู่คน แต่เกิดจากความเสื่อมสภาพของระบบภายในร่างกายอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการละเลยการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

    ตามแนวทางเวชปฏิบัติของ European Society of Cardiology (ESC) ปี 2024 และสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย การวัดความดันโลหิตในสถานพยาบาล (Office Blood Pressure) ใช้ในการประเมินระดับความดันโลหิตและวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง โดยแบ่งระดับได้ดังนี้ 

    1. ความดันโลหิตปกติ (Normal): ความดันโลหิตตัวบนต่ำกว่า 120 และความดันโลหิตตัวล่างต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท 
    2. ความดันโลหิตสูงกว่าระดับปกติ (Elevated Blood Pressure): ความดันโลหิตตัวบน 120–139 และ/หรือความดันโลหิตตัวล่าง 70–89 มิลลิเมตรปรอท ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ยังไม่ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและติดตามวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ 
    3. โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): ความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิตตัวล่างตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป โดยแพทย์จะยืนยันการวินิจฉัยจากการวัดซ้ำหรือการวัดความดันโลหิตนอกสถานพยาบาล (Home Blood Pressure Monitoring หรือ Ambulatory Blood Pressure Monitoring) ตามความเหมาะสม 

    สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงเกิดจากอะไร

    ตามแนวทางของ European Society of Cardiology (ESC) 2024 และ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย โรคความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้

    1. ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary หรือ Essential Hypertension)

    เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 90–95% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะน้ำหนักเกิน การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตค่อย ๆ สูงขึ้นตามเวลา

    1. ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)

    เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุจากโรคหรือความผิดปกติอื่น ซึ่งอาจรักษาที่ต้นเหตุได้ ตัวอย่างสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดแดงไตตีบ ภาวะต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนมากผิดปกติ (Primary Aldosteronism) เนื้องอกต่อมหมวกไต ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โรคของต่อมไทรอยด์ รวมถึงยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ยาสเตียรอยด์ และยาลดน้ำหนักบางชนิด

    ปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัวที่ทำให้ความดันโลหิตสูงไม่รู้ตัว

    ปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัวที่ทำให้ความดันโลหิตสูง

    ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง

    นอกจากสาเหตุของโรคแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง ทั้งจากพันธุกรรม อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่สามารถป้องกันหรือปรับเปลี่ยนได้ ดังนี้

    • อายุและพันธุกรรม: ความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากมีทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมกัน 
    • ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน: ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย และมักมีความผิดปกติของระบบเผาผลาญร่วมด้วย 
    • การขาดการออกกำลังกาย: การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอหรือใช้ชีวิตแบบนั่งอยู่กับที่ (Sedentary lifestyle) ส่งผลให้สมรรถภาพของหัวใจและหลอดเลือดลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง 
    • การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์: การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำอาจทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ 
    • การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงและได้รับโพแทสเซียมไม่เพียงพอ: การบริโภคอาหารรสเค็ม อาหารแปรรูป และอาหารสำเร็จรูปเป็นประจำ ทำให้ได้รับโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิต ขณะที่การได้รับโพแทสเซียมจากผักและผลไม้ไม่เพียงพอ อาจลดความสามารถของร่างกายในการรักษาสมดุลของโซเดียมและความดันโลหิต 
    • โรคประจำตัวและภาวะสุขภาพอื่น: โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ภาวะไขมันในเลือดสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด 
    • ความเครียดและการนอนหลับไม่เพียงพอ: ความเครียดเรื้อรังและการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพหรือมีระยะเวลาน้อยเกินไป อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น

    อาการของโรคความดันโลหิตสูงที่ควรระวัง

    โรคความดันโลหิตสูงได้รับการขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ (Silent Killer)” เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ แม้ว่าความดันโลหิตจะสูงเป็นเวลานาน จึงมักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพหรือการวัดความดันโลหิตเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม หากความดันโลหิตสูงมากหรือเกิดภาวะฉุกเฉินจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Crisis) อาจมีอาการดังต่อไปนี้

    • อาการทางระบบประสาท: ปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะ ตามัวหรือมองเห็นภาพไม่ชัด สับสน แขนหรือขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก หรือพูดไม่ชัด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง 
    • อาการทางหัวใจและปอด: เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย หายใจลำบาก เหนื่อยมากผิดปกติ หรือใจสั่น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือภาวะหัวใจล้มเหลว 
    • สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์: หากวัดความดันโลหิตได้ตั้งแต่ 180/120 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ร่วมกับอาการ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ปวดศีรษะรุนแรง ตามัว สับสน แขนขาอ่อนแรง หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจเป็น ภาวะฉุกเฉินจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Emergency) ซึ่งอาจทำให้อวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ไต หรือดวงตาได้รับความเสียหายอย่างเฉียบพลัน

    โรคความดันโลหิตสูง หากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง

    หากโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมอย่างเหมาะสมเป็นเวลานาน ความดันโลหิตที่สูงอย่างต่อเนื่องจะทำให้หลอดเลือดและอวัยวะสำคัญเกิดความเสียหาย (Target Organ Damage) เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลายชนิด โดยภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

    • Cardiovascular-Kidney-Metabolic (CKM) Syndrome: ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ CKM Syndrome ซึ่งเป็นความเชื่อมโยงระหว่างโรคหัวใจ โรคไต และความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เมื่อควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี จะเร่งการเสื่อมของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะเมื่อมีโรคอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย 
    • โรคหัวใจและหลอดเลือด: ความดันโลหิตสูงเรื้อรังทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและเสื่อมเร็วขึ้น (Atherosclerosis) เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด 
    • โรคหลอดเลือดสมอง: ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของทั้งโรคหลอดเลือดสมองตีบและโรคหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งอาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ความพิการ หรือเสียชีวิตได้ 
    • โรคไตเรื้อรัง: ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กภายในไตเสื่อมลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของไตลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังหรือไตวายในระยะยาว 
    • ภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่น: ความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดโรคจอประสาทตาจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Retinopathy) ส่งผลต่อการมองเห็น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease)

    เมื่อตรวจพบโรคความดันโลหิตสูง ควรได้รับการตรวจอะไรบ้าง

    เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว การดูแลรักษาไม่ได้มีเพียงการให้ยาลดความดันโลหิตเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องประเมินปัจจัยเสี่ยง โรคร่วม และความเสียหายของอวัยวะสำคัญ (Target Organ Damage) เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ตามแนวทาง European Society of Cardiology (ESC) 2024 และ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย โดยการตรวจที่แนะนำ ได้แก่

    • การตรวจเลือดและปัสสาวะ: เพื่อประเมินโรคร่วมและการทำงานของอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดหรือ HbA1c เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน ระดับไขมันในเลือด การทำงานของไต (Serum Creatinine และ eGFR) ระดับอิเล็กโทรไลต์ รวมถึงการตรวจหาโปรตีนหรืออัลบูมินในปัสสาวะ (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio; UACR) เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคไตเรื้อรัง 
    • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram; ECG): เพื่อตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา (Left Ventricular Hypertrophy) รวมถึงร่องรอยของโรคหลอดเลือดหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด 
    • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography): อาจพิจารณาในผู้ป่วยบางราย เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา การทำงานของลิ้นหัวใจ และภาวะหัวใจล้มเหลว 
    • การตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้: ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจจอประสาทตา (Fundus Examination) การตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้าน (Home Blood Pressure Monitoring; HBPM) หรือการติดเครื่องวัดความดันโลหิตตลอด 24 ชั่วโมง (Ambulatory Blood Pressure Monitoring; ABPM) รวมถึงการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุของความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ หากมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก

    ข้อควรปฏิบัติและการออกกำลังกายสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

    ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle Modification) เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ควบคู่กับการรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

    • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนควรลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม โดยการลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักตัวตั้งต้น สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ ควรรักษาดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมสำหรับคนเอเชีย (18.5–22.9 กก./ม²) และควบคุมรอบเอวไม่เกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง 
    • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือวิ่งเหยาะ ๆ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ และสามารถเสริมด้วยการฝึกกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) 2–3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตและส่งเสริมสุขภาพหัวใจ 
    • ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย: ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมาก (เช่น มากกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท) หรือมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย หรือเวียนศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการยกน้ำหนักหนักมากหรือการกลั้นหายใจขณะออกแรง (Valsalva Maneuver) 
    • หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง: งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำ และหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนในปริมาณมาก โดยเฉพาะก่อนการวัดความดันโลหิต นอกจากนี้ ควรนอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

    อาหารลดความดันโลหิตสูง สูตร 2:1:1 และการลดโซเดียม

    การรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางการแพทย์ ได้แก่ DASH (Dietary Approaches to Stop Hypertension) ซึ่งมีหลักการสอดคล้องกับการจัดจานอาหารแบบ 2:1:1 ที่ส่งเสริมการรับประทานผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ ควบคู่กับการลดโซเดียม ดังนี้

    • จัดจานอาหารตามหลัก 2:1:1: แบ่งอาหารในแต่ละมื้อเป็น ผัก 2 ส่วน เพื่อเพิ่มใยอาหาร โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดสี 1 ส่วน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต หรือธัญพืชเต็มเมล็ด และ โปรตีนไขมันต่ำ 1 ส่วน เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เต้าหู้ หรือถั่ว พร้อมหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม และเบคอน 
    • ลดการบริโภคโซเดียม: องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ได้รับโซเดียม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัม (1 ช้อนชา) การลดการเติมเครื่องปรุงรสและเลือกอาหารสดแทนอาหารแปรรูปช่วยลดความดันโลหิตและลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด 
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง: เช่น อาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารหมักดอง ขนมขบเคี้ยว และซุปหรือซอสสำเร็จรูป สำหรับผลิตภัณฑ์เกลือโซเดียมต่ำหรือเกลือโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียมในเลือด 
    • เพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมและแคลเซียม: ผู้ที่ไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ควรรับประทานผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำหรือปราศจากไขมัน เช่น นมและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ DASH diet และมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต

    แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

    นพ.ชยพล ชีถนอม อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ตรวจความดันโลหิตสูง ที่คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่มักไม่แสดงอาการเตือนในระยะแรกเริ่ม หากปล่อยให้ค่าความดันสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญ นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ 

    คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ มีทีมอายุรแพทย์ที่พร้อมให้การดูแล ตั้งแต่การตรวจค้นหาสาเหตุ การคัดกรองภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงการวางแผนการรักษาและการให้คำแนะนำด้านการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

    สรุปโรคความดันโลหิตสูง

    โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มักไม่มีอาการในระยะแรก แต่หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและควบคุมอย่างเหมาะสม อาจทำให้หลอดเลือดและอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต และดวงตา เกิดความเสียหาย เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในระยะยาว

    การวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุลตามหลัก 2:1:1 ร่วมกับการลดโซเดียม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง เป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมระดับความดันโลหิตและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

    หากตรวจพบว่ามีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรเข้ารับการประเมินโดยอายุรแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุ ประเมินความเสียหายของอวัยวะสำคัญ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. ชยพล ชีถนอม

    อายุรศาสตร์

    นพ. ชยพล ชีถนอม

    อายุรศาสตร์

    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    คลินิกโรคความดันโลหิตสูง

    ชั้น 1 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดบริการทุกวัน 06.00 - 20.00 น.

    0 2310 3003

    02 755 1003

    1719

    [email protected]

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้นตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น
    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น

    3,900 บาท

    5,310 บาท

    รายละเอียด
    วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ 20 สายพันธุ์ สำหรับผู้ใหญ่ อายุ 18 ปีขึ้นไปวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ 20 สายพันธุ์ สำหรับผู้ใหญ่ อายุ 18 ปีขึ้นไป
    วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ 20 สายพันธุ์ สำหรับผู้ใหญ่ อายุ 18 ปีขึ้นไป

    3,950 บาท

    5,040 บาท

    รายละเอียด
    วัคซีนป้องกันไวรัส RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์วัคซีนป้องกันไวรัส RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์
    วัคซีนป้องกันไวรัส RSV สำหรับหญิงตั้งครรภ์

    8,990 บาท

    10,650 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ความดันโลหิตสูง "ฆาตกรเงียบ" Image
    ความดันโลหิตสูง "ฆาตกรเงียบ"
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ