ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ และตรวจพบจากการวัดความดัน อย่างไรก็ตาม บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ หรือเหนื่อยง่ายได้ บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง ตั้งแต่สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง พร้อมแนะนำแนวทางปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในการดูแลสุขภาพ
โรคความดันโลหิตสูง คืออะไร และค่าเท่าไหร่ถึงอันตราย

โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะที่แรงดันเลือดภายในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคนี้จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรคเอ็นซีดี (NCDs: Non-Communicable Diseases) ที่ไม่ได้แพร่กระจายจากคนสู่คน แต่เกิดจากความเสื่อมสภาพของระบบภายในร่างกายอันเนื่องมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการละเลยการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง
ตามแนวทางเวชปฏิบัติของ European Society of Cardiology (ESC) ปี 2024 และสมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย การวัดความดันโลหิตในสถานพยาบาล (Office Blood Pressure) ใช้ในการประเมินระดับความดันโลหิตและวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูง โดยแบ่งระดับได้ดังนี้
- ความดันโลหิตปกติ (Normal): ความดันโลหิตตัวบนต่ำกว่า 120 และความดันโลหิตตัวล่างต่ำกว่า 80 มิลลิเมตรปรอท
- ความดันโลหิตสูงกว่าระดับปกติ (Elevated Blood Pressure): ความดันโลหิตตัวบน 120–139 และ/หรือความดันโลหิตตัวล่าง 70–89 มิลลิเมตรปรอท ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ยังไม่ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและติดตามวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
- โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): ความดันโลหิตตัวบนตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิตตัวล่างตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป โดยแพทย์จะยืนยันการวินิจฉัยจากการวัดซ้ำหรือการวัดความดันโลหิตนอกสถานพยาบาล (Home Blood Pressure Monitoring หรือ Ambulatory Blood Pressure Monitoring) ตามความเหมาะสม
สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงเกิดจากอะไร
ตามแนวทางของ European Society of Cardiology (ESC) 2024 และ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย โรคความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้
- ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary หรือ Essential Hypertension)
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 90–95% ของผู้ป่วยทั้งหมด โดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะน้ำหนักเกิน การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง การขาดการออกกำลังกาย ความเครียด การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตค่อย ๆ สูงขึ้นตามเวลา
- ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)
เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุจากโรคหรือความผิดปกติอื่น ซึ่งอาจรักษาที่ต้นเหตุได้ ตัวอย่างสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดแดงไตตีบ ภาวะต่อมหมวกไตสร้างฮอร์โมนอัลโดสเตอโรนมากผิดปกติ (Primary Aldosteronism) เนื้องอกต่อมหมวกไต ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) โรคของต่อมไทรอยด์ รวมถึงยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ยาสเตียรอยด์ และยาลดน้ำหนักบางชนิด
ปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัวที่ทำให้ความดันโลหิตสูงไม่รู้ตัว

ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง
นอกจากสาเหตุของโรคแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่เพิ่มโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูง ทั้งจากพันธุกรรม อายุ และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่สามารถป้องกันหรือปรับเปลี่ยนได้ ดังนี้
- อายุและพันธุกรรม: ความเสี่ยงของโรคจะเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง เนื่องจากมีทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมกัน
- ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน: ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้น เนื่องจากหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย และมักมีความผิดปกติของระบบเผาผลาญร่วมด้วย
- การขาดการออกกำลังกาย: การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอหรือใช้ชีวิตแบบนั่งอยู่กับที่ (Sedentary lifestyle) ส่งผลให้สมรรถภาพของหัวใจและหลอดเลือดลดลง เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำหนักเกิน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง
- การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์: การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดเสียหายและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำอาจทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
- การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงและได้รับโพแทสเซียมไม่เพียงพอ: การบริโภคอาหารรสเค็ม อาหารแปรรูป และอาหารสำเร็จรูปเป็นประจำ ทำให้ได้รับโซเดียมเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของความดันโลหิต ขณะที่การได้รับโพแทสเซียมจากผักและผลไม้ไม่เพียงพอ อาจลดความสามารถของร่างกายในการรักษาสมดุลของโซเดียมและความดันโลหิต
- โรคประจำตัวและภาวะสุขภาพอื่น: โรคเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง ภาวะไขมันในเลือดสูง และภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea) ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือด
- ความเครียดและการนอนหลับไม่เพียงพอ: ความเครียดเรื้อรังและการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพหรือมีระยะเวลาน้อยเกินไป อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อร่วมกับปัจจัยเสี่ยงอื่น
อาการของโรคความดันโลหิตสูงที่ควรระวัง
โรคความดันโลหิตสูงได้รับการขนานนามว่าเป็น “เพชฌฆาตเงียบ (Silent Killer)” เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการผิดปกติ แม้ว่าความดันโลหิตจะสูงเป็นเวลานาน จึงมักตรวจพบจากการตรวจสุขภาพหรือการวัดความดันโลหิตเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม หากความดันโลหิตสูงมากหรือเกิดภาวะฉุกเฉินจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Crisis) อาจมีอาการดังต่อไปนี้
- อาการทางระบบประสาท: ปวดศีรษะรุนแรง เวียนศีรษะ ตามัวหรือมองเห็นภาพไม่ชัด สับสน แขนหรือขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก หรือพูดไม่ชัด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
- อาการทางหัวใจและปอด: เจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย หายใจลำบาก เหนื่อยมากผิดปกติ หรือใจสั่น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
- สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์: หากวัดความดันโลหิตได้ตั้งแต่ 180/120 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ร่วมกับอาการ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ปวดศีรษะรุนแรง ตามัว สับสน แขนขาอ่อนแรง หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เนื่องจากอาจเป็น ภาวะฉุกเฉินจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Emergency) ซึ่งอาจทำให้อวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ ไต หรือดวงตาได้รับความเสียหายอย่างเฉียบพลัน
โรคความดันโลหิตสูง หากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง
หากโรคความดันโลหิตสูงไม่ได้รับการรักษาหรือควบคุมอย่างเหมาะสมเป็นเวลานาน ความดันโลหิตที่สูงอย่างต่อเนื่องจะทำให้หลอดเลือดและอวัยวะสำคัญเกิดความเสียหาย (Target Organ Damage) เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลายชนิด โดยภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่
- Cardiovascular-Kidney-Metabolic (CKM) Syndrome: ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ CKM Syndrome ซึ่งเป็นความเชื่อมโยงระหว่างโรคหัวใจ โรคไต และความผิดปกติของระบบเผาผลาญ เมื่อควบคุมความดันโลหิตได้ไม่ดี จะเร่งการเสื่อมของหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะเมื่อมีโรคอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย
- โรคหัวใจและหลอดเลือด: ความดันโลหิตสูงเรื้อรังทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและเสื่อมเร็วขึ้น (Atherosclerosis) เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ภาวะหัวใจล้มเหลว และภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิด
- โรคหลอดเลือดสมอง: ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของทั้งโรคหลอดเลือดสมองตีบและโรคหลอดเลือดสมองแตก ซึ่งอาจทำให้เกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ความพิการ หรือเสียชีวิตได้
- โรคไตเรื้อรัง: ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กภายในไตเสื่อมลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกรองของไตลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรังหรือไตวายในระยะยาว
- ภาวะแทรกซ้อนต่ออวัยวะอื่น: ความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดโรคจอประสาทตาจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Retinopathy) ส่งผลต่อการมองเห็น รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (Aortic Aneurysm) และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral Artery Disease)
เมื่อตรวจพบโรคความดันโลหิตสูง ควรได้รับการตรวจอะไรบ้าง
เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้ว การดูแลรักษาไม่ได้มีเพียงการให้ยาลดความดันโลหิตเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องประเมินปัจจัยเสี่ยง โรคร่วม และความเสียหายของอวัยวะสำคัญ (Target Organ Damage) เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว ตามแนวทาง European Society of Cardiology (ESC) 2024 และ สมาคมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย โดยการตรวจที่แนะนำ ได้แก่
- การตรวจเลือดและปัสสาวะ: เพื่อประเมินโรคร่วมและการทำงานของอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดหรือ HbA1c เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน ระดับไขมันในเลือด การทำงานของไต (Serum Creatinine และ eGFR) ระดับอิเล็กโทรไลต์ รวมถึงการตรวจหาโปรตีนหรืออัลบูมินในปัสสาวะ (Urine Albumin-to-Creatinine Ratio; UACR) เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคไตเรื้อรัง
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram; ECG): เพื่อตรวจหาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา (Left Ventricular Hypertrophy) รวมถึงร่องรอยของโรคหลอดเลือดหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography): อาจพิจารณาในผู้ป่วยบางราย เพื่อประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ ตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนา การทำงานของลิ้นหัวใจ และภาวะหัวใจล้มเหลว
- การตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้: ในผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจจอประสาทตา (Fundus Examination) การตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้าน (Home Blood Pressure Monitoring; HBPM) หรือการติดเครื่องวัดความดันโลหิตตลอด 24 ชั่วโมง (Ambulatory Blood Pressure Monitoring; ABPM) รวมถึงการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุของความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ หากมีข้อบ่งชี้ทางคลินิก
ข้อควรปฏิบัติและการออกกำลังกายสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle Modification) เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาโรคความดันโลหิตสูง ควบคู่กับการรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต และโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม: ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนควรลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม โดยการลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักตัวตั้งต้น สามารถช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ ควรรักษาดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสมสำหรับคนเอเชีย (18.5–22.9 กก./ม²) และควบคุมรอบเอวไม่เกิน 90 เซนติเมตรในผู้ชาย และ 80 เซนติเมตรในผู้หญิง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือวิ่งเหยาะ ๆ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 30 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ และสามารถเสริมด้วยการฝึกกล้ามเนื้อ (Resistance Exercise) 2–3 วันต่อสัปดาห์ เพื่อช่วยควบคุมความดันโลหิตและส่งเสริมสุขภาพหัวใจ
- ข้อควรระวังในการออกกำลังกาย: ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมาก (เช่น มากกว่า 180/110 มิลลิเมตรปรอท) หรือมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจเหนื่อย หรือเวียนศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มออกกำลังกาย และหลีกเลี่ยงการยกน้ำหนักหนักมากหรือการกลั้นหายใจขณะออกแรง (Valsalva Maneuver)
- หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง: งดสูบบุหรี่ จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารที่มีโซเดียมต่ำ และหลีกเลี่ยงการดื่มคาเฟอีนในปริมาณมาก โดยเฉพาะก่อนการวัดความดันโลหิต นอกจากนี้ ควรนอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
อาหารลดความดันโลหิตสูง สูตร 2:1:1 และการลดโซเดียม
การรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางการแพทย์ ได้แก่ DASH (Dietary Approaches to Stop Hypertension) ซึ่งมีหลักการสอดคล้องกับการจัดจานอาหารแบบ 2:1:1 ที่ส่งเสริมการรับประทานผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไขมันต่ำ ควบคู่กับการลดโซเดียม ดังนี้
- จัดจานอาหารตามหลัก 2:1:1: แบ่งอาหารในแต่ละมื้อเป็น ผัก 2 ส่วน เพื่อเพิ่มใยอาหาร โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ข้าวหรือธัญพืชไม่ขัดสี 1 ส่วน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต หรือธัญพืชเต็มเมล็ด และ โปรตีนไขมันต่ำ 1 ส่วน เช่น ปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เต้าหู้ หรือถั่ว พร้อมหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม และเบคอน
- ลดการบริโภคโซเดียม: องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ได้รับโซเดียม ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือประมาณ 5 กรัม (1 ช้อนชา) การลดการเติมเครื่องปรุงรสและเลือกอาหารสดแทนอาหารแปรรูปช่วยลดความดันโลหิตและลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
- หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง: เช่น อาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารหมักดอง ขนมขบเคี้ยว และซุปหรือซอสสำเร็จรูป สำหรับผลิตภัณฑ์เกลือโซเดียมต่ำหรือเกลือโพแทสเซียม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือผู้ที่รับประทานยาที่มีผลต่อระดับโพแทสเซียมในเลือด
- เพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมและแคลเซียม: ผู้ที่ไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ควรรับประทานผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำหรือปราศจากไขมัน เช่น นมและโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ DASH diet และมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิต
แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
นพ.ชยพล ชีถนอม อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ
ตรวจความดันโลหิตสูง ที่คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ
ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาสุขภาพที่มักไม่แสดงอาการเตือนในระยะแรกเริ่ม หากปล่อยให้ค่าความดันสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับการดูแล อาจส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญ นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง การเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินความเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ
คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ มีทีมอายุรแพทย์ที่พร้อมให้การดูแล ตั้งแต่การตรวจค้นหาสาเหตุ การคัดกรองภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงการวางแผนการรักษาและการให้คำแนะนำด้านการปรับพฤติกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
สรุปโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มักไม่มีอาการในระยะแรก แต่หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและควบคุมอย่างเหมาะสม อาจทำให้หลอดเลือดและอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต และดวงตา เกิดความเสียหาย เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในระยะยาว
การวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุลตามหลัก 2:1:1 ร่วมกับการลดโซเดียม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนัก งดสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงการรับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง เป็นแนวทางสำคัญในการควบคุมระดับความดันโลหิตและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
หากตรวจพบว่ามีค่าความดันโลหิตสูง หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรเข้ารับการประเมินโดยอายุรแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุ ประเมินความเสียหายของอวัยวะสำคัญ และวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว







