ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้ค้นพบความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างกลุ่มโรคเรื้อรังที่คนไทยเป็นกันมาก ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต และโรคหัวใจ โดยพบว่าโรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเป็นระบบเดียวที่เรียกว่า CKM Syndrome (Cardiovascular – Kidney – Metabolic Syndrome) ถือเป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพคนยุคใหม่
CKM Syndrome คืออะไร
CKM Syndrome คือ กลุ่มความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกันของ 3 ระบบหลักในร่างกาย ได้แก่
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular) รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดสมอง
- ระบบไต (Kidney) ภาวะไตเสื่อมเรื้อรังที่ส่งผลต่อการกรองของเสียและการรักษาสมดุลน้ำและเกลือแร่
- ระบบเมตาบอลิก (Metabolic) ระบบเผาผลาญของร่างกาย เช่น โรคอ้วนลงพุง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
ภาวะนี้มักเริ่มจาก “เรื่องเล็ก ๆ” เช่น การมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป ซึ่งนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังระดับต่ำและการดื้ออินซูลิน ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังหลอดเลือด ไต และหัวใจในลักษณะของวงจรที่ส่งเสริมกันให้แย่ลงเรื่อย ๆ
CKM Syndrome อันตรายแค่ไหน
กลไกความอันตรายของ CKM Syndrome เมื่ออวัยวะเสื่อมแบบไม่รู้ตัว ความน่ากังวลที่สุดของ CKM Syndrome คือ อวัยวะอาจเริ่มถูกทำลายไปแล้ว แม้ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการปรากฏชัดเจน โดยความเชื่อมโยงของแต่ละระบบสามารถอธิบายได้ดังนี้
- จากเมตาบอลิกสู่หัวใจ: น้ำตาลในเลือดที่สูงเรื้อรังจากเบาหวานจะทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย
- จากความดันสู่ไต: ความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการควบคุมจะทำลายหลอดเลือดฝอยในไต ทำให้ไตเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- จากไตสู่หัวใจ: เมื่อไตเสื่อมและไม่สามารถขับน้ำหรือของเสียได้ปกติ หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นอย่างมากเพื่อสูบฉีดเลือด นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
- จากไขมันสู่ระบบรวม: ไขมันในเลือดสูงจะเกาะตามผนังหลอดเลือดทั่วร่างกาย รวมถึงหลอดเลือดหัวใจ สมอง และไต ทำให้เกิดการตีบตันและอักเสบ
การแบ่งระยะของโรค CKM Syndrome และแนวทางการรักษา
สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) ได้แบ่งความรุนแรงของ CKM Syndrome ออกเป็น 5 ระยะ (Stage 0 – 4) เพื่อให้สามารถวางแผนการป้องกันและการรักษาได้อย่างเหมาะสม ดังนี้
|
ระยะ |
ลักษณะของสภาวะ |
แนวทางการดูแลรักษาและป้องกัน |
|
ระยะ 0 |
ปกติ (No Risk): ไม่มีปัจจัยเสี่ยง หัวใจ ไต และระบบเผาผลาญทำงานปกติ |
เน้นการป้องกันระดับปฐมภูมิ รักษาพฤติกรรมสุขภาพที่ดี เพื่อคงสุขภาพที่ดีในระยะยาว |
|
ระยะ 1 |
เริ่มมีไขมันส่วนเกิน (Early Risk): มีภาวะอ้วนลงพุง น้ำหนักเกิน หรือเริ่มมีภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes) |
ปรับพฤติกรรมเพื่อลดน้ำหนักอย่างน้อย 5 – 10%, ควบคุมอาหาร, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง |
|
ระยะ 2 |
มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจน (Metabolic/Kidney Risk): เป็นเบาหวานชนิดที่ 2, ความดันโลหิตสูง, ไขมันในเลือดสูง หรือไตเสื่อมระยะต้น |
ใช้ยาควบคุมความดัน (<130/80 mmHg), ให้ยาในกลุ่ม Statins เพื่อคุมไขมัน, พิจารณาใช้ยาที่ช่วยปกป้องหัวใจและไต เช่น SGLT2 inhibitors หรือ GLP-1RAs ในผู้ป่วยเบาหวาน |
|
ระยะ 3 |
อวัยวะเริ่มเสียหายแต่ยังไม่มีอาการ (Silent Organ Damage): เช่น มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ, ตรวจพบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจสูง (CAC Score 100 – 400) |
เพิ่มความเข้มข้นในการรักษาด้วยยาเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ, พิจารณาให้ยา Aspirin ในรายที่เสี่ยงสูง และติดตามผลการทำงานของหัวใจและไตอย่างใกล้ชิด |
|
ระยะ 4 |
เกิดโรคชัดเจน (Clinical Disease): เป็นโรคหัวใจล้มเหลว, โรคหลอดเลือดสมอง, ไตวายเรื้อรัง หรือโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย |
การรักษาตามมาตรฐานโรค (GDMT) เช่น ใช้ยาหลักสำหรับหัวใจล้มเหลว, การฟอกไตในรายที่ไตวาย และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต |
ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง CKM Syndrome
ผู้ที่มีปัจจัยดังต่อไปนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินความเสี่ยง CKM Syndrome
- มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน (BMI ≥ 25 หรือคนเอเชีย ≥ 23)
- มีภาวะอ้วนลงพุง (รอบเอวชาย ≥ 90 ซม., หญิง ≥ 80 ซม.)
- ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือ มีภาวะก่อนเบาหวาน
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมเรื้อรัง
- ผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือโรคไต
แนวทางรักษา CKM Syndrome เชิงรุก ปกป้องหลายระบบพร้อมกัน
หัวใจสำคัญของการรักษา CKM Syndrome ในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่การรักษาทีละโรค แต่คือการดูแลแบบ “Continuum of Care” หรือการดูแลต่อเนื่อง ครอบคลุม และไม่ขาดตอน โดยเน้น 4 ด้านหลัก ได้แก่
- ปรับพฤติกรรม (พื้นฐานสำคัญที่สุด) คุมอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม และออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- รักษาด้วยยาสมัยใหม่ (Multi – Organ Protection) แพทย์อาจพิจารณาใช้ยากลุ่มใหม่ที่สามารถดูแลได้หลายระบบพร้อมกัน เช่น ยาที่ช่วยขับน้ำตาลทางปัสสาวะ ซึ่งช่วยลดภาระของหัวใจและชะลอไตเสื่อม หรือยาที่ช่วยลดน้ำหนักและปกป้องหลอดเลือดไปพร้อมกัน
- ดูแลการทำงานของไตสม่ำเสมอ ตรวจค่าการกรองของไต (eGFR) และตรวจโปรตีนรั่วในปัสสาวะเป็นประจำ พร้อมหลีกเลี่ยงยาที่ทำร้ายไต
- ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด ตรวจสุขภาพหัวใจตามคำแนะนำของแพทย์ และควบคุมระดับไขมันและความดันอย่างเคร่งครัด
โรงพยาบาลที่ชำนาญการรักษา CKM Syndrome
คลินิกอายุรกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้บริการดูแลผู้ป่วย CKM Syndrome โดยทีมแพทย์เฉพาะทางสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) ทั้งอายุรแพทย์โรคหัวใจ โรคไต และโรคต่อมไร้ท่อ เพื่อร่วมกันประเมินความเสี่ยงเชิงลึก วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล และใช้เทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่ เพื่อช่วยควบคุมโรค ชะลอความเสื่อมของอวัยวะ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ยืนยาว
อย่ารอให้เกิดอาการชัดเจน เพราะ CKM Syndrome
คือภัยเงียบที่ป้องกันได้หากเริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้
แพทย์ที่ชำนาญการรักษา CKM Syndrome
นพ.ชยพล ชีถนอม อายุรแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
เอกสารอ้างอิง:
- Ndumele CE, et al. A Synopsis of the Evidence for the Science and Clinical Management of Cardiovascular-Kidney-Metabolic (CKM) Syndrome: A Scientific Statement From the American Heart Association. Circulation. 2023.











