โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    รู้จักโรคริดสีดวงทวารคืออะไร อันตรายไหม รักษาได้หรือไม่

    9 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    พญ. สรินดา เลิศบรรณพงษ์
    พญ. สรินดา เลิศบรรณพงษ์

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 02 ก.ค. 2569
    Dr. Sarinda Lertbannaphong
    พญ. สรินดา เลิศบรรณพงษ์
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    แพ็กเกจคลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    แพ็กเกจคลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    รู้จักโรคริดสีดวงทวารคืออะไร อันตรายไหม รักษาได้หรือไม่
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 02 ก.ค. 2569

    ปัญหาการขับถ่ายและมีเลือดออกเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หลายคนอาจรู้สึกเขินอายที่จะพูดถึงหรือไปพบแพทย์ แต่ความจริงแล้ว โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากในคนทั่วไป โรคนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการเจ็บปวด หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนมีเลือดออกเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะเลือดจางที่อันตรายได้ การทำความเข้าใจและรีบดูแลตนเองอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

     

    โรคริดสีดวงทวารคืออะไร

    ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คือ ภาวะที่มีการโป่งพองของกลุ่มหลอดเลือดดำบริเวณปลายสุดของลำไส้ใหญ่และรูทวารหนัก ส่งผลให้เกิดเป็นติ่งเนื้อหรือก้อนนูนยื่นออกมา ซึ่งก้อนหลอดเลือดที่โป่งพองนี้สามารถเกิดการอักเสบ บวม และมีเลือดออกได้เมื่อมีการเสียดสี โดยเฉพาะระหว่างการขับถ่ายอุจจาระ

    ริดสีดวงทวารมีกี่ชนิด

    ริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด และแต่ละชนิดมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ได้แก่

    1. ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) 

    ริดสีดวงทวารที่เกิดภายในรูทวาร ซึ่งอาจจะไม่โผล่ออกมาให้เห็นและคลำไม่ได้ ถูกคลุมด้วยเยื่อบุลำไส้จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในขณะที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อน แบ่งระดับความรุนแรงออกเป็น 4 ระดับ คือ

    • ระดับที่ 1 : ริดสีดวงอยู่ภายในและไม่มีการยื่นออกมานอกทวารหนัก
    • ระดับที่ 2 : ริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่สามารถหดกลับเข้าไปด้านในเองได้
    • ระดับที่ 3 : ริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักและต้องใช้มือดันกลับเข้ าไปด้านใน
    • ระดับที่ 4: ริดสีดวงยังคงยื่นออกมานอกทวารหนัก แม้จะใช้มือดันกลับเข้าไปแล้วก็ตาม

    โรคริดสีดวงทวาร

    2. ริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids) 

    ริดสีดวงที่เกิดขึ้นบริเวณปากรอยย่นรอบ ๆ ทวารหนัก สามารถมองเห็นและคลำได้ มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด ผู้ป่วยจึงมักมาด้วยอาการปวด แม้ไม่มีการแบ่งระดับความรุนแรงชัดเจนเหมือนริดสีดวงทวารภายใน แต่มีอาการต่าง ๆ เช่น เจ็บปวด บวม อักเสบ เลือดออก ฯลฯ

    ลักษณะของริดสีดวงเป็นยังไง

    ผู้ป่วยหลายท่านมักสงสัยและอยากประเมินตัวเองเบื้องต้นว่าติ่งเนื้อที่คลำพบใช่ริดสีดวงหรือไม่ ลักษณะของริดสีดวงทวารที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้

    • ริดสีดวงทวารภายใน: หากยื่นออกมานอกทวารหนัก จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ๆ สีแดงสดหรือสีชมพูเข้ม คล้ายผลลูกหว้าหรือพวงองุ่นเล็ก ๆ มักมีเมือกใส ๆ เคลือบอยู่ ทำให้รู้สึกมีสารคัดหลั่ง / ความชื้นบริเวณทวารหนัก
    • ริดสีดวงทวารภายนอก: จะเป็นก้อนติ่งเนื้อบวมนูนอยู่ที่ขอบรูทวารหนัก สีมักจะใกล้เคียงกับสีผิวหนังบริเวณก้น แต่หากมีเลือดคั่งหรือเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosed Hemorrhoid) ก้อนนั้นจะแข็งตึง คลำแล้วเจ็บมาก และอาจเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ สีม่วง หรือสีดำคล้ำ

    ริดสีดวงทวารเกิดจากสาเหตุใด

    สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวารเกิดจากการเพิ่มขึ้นของความดันในช่องท้องและลำไส้ส่วนปลาย ซึ่งส่งผลให้เลือดไหลเวียนกลับได้ยากจนเกิดการคั่งและโป่งพอง นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น ๆ ดังนี้

    1. ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่า ยีน FOXC2 gene บนโครโมโซมคู่ที่ 16 อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดของโรคและเส้นเลือดขอดที่ขา
    2. อาชีพ ผู้ที่มีอาชีพต้องยืนนาน ๆ มีผลทำให้ความดันเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณปากทวารไหลกลับสู่หลอดเลือดดำในช่องท้องช้าลง โดยทั่วไปหลอดเลือดดำมีลิ้นเพื่อให้เลือดดำไหลกลับได้ทางเดียว แต่เมื่อการไหลของเลือดดำช้าลงประกอบกับมีความดันในช่องท้องสูงจึงเกิดการคั่งของหลอดเลือดดำบริเวณกลุ่มหลอดเลือดปากรูทวารหนัก ส่งผลให้กลุ่มหลอดเลือดดำโป่งพองจนเกิดอาการของโรคริดสีดวงได้
    3. ภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ เช่น โรคตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการท้องมานในระยะสุดท้าย และเมื่อมีน้ำในช่องท้องมาก ๆ จะไปกดการไหลเวียนเลือดในช่องท้อง เป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดดำไหลกลับเข้าช่องท้องได้ไม่ดีนัก

    ริดสีดวงอาการเป็นอย่างไร

    อาการริดสีดวงทวารจะแตกต่างกันไปตามระยะและความรุนแรง โดยจุดสังเกตที่พบได้บ่อย ได้แก่

    1. มีเลือดออกถ้าท้องผูกมีโอกาสเลือดจะออกมากยิ่งขึ้น
    2. ก้อนยื่นจากก้น อาจหดกลับเข้าไปภายในทวารหนักได้เอง หรือต้องเอานิ้วมือดันกลับเข้าไปถึงจะเข้าไป
    3. บวม อักเสบ ก้นแฉะ คัน ติดเชื้อโรค
    4. ซีด อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด
    5. มีเลือดแดงในโถส้วม หรือเลือดหยดตามหลังการถ่ายอุจจาระ

    ตรวจวินิจฉัยริดสีดวงทวารอย่างไร

    เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและประเมินอาการเบื้องต้น จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายและตรวจบริเวณทวารหนัก (Digital Rectal Examination) หากผู้ป่วยมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องมือส่องกล้องตรวจทวารหนัก (Proctoscopy) หรือส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและแยกแยะโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

    โรคริดสีดวงทวาร

    ริดสีดวงแบบไหนต้องไปหาหมอ

    หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรซื้อยาทาเองแต่ควรรีบไปพบแพทย์

    • มีเลือดออกขณะขับถ่ายนานเกิน 1 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้ง
    • มีก้อนยื่นออกมาที่ดันกลับไม่ได้และมีอาการปวดบวมรุนแรง
    • มีอาการหน้ามืด วิงเวียน อ่อนเพลีย หรือซีดจากการเสียเลือด
    • เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อส่องกล้องแยกโรคอย่างละเอียด

    ริดสีดวงรักษาอย่างไร

    วิธีการรักษาริดสีดวงทวารขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและอาการของผู้ป่วย ประกอบไปด้วย การรักษาริดสีดวงด้วยตนเองและการรักษาริดสีดวงโดยแพทย์ ได้แก่

    1. รักษาริดสีดวงตามอาการด้วยตนเอง 

    วิธีรักษาริดสีดวงด้วยตัวเอง สำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงในระยะเริ่มต้น สามารถทำได้โดย

    • ระวังอย่าให้ท้องผูก ดื่มน้ำมาก ๆ และกินผักผลไม้มาก ๆ ถ้าท้องผูกให้กินยาระบายเป็นยารักษา ริดสีดวง เช่น ยาระบายแมกนีเซีย ดีเกลือ อีแอลพี หรือสารเพิ่มกากใย
    • ถ้าปวดมากเนื่องจากมีการอักเสบ ให้กินยาแก้ปวด นั่งแช่ในน้ำอุ่นวันละ 2 – 3 ครั้ง ๆ ละ 10 – 15 นาที และใช้ยาริดสีดวง ทั้งยาเหน็บหรือยาทาริดสีดวงทวารเพื่อบรรเทาเป็นเวลาประมาณ 7 – 10 วัน
    • หากหัวริดสีดวงออกมาข้างนอกให้ใช้ปลายนิ้วดันหัวกลับเข้าไป ถ้าดันกลับไม่ได้แนะนำให้ไปโรงพยาบาล)

    2. รักษาริดสีดวงโดยแพทย์

    ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง (ระดับ 2 ขึ้นไป) หรือรักษาด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีต่อไปนี้

    • การฉีดยาให้หัวฝ่อ ฉีดสารเคมีเข้าไปที่ก้อนริดสีดวงเพื่อให้ฝ่อและยุบตัวลง มักฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 – 5 ครั้ง
    • การใช้ยางรัด (Rubber Band Ligation) รัดที่โคนริดสีดวงทวารภายในเพื่อให้ขาดเลือดและหลุดออกไปเอง
    • การใช้แสงเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง ทำลายเนื้อเยื่อริดสีดวงอย่างแม่นยำ
    • การผ่าตัดรักษาริดสีดวง สำหรับกรณีที่เป็นริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีภาวะแทรกซ้อน

    การผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวารเป็นอย่างไร

    การผ่าตัดเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวารที่อาจถูกใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยยาหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วไม่สามารถบรรเทาอาการได้หรือมีภาวะที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ได้แก่

    1. การผ่าตัดริดสีดวงทวาร (Hemorrhoidectomy)

    มักใช้เมื่อริดสีดวงทวารมีขนาดใหญ่ หรือมีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้ โดยการผ่าตัดนี้จะทำการตัดเนื้อเยื่อริดสีดวงทวารที่มีปัญหาออก หลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวหลังผ่าตัดระหว่าง 1 – 2 สัปดาห์ โดยต้องระวังการทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากและการดูแลแผลผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง

    2. การผ่าตัดริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty / Laser Hemorrhoidectomy)

    การผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์เป็นการใช้แสงเลเซอร์ในการตัดและทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นริดสีดวงทวาร โดยแสงเลเซอร์จะช่วยตัดเนื้ออย่างถูกต้องตรงตำแหน่ง ลดการเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด และลดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง ทำให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น วิธีนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะมีข้อดีมากมาย ได้แก่

    • ลดความเจ็บปวด การผ่าตัดริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์เจ็บปวดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม
    • ลดการเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด เพราะการใช้เลเซอร์ช่วยให้ตัดเนื้อเยื่อได้อย่างถูกต้อง
    • ตรงตำแหน่ง การใช้เลเซอร์สามารถตัดเนื้อเยื่อได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง
    • ฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า เจ็บน้อยกว่า กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของริดสีดวงและจำนวนริดสีดวงของผู้ป่วยแต่ละราย

    3. การผ่าตัดริดสีดวงทวารด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง Radio Frequency Coagulation

    การผ่าตัดริดสีดวงทวารโดยใช้เทคนิค Radio Frequency Coagulation เป็นการใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับคลื่นวิทยุความถี่สูง Radio Frequency จี้ไปที่ก้อนริดสีดวงเพื่อให้ก้อนริดสีดวงฝ่อลง เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว กลับบ้านได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล

    โรคริดสีดวงทวาร

    เตรียมตัวก่อนผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไร

    1. ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจร่างกายและประเมินสภาพสุขภาพทั่วไปเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด
    2. ผู้ป่วยควรอาบน้ำ สระผม ตัดเล็บให้สั้นในคืนก่อนวันผ่าตัด
    3. งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนในคืนก่อนวันผ่าตัด
    4. พักผ่อนให้เต็มที่ในคืนก่อนวันผ่าตัดอาจจะได้รับยาเพื่อช่วยคลายความวิตกกังวลและได้พักผ่อน
    5. ขณะทำการผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะแพทย์จะใช้ยาระงับความรู้สึกช่วงท่อนล่างของร่างกายโดยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง

    ดูแลตนเองหลังผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไร

    1. หลังผ่าตัดใหม่ ๆ จะรู้สึกชาที่ขา ก้น และสะโพก เนื่องจากฤทธิ์ยาชายังคงอยู่
    2. ท่านอนหลังผ่าตัด ควรนอนในท่าตะแคงข้างใดข้างหนึ่งเพื่อลดการกดทับและบรรเทาอาการปวดแผล ในรายที่ฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังควรนอนราบอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากยาชาเฉพาะที่
    3. สามารถเริ่มรับประทานอาหารได้ตามปกติ
    4. การนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น จะเริ่มในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด โดยใช้น้ำอุ่นใส่ในอ่างที่มีขนาดของปากอ่างพอดีกับก้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผลผ่าตัดกดทับกับก้นอ่างและแผลได้สัมผัสกับน้ำได้เต็มที่
    5. หากมีอาการปวดหลังผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบ

    ริดสีดวงรักษาหายไหม

    โรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะการรักษาด้วยการผ่าตัดที่จะช่วยนำก้อนริดสีดวงที่มีปัญหาออกไป อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างสูง 

    หากผู้ป่วยรักษาหายแล้วแต่ยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงแบบเดิม เช่น ปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง นั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำนาน ๆ หรือออกแรงเบ่งขับถ่ายอย่างรุนแรง หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักก็มีโอกาสที่จะกลับมาโป่งพองและเกิดเป็นริดสีดวงทวารก้อนใหม่ได้อีกในอนาคต ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาผลลัพธ์ในระยะยาว

    ป้องกันริดสีดวงทวารอย่างไร

    1. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน วันละ 1.5 – 2 ลิตร
    2. รับประทานอาหารที่มีกากใย โดยเฉพาะผักผลไม้ให้เพียงพอ
    3. ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
    4. ไม่เบ่งนาน ไม่กลั้นอุจจาระ ไม่นั่งในห้องน้ำนานเกินไป
    5. หลีกเลี่ยงยาหรืออาหารที่ทำให้ท้องผูกหรือท้องเสีย

    ทำไมรับประทานยาระบายถึงเสี่ยงริดสีดวงทวาร

    การรับประทานยาระบาย ทำให้ถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย เข้าห้องน้ำนาน นั่งนาน เบ่งนาน ซึ่งการเบ่งจะไปเพิ่มความดันในช่องท้อง ทำให้หลอดเลือดบริเวณเยื่อบุทวารหนักโป่งพองจนเป็นริดสีดวงทวารได้ รวมถึงการรับประทานยาระบายบ่อย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานในปริมาณที่ไม่เหมาะสมส่งผลให้ลำไส้สูญเสียการทำงานที่ผิดปกติไป เกิดเป็นภาวะลำไส้ขี้เกียจได้

    โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาริดสีดวงทวาร

    ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การดูแลรักษาโรคริดสีดวงทวารตลอดจนการผ่าตัดริดสีดวงทวาร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์และทีมสหสาขาที่พร้อมดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษาทุกปัญหาริดสีดวง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกวัน

    แพทย์ที่ชำนาญการรักษาริดสีดวงทวาร

    พญ.สรินดาเลิศบรรณพงษ์ ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก คลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ

    สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง

    สรุปบทความ

    โรคริดสีดวงทวารเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แม้ไม่อันตรายถึงชีวิตแต่หากปล่อยให้มีอาการอักเสบหรือถ่ายเป็นเลือดเรื้อรังย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการรักษาคือการปรับพฤติกรรมการกินและการขับถ่ายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ดังนั้น หากเริ่มมีสัญญาณเตือนหรือคลำพบติ่งเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างตรงจุด เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและไร้ความกังวล


    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวาร

    1. ริดสีดวงทวารสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

    สามารถรักษาให้หายได้ครับ แต่หากผู้ป่วยยังมีพฤติกรรมเสี่ยงเช่นเดิม (เช่น ปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง นั่งห้องน้ำนาน หรือออกแรงเบ่งมาก ๆ) โรคริดสีดวงทวารก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการขับถ่ายจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ

    2. สตรีมีครรภ์มักเป็นริดสีดวงทวาร ควรรับมืออย่างไร?

    คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการขยายตัวของมดลูกจะไปกดทับหลอดเลือดในช่องท้อง รวมถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลงจนเกิดภาวะท้องผูก แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ เน้นอาหารที่มีกากใย และสามารถนั่งแช่น้ำอุ่นเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ หากอาการรุนแรงควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ ห้ามซื้อยามารับประทานหรือเหน็บเองโดยเด็ดขาด

    3. เลือดออกตอนขับถ่าย เป็นริดสีดวงหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่?

    อาการถ่ายเป็นเลือดเป็นสัญญาณร่วมของทั้งสองโรค ข้อแตกต่างเบื้องต้นคือ เลือดจากริดสีดวงมักเป็นเลือดสดหยดตามหลังอุจจาระและมักมีติ่งเนื้อโผล่ออกมา แต่เลือดจากมะเร็งลำไส้ใหญ่มักเป็นเลือดสีคล้ำปนมากับเนื้ออุจจาระ มีมูกเลือด และมักมีอาการขับถ่ายผิดปกติสลับท้องผูกท้องเสีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม หากมีอายุเกิน 40 ปี ควรพบแพทย์เพื่อส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เพื่อความชัดเจนและปลอดภัยที่สุด

    4. เป็นริดสีดวงทวาร ห้ามกินอะไรบ้าง?

    ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารและส่งผลเสียต่อการขับถ่าย เช่น อาหารรสจัด (เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ (เนื่องจากคาเฟอีนอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและอุจจาระแข็ง) อาหารหมักดอง และอาหารแปรรูปที่มีกากใยน้อย เพราะจะทำให้เกิดภาวะท้องผูกและต้องออกแรงเบ่งมากขึ้น

    5. ผ่าตัดริดสีดวงพักฟื้นกี่วัน?

    ระยะเวลาในการพักฟื้นจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย

    • การผ่าตัดแบบมาตรฐาน: โดยทั่วไปผู้ป่วยจะต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ และต้องระมัดระวังเรื่องการขับถ่ายรวมถึงการดูแลแผลอย่างใกล้ชิด
    • การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ หรือ คลื่นวิทยุความถี่สูง: แผลจะมีขนาดเล็กมาก เจ็บน้อยกว่า ทำให้ระยะเวลาพักฟื้นสั้นลง โดยเฉลี่ยใช้เวลาเพียง 1 – 3 วัน ผู้ป่วยบางรายสามารถลุกเดินและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติในเวลาอันรวดเร็ว

    6. ริดสีดวงอันตรายไหม?

    หลายคนกังวลว่าโรคริดสีดวงทวารจะเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วโรคนี้โดยทั่วไปไม่เป็นมะเร็ง และไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากมีภาวะแทรกซ้อน  ได้แก่

    • ภาวะเลือดจางรุนแรง จากการถ่ายเป็นเลือดเรื้อรังทุกวันจนร่างกายอ่อนเพลียและหน้ามืด
    • ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในริดสีดวง (Thrombosed Hemorrhoid) เกิดขึ้นเมื่อเลือดไหลเวียนไม่ได้และจับตัวเป็นลิ่มเลือดในก้อนริดสีดวง ทำให้เกิดก้อนแข็งสีคล้ำ บวมตึง และเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนไม่สามารถนั่งหรือเดินได้ตามปกติ ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    พญ. สรินดา เลิศบรรณพงษ์

    ศัลยศาสตร์

    ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

    พญ. สรินดา เลิศบรรณพงษ์

    ศัลยศาสตร์

    ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    คลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ชั้น 1 อาคาร D ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.

    02 310 3002

    02 755 1002

    1719

    [email protected]

    @BHQSurgery

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    แพ็กเกจคลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักแพ็กเกจคลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
    แพ็กเกจคลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

    62,000 - 140,000 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ริดสีดวงกับคุณแม่ตั้งครรภ์ Image
    ริดสีดวงกับคุณแม่ตั้งครรภ์
    ถาม - ตอบข้อสงสัยเรื่องริดสีดวง Image
    ถาม - ตอบข้อสงสัยเรื่องริดสีดวง
    ผ่าตัดรักษาฝีคัณฑสูตรด้วยเทคนิค LIFT Image
    ผ่าตัดรักษาฝีคัณฑสูตรด้วยเทคนิค LIFT
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ