ปัญหาการขับถ่ายและมีเลือดออกเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย หลายคนอาจรู้สึกเขินอายที่จะพูดถึงหรือไปพบแพทย์ แต่ความจริงแล้ว โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมากในคนทั่วไป โรคนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว มีอาการเจ็บปวด หรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่หากปล่อยทิ้งไว้จนมีเลือดออกเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะเลือดจางที่อันตรายได้ การทำความเข้าใจและรีบดูแลตนเองอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
โรคริดสีดวงทวารคืออะไร
ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) คือ ภาวะที่มีการโป่งพองของกลุ่มหลอดเลือดดำบริเวณปลายสุดของลำไส้ใหญ่และรูทวารหนัก ส่งผลให้เกิดเป็นติ่งเนื้อหรือก้อนนูนยื่นออกมา ซึ่งก้อนหลอดเลือดที่โป่งพองนี้สามารถเกิดการอักเสบ บวม และมีเลือดออกได้เมื่อมีการเสียดสี โดยเฉพาะระหว่างการขับถ่ายอุจจาระ
ริดสีดวงทวารมีกี่ชนิด
ริดสีดวงทวารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด และแต่ละชนิดมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน ได้แก่
1. ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids)
ริดสีดวงทวารที่เกิดภายในรูทวาร ซึ่งอาจจะไม่โผล่ออกมาให้เห็นและคลำไม่ได้ ถูกคลุมด้วยเยื่อบุลำไส้จะไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดในขณะที่ยังไม่มีอาการแทรกซ้อน แบ่งระดับความรุนแรงออกเป็น 4 ระดับ คือ
- ระดับที่ 1 : ริดสีดวงอยู่ภายในและไม่มีการยื่นออกมานอกทวารหนัก
- ระดับที่ 2 : ริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักเมื่อถ่ายอุจจาระ แต่สามารถหดกลับเข้าไปด้านในเองได้
- ระดับที่ 3 : ริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักและต้องใช้มือดันกลับเข้ าไปด้านใน
- ระดับที่ 4: ริดสีดวงยังคงยื่นออกมานอกทวารหนัก แม้จะใช้มือดันกลับเข้าไปแล้วก็ตาม
2. ริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids)
ริดสีดวงที่เกิดขึ้นบริเวณปากรอยย่นรอบ ๆ ทวารหนัก สามารถมองเห็นและคลำได้ มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวด ผู้ป่วยจึงมักมาด้วยอาการปวด แม้ไม่มีการแบ่งระดับความรุนแรงชัดเจนเหมือนริดสีดวงทวารภายใน แต่มีอาการต่าง ๆ เช่น เจ็บปวด บวม อักเสบ เลือดออก ฯลฯ
ลักษณะของริดสีดวงเป็นยังไง
ผู้ป่วยหลายท่านมักสงสัยและอยากประเมินตัวเองเบื้องต้นว่าติ่งเนื้อที่คลำพบใช่ริดสีดวงหรือไม่ ลักษณะของริดสีดวงทวารที่สามารถสังเกตได้ มีดังนี้
- ริดสีดวงทวารภายใน: หากยื่นออกมานอกทวารหนัก จะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อนิ่ม ๆ สีแดงสดหรือสีชมพูเข้ม คล้ายผลลูกหว้าหรือพวงองุ่นเล็ก ๆ มักมีเมือกใส ๆ เคลือบอยู่ ทำให้รู้สึกมีสารคัดหลั่ง / ความชื้นบริเวณทวารหนัก
- ริดสีดวงทวารภายนอก: จะเป็นก้อนติ่งเนื้อบวมนูนอยู่ที่ขอบรูทวารหนัก สีมักจะใกล้เคียงกับสีผิวหนังบริเวณก้น แต่หากมีเลือดคั่งหรือเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosed Hemorrhoid) ก้อนนั้นจะแข็งตึง คลำแล้วเจ็บมาก และอาจเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ สีม่วง หรือสีดำคล้ำ
ริดสีดวงทวารเกิดจากสาเหตุใด
สาเหตุหลักของโรคริดสีดวงทวารเกิดจากการเพิ่มขึ้นของความดันในช่องท้องและลำไส้ส่วนปลาย ซึ่งส่งผลให้เลือดไหลเวียนกลับได้ยากจนเกิดการคั่งและโป่งพอง นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น ๆ ดังนี้
- ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่า ยีน FOXC2 gene บนโครโมโซมคู่ที่ 16 อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดของโรคและเส้นเลือดขอดที่ขา
- อาชีพ ผู้ที่มีอาชีพต้องยืนนาน ๆ มีผลทำให้ความดันเลือดในหลอดเลือดดำบริเวณปากทวารไหลกลับสู่หลอดเลือดดำในช่องท้องช้าลง โดยทั่วไปหลอดเลือดดำมีลิ้นเพื่อให้เลือดดำไหลกลับได้ทางเดียว แต่เมื่อการไหลของเลือดดำช้าลงประกอบกับมีความดันในช่องท้องสูงจึงเกิดการคั่งของหลอดเลือดดำบริเวณกลุ่มหลอดเลือดปากรูทวารหนัก ส่งผลให้กลุ่มหลอดเลือดดำโป่งพองจนเกิดอาการของโรคริดสีดวงได้
- ภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่น ๆ เช่น โรคตับแข็ง ซึ่งจะมีอาการท้องมานในระยะสุดท้าย และเมื่อมีน้ำในช่องท้องมาก ๆ จะไปกดการไหลเวียนเลือดในช่องท้อง เป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดดำไหลกลับเข้าช่องท้องได้ไม่ดีนัก
ริดสีดวงอาการเป็นอย่างไร
อาการริดสีดวงทวารจะแตกต่างกันไปตามระยะและความรุนแรง โดยจุดสังเกตที่พบได้บ่อย ได้แก่
- มีเลือดออกถ้าท้องผูกมีโอกาสเลือดจะออกมากยิ่งขึ้น
- ก้อนยื่นจากก้น อาจหดกลับเข้าไปภายในทวารหนักได้เอง หรือต้องเอานิ้วมือดันกลับเข้าไปถึงจะเข้าไป
- บวม อักเสบ ก้นแฉะ คัน ติดเชื้อโรค
- ซีด อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด
- มีเลือดแดงในโถส้วม หรือเลือดหยดตามหลังการถ่ายอุจจาระ
ตรวจวินิจฉัยริดสีดวงทวารอย่างไร
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติและประเมินอาการเบื้องต้น จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายและตรวจบริเวณทวารหนัก (Digital Rectal Examination) หากผู้ป่วยมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องมือส่องกล้องตรวจทวารหนัก (Proctoscopy) หรือส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อประเมินระดับความรุนแรงและแยกแยะโรคอื่น ๆ ที่อาจมีอาการคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ริดสีดวงแบบไหนต้องไปหาหมอ
หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรซื้อยาทาเองแต่ควรรีบไปพบแพทย์
- มีเลือดออกขณะขับถ่ายนานเกิน 1 สัปดาห์ หรือเป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้ง
- มีก้อนยื่นออกมาที่ดันกลับไม่ได้และมีอาการปวดบวมรุนแรง
- มีอาการหน้ามืด วิงเวียน อ่อนเพลีย หรือซีดจากการเสียเลือด
- เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพื่อส่องกล้องแยกโรคอย่างละเอียด
ริดสีดวงรักษาอย่างไร
วิธีการรักษาริดสีดวงทวารขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและอาการของผู้ป่วย ประกอบไปด้วย การรักษาริดสีดวงด้วยตนเองและการรักษาริดสีดวงโดยแพทย์ ได้แก่
1. รักษาริดสีดวงตามอาการด้วยตนเอง
วิธีรักษาริดสีดวงด้วยตัวเอง สำหรับผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงในระยะเริ่มต้น สามารถทำได้โดย
- ระวังอย่าให้ท้องผูก ดื่มน้ำมาก ๆ และกินผักผลไม้มาก ๆ ถ้าท้องผูกให้กินยาระบายเป็นยารักษา ริดสีดวง เช่น ยาระบายแมกนีเซีย ดีเกลือ อีแอลพี หรือสารเพิ่มกากใย
- ถ้าปวดมากเนื่องจากมีการอักเสบ ให้กินยาแก้ปวด นั่งแช่ในน้ำอุ่นวันละ 2 – 3 ครั้ง ๆ ละ 10 – 15 นาที และใช้ยาริดสีดวง ทั้งยาเหน็บหรือยาทาริดสีดวงทวารเพื่อบรรเทาเป็นเวลาประมาณ 7 – 10 วัน
- หากหัวริดสีดวงออกมาข้างนอกให้ใช้ปลายนิ้วดันหัวกลับเข้าไป ถ้าดันกลับไม่ได้แนะนำให้ไปโรงพยาบาล)
2. รักษาริดสีดวงโดยแพทย์
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง (ระดับ 2 ขึ้นไป) หรือรักษาด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีต่อไปนี้
- การฉีดยาให้หัวฝ่อ ฉีดสารเคมีเข้าไปที่ก้อนริดสีดวงเพื่อให้ฝ่อและยุบตัวลง มักฉีดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 3 – 5 ครั้ง
- การใช้ยางรัด (Rubber Band Ligation) รัดที่โคนริดสีดวงทวารภายในเพื่อให้ขาดเลือดและหลุดออกไปเอง
- การใช้แสงเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุความถี่สูง ทำลายเนื้อเยื่อริดสีดวงอย่างแม่นยำ
- การผ่าตัดรักษาริดสีดวง สำหรับกรณีที่เป็นริดสีดวงขนาดใหญ่หรือมีภาวะแทรกซ้อน
การผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวารเป็นอย่างไร
การผ่าตัดเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวารที่อาจถูกใช้ในกรณีที่การรักษาด้วยยาหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วไม่สามารถบรรเทาอาการได้หรือมีภาวะที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ได้แก่
1. การผ่าตัดริดสีดวงทวาร (Hemorrhoidectomy)
มักใช้เมื่อริดสีดวงทวารมีขนาดใหญ่ หรือมีอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการอื่นได้ โดยการผ่าตัดนี้จะทำการตัดเนื้อเยื่อริดสีดวงทวารที่มีปัญหาออก หลังผ่าตัดผู้ป่วยอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวหลังผ่าตัดระหว่าง 1 – 2 สัปดาห์ โดยต้องระวังการทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมากและการดูแลแผลผ่าตัดอย่างต่อเนื่อง
2. การผ่าตัดริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty / Laser Hemorrhoidectomy)
การผ่าตัดรักษาริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์เป็นการใช้แสงเลเซอร์ในการตัดและทำลายเนื้อเยื่อที่เป็นริดสีดวงทวาร โดยแสงเลเซอร์จะช่วยตัดเนื้ออย่างถูกต้องตรงตำแหน่ง ลดการเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด และลดการอักเสบของเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง ทำให้การฟื้นตัวของผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น วิธีนี้ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะมีข้อดีมากมาย ได้แก่
- ลดความเจ็บปวด การผ่าตัดริดสีดวงทวารด้วยเลเซอร์เจ็บปวดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบดั้งเดิม
- ลดการเสียเลือดระหว่างการผ่าตัด เพราะการใช้เลเซอร์ช่วยให้ตัดเนื้อเยื่อได้อย่างถูกต้อง
- ตรงตำแหน่ง การใช้เลเซอร์สามารถตัดเนื้อเยื่อได้อย่างถูกต้อง ช่วยลดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง
- ฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่า เจ็บน้อยกว่า กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของริดสีดวงและจำนวนริดสีดวงของผู้ป่วยแต่ละราย
3. การผ่าตัดริดสีดวงทวารด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง Radio Frequency Coagulation
การผ่าตัดริดสีดวงทวารโดยใช้เทคนิค Radio Frequency Coagulation เป็นการใช้ยาชาเฉพาะที่ร่วมกับคลื่นวิทยุความถี่สูง Radio Frequency จี้ไปที่ก้อนริดสีดวงเพื่อให้ก้อนริดสีดวงฝ่อลง เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว กลับบ้านได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล
เตรียมตัวก่อนผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไร
- ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจร่างกายและประเมินสภาพสุขภาพทั่วไปเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด
- ผู้ป่วยควรอาบน้ำ สระผม ตัดเล็บให้สั้นในคืนก่อนวันผ่าตัด
- งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืนในคืนก่อนวันผ่าตัด
- พักผ่อนให้เต็มที่ในคืนก่อนวันผ่าตัดอาจจะได้รับยาเพื่อช่วยคลายความวิตกกังวลและได้พักผ่อน
- ขณะทำการผ่าตัด ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะแพทย์จะใช้ยาระงับความรู้สึกช่วงท่อนล่างของร่างกายโดยการฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลัง
ดูแลตนเองหลังผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไร
- หลังผ่าตัดใหม่ ๆ จะรู้สึกชาที่ขา ก้น และสะโพก เนื่องจากฤทธิ์ยาชายังคงอยู่
- ท่านอนหลังผ่าตัด ควรนอนในท่าตะแคงข้างใดข้างหนึ่งเพื่อลดการกดทับและบรรเทาอาการปวดแผล ในรายที่ฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังควรนอนราบอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากยาชาเฉพาะที่
- สามารถเริ่มรับประทานอาหารได้ตามปกติ
- การนั่งแช่ก้นในน้ำอุ่น จะเริ่มในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังการผ่าตัด โดยใช้น้ำอุ่นใส่ในอ่างที่มีขนาดของปากอ่างพอดีกับก้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผลผ่าตัดกดทับกับก้นอ่างและแผลได้สัมผัสกับน้ำได้เต็มที่
- หากมีอาการปวดหลังผ่าตัด ควรแจ้งให้แพทย์และพยาบาลทราบ
ริดสีดวงรักษาหายไหม
โรคริดสีดวงสามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะการรักษาด้วยการผ่าตัดที่จะช่วยนำก้อนริดสีดวงที่มีปัญหาออกไป อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตค่อนข้างสูง
หากผู้ป่วยรักษาหายแล้วแต่ยังคงมีพฤติกรรมเสี่ยงแบบเดิม เช่น ปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง นั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องน้ำนาน ๆ หรือออกแรงเบ่งขับถ่ายอย่างรุนแรง หลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักก็มีโอกาสที่จะกลับมาโป่งพองและเกิดเป็นริดสีดวงทวารก้อนใหม่ได้อีกในอนาคต ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาผลลัพธ์ในระยะยาว
ป้องกันริดสีดวงทวารอย่างไร
- ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน วันละ 1.5 – 2 ลิตร
- รับประทานอาหารที่มีกากใย โดยเฉพาะผักผลไม้ให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ
- ไม่เบ่งนาน ไม่กลั้นอุจจาระ ไม่นั่งในห้องน้ำนานเกินไป
- หลีกเลี่ยงยาหรืออาหารที่ทำให้ท้องผูกหรือท้องเสีย
ทำไมรับประทานยาระบายถึงเสี่ยงริดสีดวงทวาร
การรับประทานยาระบาย ทำให้ถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย เข้าห้องน้ำนาน นั่งนาน เบ่งนาน ซึ่งการเบ่งจะไปเพิ่มความดันในช่องท้อง ทำให้หลอดเลือดบริเวณเยื่อบุทวารหนักโป่งพองจนเป็นริดสีดวงทวารได้ รวมถึงการรับประทานยาระบายบ่อย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานในปริมาณที่ไม่เหมาะสมส่งผลให้ลำไส้สูญเสียการทำงานที่ผิดปกติไป เกิดเป็นภาวะลำไส้ขี้เกียจได้
โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาริดสีดวงทวาร
ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมให้การดูแลรักษาโรคริดสีดวงทวารตลอดจนการผ่าตัดริดสีดวงทวาร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์และทีมสหสาขาที่พร้อมดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการรักษาทุกปัญหาริดสีดวง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจในทุกวัน
แพทย์ที่ชำนาญการรักษาริดสีดวงทวาร
พญ.สรินดาเลิศบรรณพงษ์ ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก คลินิกศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
สรุปบทความ
โรคริดสีดวงทวารเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แม้ไม่อันตรายถึงชีวิตแต่หากปล่อยให้มีอาการอักเสบหรือถ่ายเป็นเลือดเรื้อรังย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการรักษาคือการปรับพฤติกรรมการกินและการขับถ่ายเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ดังนั้น หากเริ่มมีสัญญาณเตือนหรือคลำพบติ่งเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างตรงจุด เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและไร้ความกังวล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับโรคริดสีดวงทวาร
1. ริดสีดวงทวารสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
สามารถรักษาให้หายได้ครับ แต่หากผู้ป่วยยังมีพฤติกรรมเสี่ยงเช่นเดิม (เช่น ปล่อยให้ท้องผูกเรื้อรัง นั่งห้องน้ำนาน หรือออกแรงเบ่งมาก ๆ) โรคริดสีดวงทวารก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการขับถ่ายจึงเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันไม่ให้โรคกลับมาเป็นซ้ำ
2. สตรีมีครรภ์มักเป็นริดสีดวงทวาร ควรรับมืออย่างไร?
คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากการขยายตัวของมดลูกจะไปกดทับหลอดเลือดในช่องท้อง รวมถึงฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทำให้ลำไส้บีบตัวช้าลงจนเกิดภาวะท้องผูก แนะนำให้ดื่มน้ำมาก ๆ เน้นอาหารที่มีกากใย และสามารถนั่งแช่น้ำอุ่นเพื่อบรรเทาอาการปวดได้ หากอาการรุนแรงควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ ห้ามซื้อยามารับประทานหรือเหน็บเองโดยเด็ดขาด
3. เลือดออกตอนขับถ่าย เป็นริดสีดวงหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่?
อาการถ่ายเป็นเลือดเป็นสัญญาณร่วมของทั้งสองโรค ข้อแตกต่างเบื้องต้นคือ เลือดจากริดสีดวงมักเป็นเลือดสดหยดตามหลังอุจจาระและมักมีติ่งเนื้อโผล่ออกมา แต่เลือดจากมะเร็งลำไส้ใหญ่มักเป็นเลือดสีคล้ำปนมากับเนื้ออุจจาระ มีมูกเลือด และมักมีอาการขับถ่ายผิดปกติสลับท้องผูกท้องเสีย น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ อย่างไรก็ตาม หากมีอายุเกิน 40 ปี ควรพบแพทย์เพื่อส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่เพื่อความชัดเจนและปลอดภัยที่สุด
4. เป็นริดสีดวงทวาร ห้ามกินอะไรบ้าง?
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารและส่งผลเสียต่อการขับถ่าย เช่น อาหารรสจัด (เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ (เนื่องจากคาเฟอีนอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและอุจจาระแข็ง) อาหารหมักดอง และอาหารแปรรูปที่มีกากใยน้อย เพราะจะทำให้เกิดภาวะท้องผูกและต้องออกแรงเบ่งมากขึ้น
5. ผ่าตัดริดสีดวงพักฟื้นกี่วัน?
ระยะเวลาในการพักฟื้นจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการผ่าตัดและความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
- การผ่าตัดแบบมาตรฐาน: โดยทั่วไปผู้ป่วยจะต้องใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ และต้องระมัดระวังเรื่องการขับถ่ายรวมถึงการดูแลแผลอย่างใกล้ชิด
- การผ่าตัดด้วยเลเซอร์ หรือ คลื่นวิทยุความถี่สูง: แผลจะมีขนาดเล็กมาก เจ็บน้อยกว่า ทำให้ระยะเวลาพักฟื้นสั้นลง โดยเฉลี่ยใช้เวลาเพียง 1 – 3 วัน ผู้ป่วยบางรายสามารถลุกเดินและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เกือบปกติในเวลาอันรวดเร็ว
6. ริดสีดวงอันตรายไหม?
หลายคนกังวลว่าโรคริดสีดวงทวารจะเป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วโรคนี้โดยทั่วไปไม่เป็นมะเร็ง และไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่
- ภาวะเลือดจางรุนแรง จากการถ่ายเป็นเลือดเรื้อรังทุกวันจนร่างกายอ่อนเพลียและหน้ามืด
- ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในริดสีดวง (Thrombosed Hemorrhoid) เกิดขึ้นเมื่อเลือดไหลเวียนไม่ได้และจับตัวเป็นลิ่มเลือดในก้อนริดสีดวง ทำให้เกิดก้อนแข็งสีคล้ำ บวมตึง และเจ็บปวดอย่างรุนแรงจนไม่สามารถนั่งหรือเดินได้ตามปกติ ซึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที












