โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    4 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    พญ. ปวีณา เลิศอรรฆยมณี
    พญ. ปวีณา เลิศอรรฆยมณี

    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่

    อัปเดตเมื่อ: 16 ก.ค. 2569
    Dr. Paweena Lertakyamanee
    พญ. ปวีณา เลิศอรรฆยมณี
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    แพ็กเกจแนะนำ
    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น
    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น
    จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย
    โรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่
    อัปเดตเมื่อ: 16 ก.ค. 2569

    เมื่อความเสื่อมมาเยือนโดยเฉพาะในผู้สูงวัย ร่างกายย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในนั้นคือความเสื่อมของดวงตา ซึ่งยากจะหลีกเลี่ยง ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงวัยจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย

     

    รู้จักจอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ (Age – Related Macular Degeneration (AMD)) เป็นโรคหนึ่งที่ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นภาพชัดตรงกลางภาพ (Central Visual Loss) โดยจะพบจุดสีเหลืองที่จอตา (Drusen) ร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของชั้นเม็ดสีของจอตา (Retinal Pigment Epithelium) และการเกิดเส้นเลือดงอกใหม่ (Choroidal Neovascular Membrane) ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียชั้นเม็ดสีของจอตา (Retinal Pigment Epithelium (RPE) Loss) มีสารน้ำใต้จอตา (Subretinal Fluid) เลือดออกในจอตา (Subretinal or Sup – RPE Hemorrhage) และพังผืดใต้จอตา (Subretinal Fibrosis)

    จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (Wet AMD หรือ nAMD) เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดใต้จอประสาทตา ทำให้มีของเหลวหรือเลือดรั่วซึมเข้าสู่บริเวณจุดภาพชัด ส่งผลให้การมองเห็นลดลง โดยมีโปรตีนหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค รวมถึง VEGF และ Ang-2

    จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    ประเภทของจอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุ แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

    1. จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบแห้ง (Dry AMD) จะพบจุดเหลืองที่จอตา (Drusen) เป็นจำนวนมาก และในระยะท้ายมีจอตาฝ่อ (Geographic Atrophy) ได้ พบได้ 85 – 90% ของผู้ป่วยและมักไม่มีการสูญเสียการมองเห็นรุนแรง
    2. จอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) มีเส้นเลือดงอกใหม่ในชั้นลึกของจอตา (Choroidal Neovascular Membrane) ซึ่งจะนำไปสู่เลือดออกในจอตา มีสารน้ำใต้จอตา หรือพังผืดใต้จอตา พบได้ 10 – 15% ของผู้ป่วยและเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียการมองเห็นรุนแรง

    ปัจจัยเสี่ยงต้องรู้

    • อายุ หากอายุมากกว่า 75 ปี จะมีความเสี่ยงเป็น 3 เท่าของกลุ่มที่มีอายุ 65 – 74 ปี
    • การสูบบุหรี่ พบว่าคนที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นจากโรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุเป็น 2 เท่าของผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ คนที่หยุดสูบบุหรี่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (Odd Ratio 1.13) และถ้าหยุดบุหรี่เกิน 20 ปี จะไม่พบความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นจากจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุเมื่อเทียบกับคนที่ไม่สูบบุหรี่
    • พันธุกรรม มีการศึกษาพบว่า พันธุกรรมบางตัวมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งกับความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งอาจช่วยในการเลือกการรักษาในอนาคต
    • ปัจจัยอื่น ๆ ได้แก่ 
      • โรคทางระบบหัวใจ 
      • โรคความดันโลหิตสูง 
      • เพศหญิง 
      • เชื้อชาติผิวขาว 
      • คอเลสเตอรอลสูง
      • โรคอ้วน
      • สายตายาว
      • ประวัติครอบครัว
      • ม่านตาสีอ่อน

    อาการบอกโรค

    จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    • มองเห็นภาพชัดลดลง โดยอาจจะเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดขึ้นแบบทันทีทันใดได้
    • ตามัว
    • มองเห็นภาพเบี้ยว 
    • มองเห็นจุดดำตรงกลางภาพ

    จอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    ตรวจวินิจฉัยก่อนสาย 

    การตรวจวินิจฉัยจอตาเสื่อมในผู้สูงวัยเมื่อมาพบแพทย์มีขั้นตอน ดังนี้

    • อ่านตัวเลขเพื่อประเมินการมองเห็น (Visual Acuity)
    • ตรวจหน้ากล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp Biomicroscopy) โดยจักษุแพทย์ 
    • หยอดยาขยายม่านตาเพื่อตรวจจอตาอย่างละเอียด ควรเตรียมแว่นกันแดดและไม่ควรขับรถมาเอง เนื่องจากยาขยายม่านตาจะส่งผลให้ตามัวลงและตาสู้แสงไม่ได้ โดยยาจะมีฤทธิ์ 4 – 6 ชั่วโมง
    • ถ่ายภาพจอตา
    • สแกนจอตาอย่างละเอียดด้วยเครื่อง Optical Coherence Tomography (OCT) เพื่อประเมินสภาพของชั้นต่าง ๆ ของจอตา ความหนาของจอตา การบวมน้ำ และปริมาณสารน้ำหรือเลือดใต้จอตา
    • ในกรณีที่พบว่าผู้ป่วยมีลักษณะของจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) จักษุแพทย์จะทำการฉีดสี โดยใช้วิธี Fundus Fluorescein and Indocyanine Green Angiography (FFA and ICGA) เพื่อวินิจฉัยแยกโรคและพิจารณาการรักษาอย่างเหมาะสม

    รักษาจอตาเสื่อมในผู้สูงวัย

    • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ งดสูบบุหรี่ ลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รักษาโรคความดันโลหิตสูง
    • การรักษาจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบแห้ง (Dry AMD) สามารถทำได้โดยการให้อาหารเสริม (Antioxidant and Mineral Supplementation) ตามการศึกษา AREDS และ AREDS2 โดยพบว่าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดจอตาเสื่อมระยะท้าย (มี Geographic Atrophy หรือ Wet AMD) ได้ 25% และลดความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ 19%
    • การรักษาจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) ปัจจุบันการรักษาที่ได้ผลดีที่สุดและเป็นที่นิยม คือการรักษาโดยการใช้ยาต้านการเจริญเติบโตของหลอดเลือดฉีดเข้าไปในน้ำวุ้นตา โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกชนิดยา ความถี่ในการรักษา และแนวทางการติดตามผลที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ปัจจุบันยาที่ใช้รักษาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ โดยปัจจุบันมียาอยู่ 2 กลุ่ม คือ
      1. Anti – Vascular Endothelial Growth Factor (Anti – VEGF) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ผ่านกลไกเดียว คือ ยับยั้ง VEGF : Brolucizumab, Ranibizumab, Aflibercept, Bevacizumab
      2. Dual Anti – Ang-2/VEGF เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยยับยั้ง 2 กลไกหลักของการเกิดโรค (Ang-2 และ VEGF) คือ ยา Faricimab
    • การรักษาอื่น ๆ สำหรับผู้ป่วยจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุแบบเปียก (Wet AMD) ได้แก่ การรักษาด้วยเลเซอร์เย็น (Photodynamic Therapy), การรักษาด้วยเลเซอร์ร้อน (Laser Photocoagulation) ซึ่งจักษุแพทย์จะพิจารณาเป็นกรณีไปในคนไข้แต่ละบุคคล

    การรักษาและการติดตามผลหลังฉีดยาเข้าวุ้นตา

    สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา ในระยะแรกมักต้องได้รับการรักษาทุก 4 สัปดาห์ จำนวน 3–4 ครั้ง (หรือขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์) หลังจากนั้น ความถี่ในการรักษาจะพิจารณาจากประสิทธิภาพของยา การตอบสนองต่อการรักษา และการประเมินของจักษุแพทย์

    ผู้ป่วยบางรายที่ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี อาจลดความถี่ในการฉีดยาลงเหลือเพียง 2–3 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีการตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกัน

    ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องและมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง การหยุดการรักษาหรือขาดการติดตามผลโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้โรครุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    พญ. ปวีณา เลิศอรรฆยมณี

    จักษุวิทยา

    พญ. ปวีณา เลิศอรรฆยมณี

    จักษุวิทยา

    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์จักษุ โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ชั้น 5 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพ

    เปิดให้บริการ

    จันทร์-ศุกร์ 08.00 - 19.00 น.

    เสาร์ 08.00 - 17.00 น

    อาทิตย์ 08.00 - 16.00 น.

    02 755 1007

    02 310 3007

    1719

    [email protected]

    @288wcawz

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้นตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น
    ตรวจคัดกรองต้อหินเบื้องต้น

    3,900 บาท

    5,310 บาท

    รายละเอียด
    ตรวจตาและจอประสาทตาอย่างละเอียดตรวจตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด
    ตรวจตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด

    4,000 บาท

    5,640 บาท

    รายละเอียด
    เลสิกไร้ใบมีด แก้สายตาสั้น/เอียง/ยาว แต่กำเนิด FemtoLASIKเลสิกไร้ใบมีด แก้สายตาสั้น/เอียง/ยาว แต่กำเนิด FemtoLASIK
    เลสิกไร้ใบมีด แก้สายตาสั้น/เอียง/ยาว แต่กำเนิด FemtoLASIK

    75,000 บาท

    138,000 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    Refractive Lens Exchange (RLE) ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้สายตาให้มองชัดทุกระยะ Image
    Refractive Lens Exchange (RLE) ผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้สายตาให้มองชัดทุกระยะ
    เบาหวานขึ้นตา ดูแลให้ดีก่อนสูญเสียการมองเห็น Image
    เบาหวานขึ้นตา ดูแลให้ดีก่อนสูญเสียการมองเห็น
    ต้อกระจกอย่านิ่งนอนใจ รีบรักษาก่อนต้อสุก Image
    ต้อกระจกอย่านิ่งนอนใจ รีบรักษาก่อนต้อสุก
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ