โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    ศูนย์อาชีวอนามัย

    บริการ
    แพทย์
    โรคและการรักษา
    ติดต่อเรา

    ข้อมูลทั่วไป

    การให้บริการด้านอาชีวเวชศาสตร์

    นโยบายสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัย และความปลอดภัย โรงพยาบาลกรุงเทพ

    ติดต่อเรา

    1. การตรวจสุขภาพทางอาชีวเวชกรรม (Occupational Health Examinations)

    • การตรวจสุขภาพก่อนจ้างงาน (Pre – Employment Health Examination) เป็นการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความพร้อมเบื้องต้นของผู้สมัครงาน
    • การตรวจสุขภาพก่อนบรรจุเข้าตำแหน่งงานหรือก่อนการเปลี่ยนงานของพนักงาน (Pre – Placement Health Examination) เป็นการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินความพร้อมสำหรับการบรรจุในตำแหน่งงานและลักษณะงาน ตัวอย่างการตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมในการทำงาน
      • การตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมในการทำงานในที่อับอากาศ (Confined Space)
      • การตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมในการทำงานนอกชายฝั่ง (Offshore)
      • การตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมสำหรับคนประจำเรือ (Seafarer)
      • การตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมในการทำงานขับรถ (Professional Driver)
      • การตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมในการทำงานบนที่สูง (Work at Height)
      • การตรวจสุขภาพประเมินความพร้อมสำหรับงานดับเพลิง (Fire Fighter)
    • การตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง (Periodic Health Examination) เป็นการตรวจสุขภาพเพื่อเฝ้าระวังสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย ซึ่งตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้ “นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างที่ทำงานเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงโดยแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ หรือที่ผ่านการอบรมด้านอาชีวเวชศาสตร์ หรือที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยการตรวจสุขภาพครั้งแรกให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน และตรวจสุขภาพลูกจ้างครั้งต่อไปอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง” หากมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งงานหรือลักษณะงาน โดยที่ปัจจัยเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยมีการเปลี่ยนแปลงต้องมีการตรวจประเมินสุขภาพอีกครั้ง
    • การตรวจสุขภาพก่อนออกจากงาน (Retirement Health Examination) เป็นการตรวจสุขภาพเพื่อทราบสภาวะสุขภาพของพนักงานที่กำลังจะออกจากงาน ซึ่งข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์สำหรับสถานประกอบการในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน

     

    2. การดูแลพนักงานกลับเข้าทำงาน (Return – to – Work Management)

    Return – to – Work Management คือ การดูแลพนักงานกลับเข้าทำงาน เป็นการบริหารจัดการ วางแผน และประเมินพนักงานก่อนกลับเข้าทํางาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลรักษาพนักงานภายหลังจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บที่มีการหยุดงาน โดยร่วมกับนายจ้างในการจัดการและช่วยเหลือด้านสภาพแวดล้อมการทำงานและลักษณะงานที่เหมาะสม เพื่อให้พนักงานสามารถกลับเข้าทำงานได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งมีการประเมินความพร้อมของพนักงานกลับเข้าทำงาน

    ประโยชน์ของ Return – to – Work Management

    • พนักงานสามารถกลับเข้าทำงานได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย
    • ลดอัตราการขาดงานหรือย้ายงานของพนักงาน
    • เพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพจากการกลับเข้าทำงานของพนักงาน
    • ช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจหรือลดความเครียดในการกลับเข้าทำงานของพนักงาน


    ใครที่ควรทำ Return – to – Work Management

    • ผู้ที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยรุนแรง หรือต้องหยุดงานตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป
    • ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหรือการนอนโรงพยาบาลติดต่อกันตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป
    • ผู้ที่มีการเจ็บป่วยอื่น ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการทำงาน และความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมงาน


    ท่านจะได้รับการดูแลโดย…

    ทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยก่อนกลับเข้าทำงาน ได้แก่ อาชีวแพทย์ พยาบาลอาชีวอนามัย ซึ่งสามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน รวมทั้งแพทย์เฉพาะทางของสาขาต่าง ๆ ที่พร้อมให้การดูแล


    3. การสอบสวนหาสาเหตุและการป้องกันเมื่อมีการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน (Work – Related Injury and Illness Investigation and Prevention)


    มีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลสุขภาพพนักงานและเป็นไปตามกฎกระทรวงที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างและส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 “ข้อ 9 ในกรณีที่พบความผิดปกติของลูกจ้าง หรือลูกจ้างมีอาการหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันที และทำการตรวจสอบหรือหาสาเหตุของความผิดปกติเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน”

    ประโยชน์ที่ได้รับ

    1. ค้นหาพนักงานคนอื่นที่อาจเจ็บป่วยด้วยสาเหตุเดียวกันเพื่อรับการรักษาได้ทันท่วงที
    2. ป้องกันไม่ให้พนักงานคนอื่นเจ็บป่วยด้วยสาเหตุเดียวกัน
    3. ช่วยในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสมและปลอดภัย



    4. โปรแกรมการป้องกันทางด้านอาชีวอนามัย 

    4.1 มาตรการอนุรักษ์การได้ยิน (Hearing Conservation Program)

    มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการป้องกันโรคประสาทหูเสื่อมจากการทำงานของพนักงานที่ทำงานสัมผัสกับเสียงดังในสถานประกอบกิจการเป็นไปตามประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ ปี 2561


    ควรดำเนินการเมื่อ…

    พนักงานที่ทำงานในแผนกที่มีการตรวจวัดระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมง มีระดับเสียงเฉลี่ยตั้งแต่ 85 dBA ขึ้นไป (ตามกฎหมาย) หรือ 82 dBA ขึ้นไป (ตามมาตรฐานสากล)


    การดูแลโดยทีมโรงพยาบาลกรุงเทพ 

    โรงพยาบาลกรุงเทพช่วยจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินตามมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกาและสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศไทย โดย

    1. กำหนดนโยบายการอนุรักษ์การได้ยินให้แก่สถานประกอบการ
    2. การเฝ้าระวังเสียงดัง (Noise Monitoring) จัดทำแผนผังแสดงระดับเสียง (Noise Contour Map) มีการประเมินการรับสัมผัสเสียงดังทั้งแบบบุคคลและแบบพื้นที่
    3. การเฝ้าระวังการได้ยิน (Hearing Monitoring) การตรวจสมรรถภาพการได้ยินด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล แปลผลสมรรถภาพการได้ยินตามกฎหมาย และช่วยสถานประกอบการในการป้องกันอันตรายจากเสียงดัง
    4. จัดการอบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน ความสำคัญของการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน อันตรายของเสียงดัง การควบคุม ป้องกัน และการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
    5. ช่วยประเมินผลและทบทวนการจัดการมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ


    บริการโดย

    • อาชีวแพทย์
    • พยาบาลอาชีวอนามัย
    • นักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม

     

    4.2 การดูแลด้านการยศาสตร์เพื่อป้องกันโรคกระดูกและโครงร่างกล้ามเนื้อเนื่องจากการทำงาน (Ergonomic Program to Prevent Work – Related Musculoskeletal Disorders)

    การศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนและสภาพแวดล้อมในการทำงานเพื่อปรับสภาพของงานให้เหมาะสมกับผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีสุขภาพดี


    เป้าหมาย

    เพื่อลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของระบบกระดูกและโครงร่างกล้ามเนื้อเนื่องจากการทำงานในสถานประกอบการ

    ประโยชน์

    1. ลดการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของระบบกระดูกและโครงร่างกล้ามเนื้อเนื่องจากการทำงาน
    2. ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล
    3. ลดภาวะการขาดงานของพนักงานและการลาออก
    4. เพิ่มศักยภาพผลิตผลของพนักงานและลดการสูญเสียของชิ้นงาน


    ประเมินและแนะนำโดย…

    • อาชีวแพทย์
    • พยาบาลอาชีวอนามัย
    • นักกายรศาสตร์
    • นักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม

     

    5. โปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion Program at The Workplace)


    ทำไมต้องมีโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงาน

    ทุกองค์กรล้วนมีเป้าหมายในการสร้างผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพย์สินที่มีค่าในการสร้างงานสร้างรายได้ หากแต่การดูแลสวัสดิการพนักงานก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่สำคัญ ถ้าองค์กรคำนึงถึง “ค่าใช้จ่ายทางตรง” เช่น ค่าสวัสดิการเบี้ยประกัน ค่ารักษาพยาบาลต่าง ๆ และเลือกที่จะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ อาจเห็นว่าจะสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ แต่ในความจริงแล้ว ยังมี “ค่าใช้จ่ายทางอ้อม” ที่มองไม่เห็น เช่น การขาดงานของพนักงาน ค่าใช้จ่ายในการหาคนทำงานแทน ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพนักงานใหม่ หรือประสิทธิภาพที่เสียไปเมื่อพนักงานมาทำงานด้วยสภาวะร่างกายหรือจิตใจที่ไม่พร้อม ค่าชดเชยต่าง ๆ ฯลฯ

    โดยเมื่อนำ “ค่าใช้จ่ายทางตรง” และ “ค่าใช้จ่ายทางอ้อม” มาคิดรวมกันทั้งหมดแล้วจะพบว่าหากเลือกใช้โปรแกรมส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงาน เพื่อป้องกันภาวะเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจที่ตรงกับปัญหาหลักขององค์กร ทำให้พนักงานรู้สึกว่าได้รับการดูแลเอาใจใส่ และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ได้องค์กรที่เป็น “สถานที่ทำงานน่าอยู่น่าทำงาน” (Healthy Workplace) มีประสิทธิภาพสูง ลดค่าใช้จ่ายได้จริง ซึ่งคุ้มค่ากับการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร


    กระบวนการในการทำโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงานด้วยหลัก Health and Productivity Management (HPM)

    อ้างอิงจาก ACOEM ; American College of Occupational and Environmental Medicine (ราชวิทยาลัยแพทย์อาชีวเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา)

    Step 1 ประเมินองค์กร
    Step 2 ดูข้อมูลและตัวชี้วัดต่าง ๆ ขององค์กร
    Step 3 วางแผนการดำเนินงาน
    Step 4 ดำเนินกิจกรรมโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพ
    Step 5 ประเมินผลและปรับปรุงการดำเนินการ


    ประโยชน์ของการจัดโปรแกรมส่งเสริมสุขภาพให้กับพนักงาน

    1. พนักงานมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดีขึ้น
    2. พนักงานมีความรักความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้น
    3. พนักงานที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น
    4. ค่าใช้จ่ายรวมในการดูแลพนักงานลดลง


    ให้บริการโดย

    • อาชีวแพทย์
    • พยาบาลอาชีวอนามัย
    • ผู้ชำนาญการสหสาขาที่เกี่ยวข้อง

     

    6. โปรแกรมการช่วยเหลือเบื้องต้นและการเตรียมความพร้อมรองรับภาวะฉุกเฉิน (First Aid & Emergency Preparedness)

    ภาวะฉุกเฉินในสถานประกอบการเป็นสภาวะคุกคามต่อพนักงาน ลูกค้า และสังคม ขัดขวางหรือทำลายการดำเนินกิจการเป็นสาเหตุให้เกิดความเสียหายทางกายภาพหรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากทั้งมนุษย์และภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม สารเคมีรั่วไหล โรคระบาด หรือการแพร่กระจายของสารเคมีชีวภาพ สารรังสี หรือสิ่งอื่น ๆ ที่เป็นอันตราย พนักงานหรือคนงานอาจจำเป็นต้องรับมือกับภาวะฉุกเฉิน การวางแผนก่อนเกิดเหตุอย่างเหมาะสม มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้มีการตอบโต้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องคนงานคือ การคาดการณ์สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเพื่อวางแผนรับมือภาวะฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ การวางแผนล่วงหน้าช่วยให้ทุกคนรู้ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ


    ประโยชน์ที่ได้รับ

    • จัดเตรียมความพร้อมและตอบโต้ภาวะฉุกเฉินทางอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
    • ปฏิบัติตามแผนของมาตรฐานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของแต่ละอุตสาหกรรม


    การให้บริการ

    1. การช่วยเหลือเบื้องต้น (First Aid)

    • เดินสำรวจและให้คำแนะนำเกี่ยวกับระบบการปฐมพยาบาลแก่สถานประกอบการ
    • จัดการฝึกอบรม First Aid ครอบคลุมถึง Basic Life Support และการใช้ AED แก่พนักงานในสถานประกอบการ
    • ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดตั้งห้องพยาบาลในสถานประกอบการตามมาตรฐาน รวมถึงมาตรฐานในการเก็บข้อมูลสุขภาพ

    2. จัดยาสามัญประจำที่กฎหมายกำหนดและความจำเป็น (First Aid Box)

    3. การวางแผนรองรับภาวะฉุกเฉิน

    • ร่วมวางแผนปฏิบัติการในภาวะฉุกเฉิน ได้แก่ ประเมินภัยคุกคามทั้งด้านเคมี กายภาพ ชีวภาพ ผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน เครื่องจักร เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ รายชื่อและเบอร์ติดต่อของผู้รับผิดชอบในภาวะฉุกเฉิน การประสานกับองค์กรภายนอกเพื่อขอความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉิน การวางแผนจัดเตรียม Antidote ให้แก่สถานประกอบการ
    • ร่วมกำหนดแนวทางการฝึกอบรมภาวะฉุกเฉิน ความรับผิดชอบ และการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดเหตุ
    • ร่วมประเมินประสิทธิภาพของแผนฉุกเฉิน
    • ดูแลเรื่องการเฝ้าระวังสุขภาพและการประเมินความพร้อมก่อนกลับเข้าไปทำงานหลังเกิดภาวะฉุกเฉิน
    • ตรวจวัดสิ่งแวดล้อมในการทำงานหลังเกิดภาวะฉุกเฉิน


    ให้บริการโดย

    • อาชีวแพทย์
    • แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน
    • พยาบาลอาชีวอนามัย
    • นักสุขศาสตร์อุตสาหกรรม

     

    7. ที่ปรึกษาของสถานประกอบการทางด้านอาชีวอนามัย (Occupational Health Consultation)

    • ให้คำปรึกษา การดูแล ป้องกันสิ่งคุกคามต่อสุขภาพของพนักงาน ป้องกันการเกิดโรคเหตุอาชีพ (Occupational Disease)
    • ให้คำปรึกษา ดูแลสุขภาพพนักงานเพื่อป้องกันโรคเกี่ยวเนื่องจากการทำงาน (Work Related Disease) เช่น ระบบโครงสร้างกล้ามเนื้อ ความเครียดจากการทำงาน โรคระบบหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
    • ให้คำปรึกษาดูแลสุขภาพทั่วไปในสถานประกอบการ

     

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์อาชีวอนามัย โรงพยาบาลกรุงเทพ

    เฮลท์ดีไซน์เซ็นเตอร์ ชั้น 5 อาคาร R (Rehabilitation)

    เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 07.00 – 16.00 น.

    0 2310 3854

    0 2755 1838

    [email protected]

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    โรคและการรักษา

    ดูทั้งหมด