หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญในการสูบฉีดเลือด เพื่อนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การดูแลรักษาหัวใจให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย และการตรวจโรคหัวใจไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่มีอาการผิดปกติเท่านั้น แต่ยังเป็นการคัดกรองความเสี่ยงเพื่อป้องกันการเกิดโรคร้ายแรง ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตหรือนำไปสู่ภาวะวิกฤตได้ในอนาคต วันนี้ เราจะพามาทำความเข้าใจถึงวิธีการตรวจ กลุ่มคนที่เสี่ยง และแนวทางการเตรียมตัวให้ปลอดภัยจากโรคนี้กัน
ทำไมการตรวจหัวใจถึงสำคัญ และใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ
การตรวจหัวใจ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แพทย์ประเมินความแข็งแรง และค้นหาความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ หลอดเลือด หรือลิ้นหัวใจได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากโรคหัวใจบางประเภทอาจไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การตรวจเช็กสุขภาพจึงช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งกลุ่มเสี่ยงที่ควรรับการตรวจ ได้แก่
- ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35-40 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
การตรวจหัวใจ มีอะไรบ้าง แต่ละวิธีต่างกันอย่างไร
การตรวจหัวใจและหลอดเลือดในปัจจุบันมีหลายวิธี เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะและความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละราย โดยมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ดังนี้
1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
เป็นการ วัดคลื่นหัวใจ โดยการติดแผ่นอิเล็กโทรดบริเวณหน้าอก แขน และขา เพื่อบันทึกกระแสไฟฟ้าที่หัวใจปล่อยออกมาขณะบีบตัวและคลายตัว ช่วยให้แพทย์วิเคราะห์จังหวะการเต้นของหัวใจว่าสม่ำเสมอหรือไม่ มีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือมีสัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน รวมถึงตรวจดูความหนาของกล้ามเนื้อหัวใจที่ผิดปกติได้
2. การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST)
เป็นการทดสอบการทำงานของหัวใจภายใต้ภาวะเครียดด้วยการวิ่งบนสายพาน โดยมีการติดแผ่นขั้วสัญญาณไฟฟ้าเพื่อบันทึกคลื่นหัวใจอย่างต่อเนื่อง โดยแพทย์จะค่อย ๆ เพิ่มความเร็วและความชันเพื่อให้หัวใจทำงานหนักขึ้น เพื่อประเมินว่าเมื่อร่างกายต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจได้รับเลือดอย่างเพียงพอหรือไม่ ซึ่งช่วยในการคัดกรองภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบที่มักไม่แสดงอาการขณะพัก
3. การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echo)
เป็นการใช้หัวตรวจส่งคลื่นเสียงความถี่สูงเข้าไปกระทบโครงสร้างหัวใจ และรับสัญญาณสะท้อนกลับมาสร้างเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ วิธีนี้ช่วยให้เห็นการทำงานของลิ้นหัวใจว่าเปิด-ปิดได้ปกติหรือไม่ มีภาวะลิ้นหัวใจตีบหรือรั่วหรือไม่ รวมถึงวัดขนาดห้องหัวใจและความสามารถในการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ว่ามีความผิดปกติหรือมีภาวะหัวใจโตหรือไม่
4. การตรวจคราบหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Score)
เป็นเทคโนโลยีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง ที่เน้นการวัดปริมาณแคลเซียมที่สะสมอยู่ในผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ระยะเริ่มต้นของหลอดเลือดเสื่อมสภาพ การตรวจนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงเส้นเลือดหัวใจตีบได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้ผู้ป่วยยังไม่มีอาการเจ็บหน้าอก ทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนป้องกันก่อนเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจหัวใจอย่างถูกต้อง
เพื่อให้ผลการตรวจมีความถูกต้อง ผู้เข้ารับการตรวจควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
- สำหรับการตรวจ EKG, Echo และ CT Calcium Score โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดน้ำและอาหาร (ยกเว้นมีการเจาะเลือดตรวจร่วมด้วย)
- สำหรับการตรวจ EST (วิ่งสายพาน) ควรงดอาหารมื้อหนักประมาณ 3-4 ชั่วโมงก่อนตรวจ แต่สามารถรับประทานอาหารอ่อนๆ ได้
- งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ และงดการสูบบุหรี่ อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพราะส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจ
- หากมีโรคประจำตัวหรือต้องรับประทานยาเป็นประจำ ควรนำยาติดตัวมาด้วยหรือปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องงดเว้นยาตัวใดหรือไม่
- สวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสมกับการออกกำลังกายในวันที่มีนัดตรวจ EST
วิธีดูแลหัวใจให้แข็งแรงเพื่อลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
การดูแลหัวใจเริ่มต้นได้จากการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้สมดุลและสม่ำเสมอ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและส่งเสริมให้หัวใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ดังนี้
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิก: เช่น การเดินเร็ว วิ่ง หรือว่ายน้ำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและปอด
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ปลาที่มีโอเมก้า 3 และหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ ไขมันอิ่มตัว อาหารรสเค็มจัด และน้ำตาลสูง
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: เพื่อลดภาระการทำงานหนักของหัวใจ และความเสี่ยงต่อภาวะไขมันอุดตัน
- จัดการความเครียดอย่างเหมาะสมผ่านกิจกรรม: เช่น การทำสมาธิ หรือการทำงานอดิเรก และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง
- เลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด: และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่มือสอง เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นหลักของโรคหลอดเลือดหัวใจ
บริการตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจที่โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เป็นโรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านหัวใจแห่งแรกในประเทศที่มุ่งเน้นการให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วยมาตรฐานระดับสากล พร้อมทีมแพทย์ผู้ชำนาญการในการตรวจ วินิจฉัย รักษาและผ่าตัด รวมทั้งให้บริการบำบัดรักษาและฟื้นฟูหัวใจครบทุกสาขาทั้งผู้ใหญ่และเด็ก
เราให้บริการตรวจวินิจฉัยด้วยอุปกรณ์พิเศษ ทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อน การตรวจสมรรถภาพหัวใจ การบันทึกคลื่นหัวใจ 24 ชั่วโมง การตรวจรังสีวินิจฉัย รวมถึงการทำหัตถการแบบ Invasive โดยการใส่สายสวนหัวใจเพื่อรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และทำหัตถการรักษาโรคหัวใจ (Interventional Cardiology) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และทีมงานที่มีประสบการณ์สูง เราพร้อมดูแลคุณด้วยแนวทางที่เน้นความปลอดภัยและประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีและหัวใจที่แข็งแรงยืนยาว
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
สอบถามเพิ่มเติมที่
คลินิกอายุรกรรมโรคหัวใจ
ชั้น 1 โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
เปิดบริการทุกวัน
เวลา 07:00 – 16:00 น.
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจโรคหัวใจ
ทำไมคนอายุน้อยถึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจ
โรคหัวใจและหลอดเลือดสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในวัยทำงาน หรือผู้ที่ยังไม่มีอาการแสดง การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยประเมินความเสี่ยง และค้นหาความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจหรือหลอดเลือด เพื่อวางแผนป้องกันการเกิดภาวะวิกฤตเฉียบพลันที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST) เจ็บหรือไม่
การวิ่งสายพานตรวจหัวใจไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวด เป็นเพียงการทดสอบร่างกายภายใต้ภาวะเครียดเพื่อดูการทำงานของหัวใจขณะออกแรง แพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดและวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจตลอดเวลา หากรู้สึกเหนื่อยหอบผิดปกติหรือแน่นหน้าอก สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อยุติการทดสอบได้ทันที
การตรวจคราบหินปูน (CT Calcium Score) จำเป็นต้องฉีดสีหรือไม่
การตรวจ CT Calcium Score ไม่จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีหรือสารสีใด ๆ เข้าสู่ร่างกาย เป็นการใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงสแกน เพื่อวัดระดับแคลเซียมที่เกาะบริเวณผนังหลอดเลือดหัวใจเท่านั้น ใช้เวลาตรวจรวดเร็วและไม่มีความเจ็บปวดระหว่างการตรวจ
ผลตรวจ EKG ปกติ หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงโรคหัวใจใช่หรือไม่
ผลตรวจ EKG ปกติแสดงว่าการทำงานของกระแสไฟฟ้าหัวใจขณะพักอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าหลอดเลือดหัวใจไม่มีการตีบตันหรือโครงสร้างหัวใจไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น การวิ่งสายพานหรือการทำ Echo
ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจ
ทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดอาหารหรือน้ำ (ยกเว้นตรวจเลือดร่วมด้วย) แต่ควรงดเครื่องดื่มคาเฟอีนและงดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนตรวจ เพราะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจ ควรนำยาประจำตัวมาปรึกษาแพทย์และสวมใส่ชุดที่คล่องตัว เพื่อความสะดวกในวันนัดหมายตรวจหัวใจ








