โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    เทคนิคสายสวนผ่านข้อมือ เทคโนโลยีรักษาหัวใจและหลอดเลือด

    6 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
    อัปเดตเมื่อ: 10 ก.ย. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    แพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจ
    แพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจ
    เทคนิคสายสวนผ่านข้อมือ เทคโนโลยีรักษาหัวใจและหลอดเลือด
    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
    อัปเดตเมื่อ: 10 ก.ย. 2569

    โรคหลอดเลือดหัวใจอันตรายและรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกซ้ายหรือกลางหน้าอก คลื่นไส้ หากมีอาการควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางหัวใจโดยเร็ว ปัจจุบันสามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการสวนหัวใจโดยเทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือที่ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว นอกจากนี้แพทย์อาจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยหัวใจกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

     

    แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบัน

    แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบัน

    เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการที่น่าสงสัย แพทย์จะทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยแยกโรค ประเมินความรุนแรงและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

    1. การสวนหัวใจและฉีดสารทึบรังสี (Cardiac Catheterization & Coronary Angiography): เป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดง นำทางโดยการเอกซเรย์ เข้าไปยังรูเปิดของหลอดเลือดหัวใจ จากนั้นฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งสามารถทำให้ทราบสภาพของหลอดเลือด ดูตำแหน่ง รวมถึงเปอร์เซ็นต์การตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ
    2. การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวด (Balloon Angioplasty & Stenting): เป็นการรักษาผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะใส่ลูกโป่งขนาดจิ๋วไปยังจุดที่ตีบแล้วยืดออกเพื่อขยายทางเดินเลือด จากนั้นจะใส่ขดลวดค้ำยัน (Stent) เพื่อป้องกันการยุบตัวของหลอดเลือด
    3. การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG): ใช้ในกรณีที่หลอดเลือดตีบรุนแรงหรือตันหลายตำแหน่ง ซึ่งอาจจะไม่สามารถรักษาด้วยบอลลูนได้สำเร็จ หรือมาความเสี่ยงสูง ศัลยแพทย์ทรวงอกจะพิจารณาผ่าตัดนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาต่อข้ามเส้นทางที่ตีบ เพื่อทำทางเบี่ยงให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ตามปกติ

    ข้อดีของเทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไว

    ข้อดีของเทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือ 

    การเลือกใช้เทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นทางเลือกที่ดีในด้านความปลอดภัย และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย ดังนี้

    • ลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง: เนื่องจากหลอดเลือดที่ข้อมือมีขนาดเล็กและอยู่ตื้นกว่าบริเวณขาหนีบ ทำให้การกดหยุดเลือดหลังทำหัตถการทำได้ง่ายกว่ามาก ลดความเสี่ยงในการสูญเสียเลือดจนต้องรับเลือด 
    • เจ็บน้อยและสบายตัวกว่า: หลังทำหัตถการผู้ป่วยสามารถลุกนั่งและเดินได้ ไม่ต้องนอนนิ่ง ๆ บนเตียงเป็นเวลานาน 

    เปรียบเทียบเทคนิคการสวนหัวใจผ่านทางข้อมือกับการทำผ่านทางขาหนีบ

    ในการทำหัตถการสวนหัวใจเพื่อการวินิจฉัยและรักษานั้น อายุรแพทย์โรคหัวใจจะทำการแทงเข็มเพื่อใส่สายสวนขนาดเล็กลงไปในหลอดเลือดแดง ซึ่งในอดีตมักนิยมทำผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ (Femoral Artery) เนื่องจากเป็นหลอดเลือดขนาดใหญ่ ด้วยการพัฒนาอุปกรณ์ที่ขนาดเล็กลง ทำให้สามารถใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ (Radial Artery) และประสบความสำเร็จมากขึ้น

    ประเด็นเปรียบเทียบ

    การสวนหัวใจผ่านทางขาหนีบ

    การสวนหัวใจผ่านทางข้อมือ

    ขนาดของหลอดเลือด

    หลอดเลือดมีขนาดใหญ่ ทำหัตถการง่าย

    หลอดเลือดมีขนาดเล็กกว่าและคดเคี้ยว 

    การปฏิบัติตัวหลังทำ

    ผู้ป่วยต้องนอนราบ ห้ามงอขาหนีบนาน 6 ชั่วโมง

    ผู้ป่วยไม่ต้องนอนราบ สามารถลุกเดิน หรือเข้าห้องน้ำได้ทันที

    ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน

    มีโอกาสเกิดเลือดออกรุนแรงได้ง่าย อาจเกิดหลอดเลือดโป่งพอง

    หลอดเลือดอยู่ใกล้ผิวหนัง ทำให้กดห้ามเลือดได้ง่ายและปลอดภัยกว่า

    แนวทางการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล

    วิธีรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล

    การพิจารณารักษารอยตีบของหลอดเลือดหัวใจนั้น ไม่เพียงจะต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน แม้กระทั่งในผู้ป่วยคนเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างกันในหลอดเลือดแต่ละเส้น ทุกรอยโรคนั้นอาจมีการการรักษาต่างกันไป ตั้งแต่กินยาก็พอ หรือจำเป็นต้องขยายด้วยบอลลูน วางขดลวด ใช้อุปกรณ์พิเศษ จนถึงผ่าตัดบายพาสการหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล ถือเป็นจุดสำคัญที่จะสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงได้ โดยมีหลักการและวิธีการคร่าวๆดังนี้

    1) การประเมินรอยตีบด้วยภาพฉีดสีเอ็กซ์เรย์ (coronary angiogram) นั้นอาจแบ่งความรุนแรงของการตีบได้ 3 ระดับ ได้แก่ ตีบน้อยหรือปกติ ตีบมากชัดเจนหรือตัน และตีบก้ำกึ่ง ในกลุ่มที่พบว่าตีบน้อยการขยายหลอดเลือดไมเกิดประโยชน์ ในกลุ่มที่ตีบมาก เมื่อประกอบกับอาการและผลการตรวจอื่นๆที่สนับสนุน อาจพิจารณาขยายหลอดเลือด แต่หากพบรอยตีบปานกลาง ก้ำกึ่ง (เช่นอยู่ในช่วงระหว่าง 30-40% จนถึง 70-80% แล้วแต่การศึกษา) การตัดสินทำหรือไม่ทำการขยายหลอดเลือดด้วยข้อมูลเพียงมุมเดียวนั้นอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

    2) สำหรับรอยโรคที่ก้ำกึ้ง ในปัจจุบันพบว่าการใช้เครื่องมือช่วยวัดอัตราการไหลเวียนของหลอดเลือดหัวใจ (FFR: Fractional Flow Reserve/IFR:Instantaneous wave-Free Ratio) โดยการใส่เส้นลวดวัดความดันเข้าไป การประเมินความแตกต่างของความดันระหว่างต้นทางกับปลายทางหลังรอยตีบช่วยแสดงความรุนแรงของรอยตีบในด้านสรีระ (physiologic study) ซึ่งการนำค่าที่ได้มาใช้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษานั้นพบว่าช่วยลดการทำบอลลูน ขดลวดหลอดเลือดหัวใจโดยไม่จำเป็นได้ อีกทั้งยังสามารถให้ความมั่นใจแก่ทีมผู้รักษา และผู้ป่วย ในการตัดสินใจไม่ขยายหลอดเลือดในช่วงขณะนั้นๆ (defer PCI)

    การทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ

    3) อีก 1 วิธีที่ใช้ประเมินรอยตีบในหลอดเลือดหัวใจคือ การส่องกล้องตรวจในหลอดเลือด (intravascular imaging) ไม่ว่าจะใช้คลื่นเสียง (IVUS : IntraVascular UltraSound) หรือ แสง (OCT : Optical Coherence Tomography) ซึ่งเป็นการถ่ายภาพ360 องศา ภายในหลอดเลือด การประเมินรอยตีบ จะเพิ่มจาก ความกว้างของหลอดเลือด (luminal diameter stenosis) เป็น พื้นที่หน้าตัด (luminal area) รวมถึงสามารถคำนวณปริมาณของคราบตะกรัน (plaque)ในหลอดเลือดได้ เช่นเดียวกันกับ FFR/iFR การใช้พื้นที่หน้าตัดในหลอดเลือดก็มีข้อมูลว่าเพิ่มความละเอียดและความแม่นยำในการตัดสินใจเลือกการรักษา ระหว่างยา กับ ขยายหลอดเลือด นอกจากนั้นการใช้กล้องส่องในหลอดเลือดยังให้ข้อมูลในแง่ขององค์ประกอบของคราบตะกรันได้ ซึ่งจำเป็นต่อการเลือกอุปกรณ์พิเศษโดยเฉพาะรอยโรคที่มีหินปูนเกาะมาก และยังช่วยบอกขนาดของอุปกรณ์ที่จะใช้ได้อีกด้วย

    รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีความซับซ้อนสูงอย่างไร

    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพมุ่งมั่นที่จะวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีความซับซ้อนสูง เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตันเรื้อรัง หลอดเลือดหัวใจตีบบริเวณขั้วหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบที่มีหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดจำนวนมาก หลอดเลือดตีบบริเวณทางแยก ซึ่งเป็นการรักษาที่ซับซ้อน ดังนั้นความปลอดภัยและผลลัพธ์ในการรักษาจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ นอกเหนือจาก intravascular imaging ยังมีอุปกรณ์อีกหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มความสำเร็จและสร้างผลการรักษาที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องกรอหัวเพชรร่วมกับการขยายบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (Rotational Atherectomy and Coronary Stenting) และการใช้คลื่นกระแทก Shock Wave สลายคราบหินปูน (Coronary Intravascular Lithotripsy หรือ Coronary IVL) ในรายที่มีคราบหินปูนหนา โดยการตรวจรักษาจะใช้กระบวนการและแนวทางการรักษาตามมาตรฐานของอเมริกา American College of Cardiology (ACC) และ Society of Cardiac Angiography and Coronary Intervention (SCAI)

    โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

    คลินิกรักษาหัวใจผ่านสายสวน โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ พร้อมดูแลรักษาทุกความผิดปกติของหัวใจในทุกมิติ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ เรามีทีมแพทย์ที่มีความชำนาญ เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและทันสมัย ความพร้อมของทีมพยาบาลและทีมผู้ชำนาญการด้านต่าง ๆ เพื่อผ่าตัดรักษาหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการ มุ่งเน้นการให้บริการและการดูแลเอาใจใส่เพื่อความพึงพอใจในการเข้ารับบริการ มีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงไปอีกนาน

    แพทย์ที่ชำนาญการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

    นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    นพ.วีระ ลุวีระ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง

    สรุปบทความ

    โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต การรักษาในปัจจุบันด้วย  “เทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือ” ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการรักษา ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วย ฟื้นตัวได้เร็วโดยไม่ต้องนอนราบหลายชั่วโมง เมื่อผสานกับเทคโนโลยีการวัดการไหลเวียนเลือดที่แม่นยำ (FFR/QFR) และเทคนิคสลายหินปูนที่ซับซ้อน จึงช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ตรงจุดตามสภาวะโรคของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคนิคและผลลัพธ์ในการรักษาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และสภาพร่างกายที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ


    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

    1. การสวนหัวใจผ่านทางข้อมือ แตกต่างจากการทำผ่านทางขาหนีบอย่างไร

    การทำผ่านข้อมือช่วยลดภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ได้ดีกว่า แผลมีขนาดเล็ก ห้ามเลือดง่าย ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนราบหลายชั่วโมงและลุกเดินได้ทันทีหลังผ่าตัด

    2. ผู้ป่วยที่มีคราบหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดหนามาก มีวิธีรักษาอย่างไร

    แพทย์จะใช้เทคโนโลยีเครื่องกรอหัวเพชร (Rotational Atherectomy) หรือใช้คลื่นกระแทกสลายหินปูน (IVL) เพื่อช่วยให้สามารถขยายบอลลูนและใส่ขดลวดได้อย่างเต็มที่

    3. เกณฑ์อะไรที่แพทย์ใช้ตัดสินใจระหว่างการทำบอลลูนกับการผ่าตัดบายพาส?

    เมื่อพบรอยตีบหลายตำแน่งหรือมีความซับซ้อนสูง แพทย์จะประเมินจำนวน และตำแน่งของหลอดเลือดที่ตีบ โดยใช้เกณฑ์ระบบคะแนน (เช่น Syntax score) ร่วมกับคะแนนความเสี่ยงตามอายุ โรคร่วมต่างๆของผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อพิจารณาจะส่งต่อให้ศัลยแพทย์ทรวงอกพิจารณาผ่าตัดบายพาสเพื่อผลสำเร็จที่ดีขึ้น

    4. หลังจากการรับการรักษาผ่านสายสวนทางข้อมือแล้ว ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน

    ผู้ป่วยมักใช้เวลานอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วันเพื่อสังเกตอาการ 

    5. เทคนิคการสวนหัวใจผ่านทางข้อมือนี้ สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้ทุกรายไหม

    มีข้อจำกัดในผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงที่ข้อมือมีขนาดเล็กเกินไป หรือในหัตถการที่มีความซับซ้อนสูงมาก ซึ่งแพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนเสมอ

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก

    ชั้น 2 โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 07.00 – 16.00 น.

    0 2310 3033

    0 2755 1033

    [email protected]

    @hearthospital

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)

    1,400,000 บาท

    1,420,000 บาท

    รายละเอียด
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)

    1,500,000 บาท

    1,650,000 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจแพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจ
    แพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจ

    54,000 - 1,500,000 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    Slipping Rib Syndrome (SRS) ภาวะซี่โครงเคลื่อนผิดปกติคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษา Image
    Slipping Rib Syndrome (SRS) ภาวะซี่โครงเคลื่อนผิดปกติคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษา
    ผ่าตัดเนื้องอกหัวใจแผลเล็ก: เทคนิค 3D ที่ลดอันตราย ฟื้นตัวไว Image
    ผ่าตัดเนื้องอกหัวใจแผลเล็ก: เทคนิค 3D ที่ลดอันตราย ฟื้นตัวไว
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก  Minimally Invasive Cardiac Surgery Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) Image
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก Minimally Invasive Cardiac Surgery Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG)
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ