โรคหลอดเลือดหัวใจอันตรายและรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกซ้ายหรือกลางหน้าอก คลื่นไส้ หากมีอาการควรรีบมาพบแพทย์เฉพาะทางหัวใจโดยเร็ว ปัจจุบันสามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจด้วยการสวนหัวใจโดยเทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือที่ช่วยลดภาวะแทรกซ้อน เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว นอกจากนี้แพทย์อาจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยหัวใจกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว
แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจในปัจจุบัน
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการที่น่าสงสัย แพทย์จะทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดเพื่อวินิจฉัยแยกโรค ประเมินความรุนแรงและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุด โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้
- การสวนหัวใจและฉีดสารทึบรังสี (Cardiac Catheterization & Coronary Angiography): เป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจวินิจฉัย โดยแพทย์จะใส่สายสวนขนาดเล็กผ่านหลอดเลือดแดง นำทางโดยการเอกซเรย์ เข้าไปยังรูเปิดของหลอดเลือดหัวใจ จากนั้นฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งสามารถทำให้ทราบสภาพของหลอดเลือด ดูตำแหน่ง รวมถึงเปอร์เซ็นต์การตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ
- การขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนและขดลวด (Balloon Angioplasty & Stenting): เป็นการรักษาผ่านสายสวนโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ แพทย์จะใส่ลูกโป่งขนาดจิ๋วไปยังจุดที่ตีบแล้วยืดออกเพื่อขยายทางเดินเลือด จากนั้นจะใส่ขดลวดค้ำยัน (Stent) เพื่อป้องกันการยุบตัวของหลอดเลือด
- การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ (CABG): ใช้ในกรณีที่หลอดเลือดตีบรุนแรงหรือตันหลายตำแหน่ง ซึ่งอาจจะไม่สามารถรักษาด้วยบอลลูนได้สำเร็จ หรือมาความเสี่ยงสูง ศัลยแพทย์ทรวงอกจะพิจารณาผ่าตัดนำหลอดเลือดจากส่วนอื่นของร่างกายมาต่อข้ามเส้นทางที่ตีบ เพื่อทำทางเบี่ยงให้เลือดไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ตามปกติ
ข้อดีของเทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไว
การเลือกใช้เทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นทางเลือกที่ดีในด้านความปลอดภัย และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการฟื้นตัวของผู้ป่วย ดังนี้
- ลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง: เนื่องจากหลอดเลือดที่ข้อมือมีขนาดเล็กและอยู่ตื้นกว่าบริเวณขาหนีบ ทำให้การกดหยุดเลือดหลังทำหัตถการทำได้ง่ายกว่ามาก ลดความเสี่ยงในการสูญเสียเลือดจนต้องรับเลือด
- เจ็บน้อยและสบายตัวกว่า: หลังทำหัตถการผู้ป่วยสามารถลุกนั่งและเดินได้ ไม่ต้องนอนนิ่ง ๆ บนเตียงเป็นเวลานาน
เปรียบเทียบเทคนิคการสวนหัวใจผ่านทางข้อมือกับการทำผ่านทางขาหนีบ
ในการทำหัตถการสวนหัวใจเพื่อการวินิจฉัยและรักษานั้น อายุรแพทย์โรคหัวใจจะทำการแทงเข็มเพื่อใส่สายสวนขนาดเล็กลงไปในหลอดเลือดแดง ซึ่งในอดีตมักนิยมทำผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ (Femoral Artery) เนื่องจากเป็นหลอดเลือดขนาดใหญ่ ด้วยการพัฒนาอุปกรณ์ที่ขนาดเล็กลง ทำให้สามารถใส่สายสวนผ่านทางหลอดเลือดแดงที่ข้อมือ (Radial Artery) และประสบความสำเร็จมากขึ้น
|
ประเด็นเปรียบเทียบ |
การสวนหัวใจผ่านทางขาหนีบ |
การสวนหัวใจผ่านทางข้อมือ |
|
ขนาดของหลอดเลือด |
หลอดเลือดมีขนาดใหญ่ ทำหัตถการง่าย |
หลอดเลือดมีขนาดเล็กกว่าและคดเคี้ยว |
|
การปฏิบัติตัวหลังทำ |
ผู้ป่วยต้องนอนราบ ห้ามงอขาหนีบนาน 6 ชั่วโมง |
ผู้ป่วยไม่ต้องนอนราบ สามารถลุกเดิน หรือเข้าห้องน้ำได้ทันที |
|
ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน |
มีโอกาสเกิดเลือดออกรุนแรงได้ง่าย อาจเกิดหลอดเลือดโป่งพอง |
หลอดเลือดอยู่ใกล้ผิวหนัง ทำให้กดห้ามเลือดได้ง่ายและปลอดภัยกว่า |
แนวทางการวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล
การพิจารณารักษารอยตีบของหลอดเลือดหัวใจนั้น ไม่เพียงจะต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน แม้กระทั่งในผู้ป่วยคนเดียวกันก็ยังมีความแตกต่างกันในหลอดเลือดแต่ละเส้น ทุกรอยโรคนั้นอาจมีการการรักษาต่างกันไป ตั้งแต่กินยาก็พอ หรือจำเป็นต้องขยายด้วยบอลลูน วางขดลวด ใช้อุปกรณ์พิเศษ จนถึงผ่าตัดบายพาสการหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละบุคคล ถือเป็นจุดสำคัญที่จะสร้างสมดุลระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงได้ โดยมีหลักการและวิธีการคร่าวๆดังนี้
1) การประเมินรอยตีบด้วยภาพฉีดสีเอ็กซ์เรย์ (coronary angiogram) นั้นอาจแบ่งความรุนแรงของการตีบได้ 3 ระดับ ได้แก่ ตีบน้อยหรือปกติ ตีบมากชัดเจนหรือตัน และตีบก้ำกึ่ง ในกลุ่มที่พบว่าตีบน้อยการขยายหลอดเลือดไมเกิดประโยชน์ ในกลุ่มที่ตีบมาก เมื่อประกอบกับอาการและผลการตรวจอื่นๆที่สนับสนุน อาจพิจารณาขยายหลอดเลือด แต่หากพบรอยตีบปานกลาง ก้ำกึ่ง (เช่นอยู่ในช่วงระหว่าง 30-40% จนถึง 70-80% แล้วแต่การศึกษา) การตัดสินทำหรือไม่ทำการขยายหลอดเลือดด้วยข้อมูลเพียงมุมเดียวนั้นอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี
2) สำหรับรอยโรคที่ก้ำกึ้ง ในปัจจุบันพบว่าการใช้เครื่องมือช่วยวัดอัตราการไหลเวียนของหลอดเลือดหัวใจ (FFR: Fractional Flow Reserve/IFR:Instantaneous wave-Free Ratio) โดยการใส่เส้นลวดวัดความดันเข้าไป การประเมินความแตกต่างของความดันระหว่างต้นทางกับปลายทางหลังรอยตีบช่วยแสดงความรุนแรงของรอยตีบในด้านสรีระ (physiologic study) ซึ่งการนำค่าที่ได้มาใช้ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษานั้นพบว่าช่วยลดการทำบอลลูน ขดลวดหลอดเลือดหัวใจโดยไม่จำเป็นได้ อีกทั้งยังสามารถให้ความมั่นใจแก่ทีมผู้รักษา และผู้ป่วย ในการตัดสินใจไม่ขยายหลอดเลือดในช่วงขณะนั้นๆ (defer PCI)
3) อีก 1 วิธีที่ใช้ประเมินรอยตีบในหลอดเลือดหัวใจคือ การส่องกล้องตรวจในหลอดเลือด (intravascular imaging) ไม่ว่าจะใช้คลื่นเสียง (IVUS : IntraVascular UltraSound) หรือ แสง (OCT : Optical Coherence Tomography) ซึ่งเป็นการถ่ายภาพ360 องศา ภายในหลอดเลือด การประเมินรอยตีบ จะเพิ่มจาก ความกว้างของหลอดเลือด (luminal diameter stenosis) เป็น พื้นที่หน้าตัด (luminal area) รวมถึงสามารถคำนวณปริมาณของคราบตะกรัน (plaque)ในหลอดเลือดได้ เช่นเดียวกันกับ FFR/iFR การใช้พื้นที่หน้าตัดในหลอดเลือดก็มีข้อมูลว่าเพิ่มความละเอียดและความแม่นยำในการตัดสินใจเลือกการรักษา ระหว่างยา กับ ขยายหลอดเลือด นอกจากนั้นการใช้กล้องส่องในหลอดเลือดยังให้ข้อมูลในแง่ขององค์ประกอบของคราบตะกรันได้ ซึ่งจำเป็นต่อการเลือกอุปกรณ์พิเศษโดยเฉพาะรอยโรคที่มีหินปูนเกาะมาก และยังช่วยบอกขนาดของอุปกรณ์ที่จะใช้ได้อีกด้วย
รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีความซับซ้อนสูงอย่างไร
โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพมุ่งมั่นที่จะวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีความซับซ้อนสูง เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดเลือดหัวใจอุดตันเรื้อรัง หลอดเลือดหัวใจตีบบริเวณขั้วหัวใจ หลอดเลือดหัวใจตีบที่มีหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดจำนวนมาก หลอดเลือดตีบบริเวณทางแยก ซึ่งเป็นการรักษาที่ซับซ้อน ดังนั้นความปลอดภัยและผลลัพธ์ในการรักษาจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ นอกเหนือจาก intravascular imaging ยังมีอุปกรณ์อีกหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มความสำเร็จและสร้างผลการรักษาที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องกรอหัวเพชรร่วมกับการขยายบอลลูนและใส่ขดลวดค้ำยัน (Rotational Atherectomy and Coronary Stenting) และการใช้คลื่นกระแทก Shock Wave สลายคราบหินปูน (Coronary Intravascular Lithotripsy หรือ Coronary IVL) ในรายที่มีคราบหินปูนหนา โดยการตรวจรักษาจะใช้กระบวนการและแนวทางการรักษาตามมาตรฐานของอเมริกา American College of Cardiology (ACC) และ Society of Cardiac Angiography and Coronary Intervention (SCAI)
โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
คลินิกรักษาหัวใจผ่านสายสวน โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ พร้อมดูแลรักษาทุกความผิดปกติของหัวใจในทุกมิติ โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจ เรามีทีมแพทย์ที่มีความชำนาญ เครื่องมือที่ได้มาตรฐานและทันสมัย ความพร้อมของทีมพยาบาลและทีมผู้ชำนาญการด้านต่าง ๆ เพื่อผ่าตัดรักษาหัวใจอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนจากการทำหัตถการ มุ่งเน้นการให้บริการและการดูแลเอาใจใส่เพื่อความพึงพอใจในการเข้ารับบริการ มีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงไปอีกนาน
แพทย์ที่ชำนาญการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
นพ.เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
นพ.วีระ ลุวีระ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
สรุปบทความ
โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นภัยเงียบที่อันตรายถึงชีวิต การรักษาในปัจจุบันด้วย “เทคนิคสายสวนผ่านทางข้อมือ” ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการรักษา ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วย ฟื้นตัวได้เร็วโดยไม่ต้องนอนราบหลายชั่วโมง เมื่อผสานกับเทคโนโลยีการวัดการไหลเวียนเลือดที่แม่นยำ (FFR/QFR) และเทคนิคสลายหินปูนที่ซับซ้อน จึงช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้ตรงจุดตามสภาวะโรคของแต่ละบุคคล เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้เทคนิคและผลลัพธ์ในการรักษาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และสภาพร่างกายที่แตกต่างกันของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อความปลอดภัยสูงสุดเป็นสำคัญ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
1. การสวนหัวใจผ่านทางข้อมือ แตกต่างจากการทำผ่านทางขาหนีบอย่างไร
การทำผ่านข้อมือช่วยลดภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่ได้ดีกว่า แผลมีขนาดเล็ก ห้ามเลือดง่าย ทำให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนอนราบหลายชั่วโมงและลุกเดินได้ทันทีหลังผ่าตัด
2. ผู้ป่วยที่มีคราบหินปูนเกาะผนังหลอดเลือดหนามาก มีวิธีรักษาอย่างไร
แพทย์จะใช้เทคโนโลยีเครื่องกรอหัวเพชร (Rotational Atherectomy) หรือใช้คลื่นกระแทกสลายหินปูน (IVL) เพื่อช่วยให้สามารถขยายบอลลูนและใส่ขดลวดได้อย่างเต็มที่
3. เกณฑ์อะไรที่แพทย์ใช้ตัดสินใจระหว่างการทำบอลลูนกับการผ่าตัดบายพาส?
เมื่อพบรอยตีบหลายตำแน่งหรือมีความซับซ้อนสูง แพทย์จะประเมินจำนวน และตำแน่งของหลอดเลือดที่ตีบ โดยใช้เกณฑ์ระบบคะแนน (เช่น Syntax score) ร่วมกับคะแนนความเสี่ยงตามอายุ โรคร่วมต่างๆของผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อพิจารณาจะส่งต่อให้ศัลยแพทย์ทรวงอกพิจารณาผ่าตัดบายพาสเพื่อผลสำเร็จที่ดีขึ้น
4. หลังจากการรับการรักษาผ่านสายสวนทางข้อมือแล้ว ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน
ผู้ป่วยมักใช้เวลานอนพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วันเพื่อสังเกตอาการ
5. เทคนิคการสวนหัวใจผ่านทางข้อมือนี้ สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้ทุกรายไหม
มีข้อจำกัดในผู้ป่วยที่หลอดเลือดแดงที่ข้อมือมีขนาดเล็กเกินไป หรือในหัตถการที่มีความซับซ้อนสูงมาก ซึ่งแพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนเสมอ











