โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language & Currency

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    การทำบอลลูนหัวใจคืออะไร ช่วยอะไร พร้อมขั้นตอนและการเตรียมตัว

    5 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    นพ. วีระ ลุวีระ
    นพ. วีระ ลุวีระ

    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    อัปเดตเมื่อ: 04 ส.ค. 2569
    Dr. Vira Luvira
    นพ. วีระ ลุวีระ
    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
    แพ็กเกจแนะนำ
    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    การทำบอลลูนหัวใจคืออะไร ช่วยอะไร พร้อมขั้นตอนและการเตรียมตัว
    โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
    อัปเดตเมื่อ: 04 ส.ค. 2569

    โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อทั้งอัตราการเสียชีวิตละคุณภาพการใช้ชีวิต เมื่อมีการอักเสบของผนังหลอดเลือดมักจะตามมาด้วยการสะสมของไขมัน คอเลสเตอรอล พังผืด หรือหินปูนที่ผนังหลอดเลือด เกิดเป็นคราบตะกรัน ส่งผลให้พื้นที่ในหลอดเลือดน้อยลง และทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ 

    ในปัจจุบันทางการแพทย์มีวิธีการรักษาที่ช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจตีบ โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ซึ่งก็คือการทำบอลลูนหัวใจ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกระบวนการรักษา ข้อดี ข้อจำกัด การเตรียมตัว และข้อควรรู้ต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ป่วยและญาติอย่างเข้าใจ

     

    การทำบอลลูนหัวใจและการดามขดลวดคืออะไร

    การทำบอลลูนหัวใจและดามขดลวด

    การทำบอลลูนหัวใจ (Percutaneous Coronary Intervention หรือ PCI) คือ หัตถการขยายหลอดเลือดหัวใจตีบโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าอก แม้หลายคนอาจเรียกติดปากว่าเป็นการผ่าตัดบอลลูนหัวใจ แต่แท้จริงแล้วแพทย์จะใช้วิธีสอดสายสวนหัวใจขนาดเล็ก ซึ่งมีบอลลูน (Balloon) แฟบอยู่ตรงปลายเข้าไปทางหลอดเลือดบริเวณข้อมือหรือขาหนีบ

    เมื่อสายสวนไปถึงจุดที่ตีบตัน แพทย์จะกางบอลลูนออกเพื่อดันคราบไขมันให้ยุบแบนและแนบชิดกับผนังหลอดเลือด เพื่อเปิดทางให้เลือดไหลเวียนกลับไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ตามปกติอีกครั้ง และเพื่อป้องกันการยุบตัวและอุดตันจากการปริแตกของผนังหลอดเลือด แพทย์มักจะทำการดามขดลวด (Stent) ซึ่งเป็นตาข่ายโลหะขนาดจิ๋ว เข้าไปยึดติดกับผนังหลอดเลือดเพื่อทำหน้าที่เป็นโครงค้ำยัน จากนั้นจึงทำให้บอลลูนแฟบลงและนำสายสวนออกจากร่างกาย โดยจะทิ้งขดลวดค้ำยันไว้ที่ผนังหลอดเลือดอย่างถาวร

    ทำไมถึงต้องทำบอลลูนหัวใจ

    เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบแคบลง ผู้ป่วยมักมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือมีโอกาสเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การทำบอลลูนหัวใจจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตและบรรเทาอาการเหล่านั้น เพื่อป้องกันภาวะหัวใจวายและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

    ภาวะหินปูนเกาะเส้นเลือดหัวใจ อุปสรรคของการขยายหลอดเลือด

    คราบตะกรันในหลอดเลือดตีบตันไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่อาจมี หินปูนเป็นส่วนประกอบร่วมด้วย ส่งผลให้หลอดเลือดแข็งและขยายตัวได้ยาก หลายคนจึงสงสัยว่า หินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจ รักษาอย่างไร

    ในกรณีที่ผู้ป่วยมีหินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจปริมาณมาก (Severe Calcified Lesion) แพทย์เฉพาะทางอาจพิจารณาใช้เครื่องมือกรอหินปูนให้แตกออกเป็นอนุภาคเล็ก ๆ (Rotational/orbital atherectomy) ก่อนกางบอลลูนและใส่ขดลวด เพื่อกำจัดหินปูนออกจากผนังหลอดเลือดบริเวณที่จะวางขดลวด ช่วยให้การเปิดขยายหลอดเลือดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงลดโอกาสการตีบตันซ้ำในขดลวด

    ข้อดีของการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด

    การขยายหลอดเลือดด้วยการสวนหัวใจและบอลลูนหัวใจ (Percutaneous Coronary Intervention หรือ PCI) เป็นวิธีการรักษาที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากมีข้อดีดังนี้

    • โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนตํ่ากว่าการผ่าตัดบายพาส เพราะไม่ต้องทำการผ่าตัดและดมยาสลบ
    • ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลได้เร็วขึ้น (1 – 2 วัน) กลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เร็ว
    • สามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง ในกรณีที่หลอดเลือดตีบแคบลงอีกในอนาคต

    ข้อจำกัดของการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและขดลวด

    แม้จะมีข้อดีหลายประการ แต่การทำบอลลูนหัวใจก็มีข้อจำกัดบางประการที่ผู้ป่วยควรทราบ ได้แก่

    • ลักษณะการตีบบางอย่างไม่เอื้อต่อการทำบอลลูน
    • มีโอกาสกลับมาตีบซํ้าได้อีกตรงบริเวณเดิม เนื่องจากกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติของร่างกาย

    การเตรียมตัวก่อนทำบอลลูนหัวใจ

    การทำบอลลูนหัวใจ

    ก่อนเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งแจ้งประวัติการแพ้ยา โดยเฉพาะยาชาหรือสารทึบรังสี รวมถึงแจ้งรายการยาประจำตัวที่กำลังรับประทานอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพื่อให้แพทย์ปรับยาได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย

    วิธีทำบอลลูนหัวใจ และขั้นตอนการใส่ขดลวด

    สำหรับวิธีการใส่ทำบอลลูนหัวใจ แพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณขาหนีบหรือข้อมือ จากนั้นจะสอดสายสวนหัวใจ (Guiding Catheter) ซึ่งเป็นท่ออ่อนเข้าไป เมื่อถึงบริเวณที่หลอดเลือดตีบจึงต่อสายบอลลูนเข้ากับเครื่องมือที่อยู่ภายนอกร่างกาย เพื่อดันให้บอลลูนขยายออก เบียดคราบตะกรันให้ยุบแบนลง หลังจากนั้นจึงทำให้บอลลูนแฟบเหมือนเดิม แล้วดึงสายออกจากร่างกาย

    ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะรู้สึกตัวตลอดเวลาในขณะที่แพทย์สอดสายสวน และอาจรู้สึกหน่วงๆ ที่หน้าอกเล็กน้อยขณะที่บอลลูนกางออก ซึ่งเป็นอาการปกติ ที่เกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลงชั่วขณะ อาการหน่วงจะหายไปเมื่อแพทย์นำบอลลูนออก

    นอกจากนี้ ในกรณีที่แพทย์เห็นว่ารอยตีบยังขยายได้ไม่กว้างพอ จะมีการทำบอลลูนหัวใจใส่ขดลวด โดยนำขดลวดเล็ก ๆ เข้าไปยึดติดกับผนังหลอดเลือด ปัจจุบันมีการใส่ขดลวดเคลือบยา (Drug Eluting Stent/DES) มาใช้แทนขดลวดธรรมดา ซึ่งช่วยลดปัญหาการกลับมาตีบซํ้าได้ด้วย แต่ทั้งนี้ชนิด ขนาด และจำนวนของขดลวดที่ใช้ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์

    หลังทำบอลลูนหัวใจ ผลข้างเคียง และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

    แพทย์จะประเมินความพร้อมของผู้ป่วยอย่างละเอียด แต่ก็อาจพบผลข้างเคียงจากการทำบอลลูนหัวใจได้บ้าง เช่น มีรอยเขียวช้ำหรือตึงบริเวณข้อมือหรือขาหนีบที่เจาะสอดสายสวน อาการแพ้สารทึบรังสี หรืออาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชั่วคราว ซึ่งทีมแพทย์จะดูแลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    อาการหลังใส่ขดลวดหัวใจ และระยะเวลาการพักฟื้น

    อาการหลังใส่ขดลวดหัวใจที่พบได้ทั่วไปคือ เจ็บตึงแผลที่ใส่สายสวน หรือบริเวณหน้าอกเล็กน้อย ซึ่งสามารถหายได้เอง โดยหลังจากใส่ขดลวดหัวใจ ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตโรคหัวใจ (CCU) เพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดประมาณ 1-2 วัน หากไม่พบภาวะแทรกซ้อนก็สามารถกลับบ้านและพักฟื้นต่อที่บ้านอีกระยะก่อนกลับไปทำกิจวัตรตามปกติ

    การดูแลผู้ป่วยหลังทำบอลลูนหัวใจ เพื่อให้หัวใจแข็งแรงระยะยาว

    การทำบอลลูนหัวใจ

    การดูแลผู้ป่วยหลังทำบอลลูนหัวใจ มีความสำคัญมากต่อผลการรักษาในระยะยาว ซึ่งขดลวดค้ำยันสามารถอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต แต่หากผู้ป่วยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หรือไม่ทานยาต้านเกล็ดเลือดตามแพทย์สั่ง ก็มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำได้ ทั้งในจุดที่ทำบอลลูนขยายไปแล้ว หรือเกิดจุดตีบพิ่มขึ้นใหม่ ดังนั้นการทานยาอย่างเคร่งครัด เลิกบุหรี่ ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

    ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ พร้อมดูแลทุกปัญหาสุขภาพหัวใจ

    โรคหัวใจต้องการการดูแลที่ตรงจุดและทันท่วงที ศูนย์หัวใจ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ดูแลโดยทีมอายุรแพทย์และศัลยแพทย์หัวใจที่มีประสบการณ์ ทำงานร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ พร้อมห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ (Cath Lab) ที่มีเครื่องมือครบครัน เพื่อประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละบุคคล ช่วยให้หัวใจกลับมาแข็งแรงและพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอีกครั้ง

    สรุปบทความ

    การทำบอลลูนหัวใจ เป็นทางเลือกในการรักษาที่ช่วยขยายหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพและบาดเจ็บน้อย อย่างไรก็ตาม การรักษานี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุทั้งหมด การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี


    คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการทำบอลลูนหัวใจ

    1. ทำบอลลูนหัวใจอยู่ได้กี่ปี

    ขดลวดจะฝังเป็นส่วนหนึ่งของผนังหลอดเลือดและอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต แต่การที่หลอดเลือดจะตีบซ้ำหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการปรับพฤติกรรม การควบคุมอาหาร และการทานยาต้านเกล็ดเลือดอย่างเคร่งครัด

    2. ทำบอลลูนหัวใจพักฟื้นกี่วัน

    ส่วนใหญ่แพทย์จะให้พักสังเกตอาการในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน หากไม่พบภาวะแทรกซ้อนก็สามารถกลับบ้านได้ และใช้เวลาพักฟื้นต่อที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ จึงสามารถเริ่มทำกิจกรรมเบา ๆ ได้ตามปกติ

    3. ทำบอลลูนหัวใจต้องดมยาสลบหรือไม่

    โดยทั่วไปผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องดมยาสลบ แพทย์จะใช้วิธีฉีดยาชาเฉพาะที่บริเวณข้อมือหรือขาหนีบ ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวและสามารถสื่อสารกับแพทย์หรือพยาบาลได้ตลอดการรักษา

    4. มีหินปูนเกาะหลอดเลือดหัวใจทำบอลลูนได้หรือไม่

    สามารถทำได้ โดยแพทย์เฉพาะทางอาจพิจารณาใช้เครื่องมือกรอหินปูน (Rotational/orbital atherectomy) ร่วมด้วย เพื่อเตรียมความพร้อมของหลอดเลือดและกำจัดหินปูนที่แข็งตัว ก่อนกางบอลลูนและดามขดลวดค้ำยัน

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    นพ. วีระ ลุวีระ

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคหัวใจ

    นพ. วีระ ลุวีระ

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคหัวใจ
    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์ศัลยกรรมหัวใจและทรวงอก

    ชั้น 2 โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ

    เปิดให้บริการ ทุกวัน เวลา 07.00 – 16.00 น.

    0 2310 3033

    0 2755 1033

    [email protected]

    @hearthospital

    ประหยัดเวลาค้นหาแพทย์ด้วยตัวเอง

    ให้ AI ช่วยประเมินอาการและแนะนำแพทย์ที่เหมาะสม

    AI เลือกแพทย์ให้

    เลือกปรึกษากับแพทย์เฉพาะทาง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดซ่อม หรือ เปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)

    1,400,000 บาท

    1,420,000 บาท

    รายละเอียด
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก MICS CABG (ไม่ตัดกระดูกหน้าอก)

    1,500,000 บาท

    1,650,000 บาท

    รายละเอียด
    แพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจแพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจ
    แพ็กเกจสวนหัวใจและผ่าตัดหัวใจ

    54,000 - 1,500,000 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    Slipping Rib Syndrome (SRS) ภาวะซี่โครงเคลื่อนผิดปกติคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษา Image
    Slipping Rib Syndrome (SRS) ภาวะซี่โครงเคลื่อนผิดปกติคืออะไร อาการ สาเหตุ วิธีรักษา
    ผ่าตัดเนื้องอกหัวใจแผลเล็ก: เทคนิค 3D ที่ลดอันตราย ฟื้นตัวไว Image
    ผ่าตัดเนื้องอกหัวใจแผลเล็ก: เทคนิค 3D ที่ลดอันตราย ฟื้นตัวไว
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก  Minimally Invasive Cardiac Surgery Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG) Image
    ผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจแผลเล็ก Minimally Invasive Cardiac Surgery Coronary Artery Bypass Grafting (MICS CABG)
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ