โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดตามข่าวสาร
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo
    CHAT

    มะเร็งต่อมไทรอยด์

    6 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ
    อัปเดตเมื่อ: 26 ม.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Male
    มะเร็งต่อมไทรอยด์
    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ
    อัปเดตเมื่อ: 26 ม.ค. 2569
    สารบัญ
    • ข้อเท็จจริง
    • อาการ
    • การตรวจวินิจฉัย
    • การบำบัดรักษา
    • ดูแลหลังผ่าตัด
    • ประเมินสภาวะมะเร็ง 
    • ผู้เขียน

    ข้อเท็จจริง

    1. มะเร็งของเนื้อเยื่อไทรอยด์ โดยตรงสามารถแบ่งออกตามการแบ่งตัวได้ 3 กลุ่ม ได้แก่
      1. Well Differentiated Thyroid Cancer ประกอบด้วย 2 กลุ่มย่อยได้แก่ Papillary Cell Carcinoma และ Follicular Cell Carcinoma ทั้งสองกลุ่มย่อยนี้มีความรุนแรงและช่องทางการกระจายตัวต่างกัน โดย Papillary Cell Carcinoma มีช่องทางการกระจายตัวผ่านระบบน้ำเหลือง จึงมีการพบมะเร็งชนิดนี้กระจายไปต่อมน้ำเหลืองข้างลำคอได้บ่อย ๆ ในขณะที่  Follicular Cell Carcinoma มีช่องทางการกระจายตัวไปตามระบบโลหิตจึงมีการแพร่กระจายไปฝังตัวในกระดูก  ปอด  ตับ  สมอง ได้ จึงทำให้ความรุนแรงของโรคมักรุนแรงกว่ามะเร็งชนิด Papillary Cell Carcinoma
      2. Poorly Differentiated Thyroid Cancer
      3. Anaplastic Cell Carcinoma

    ทั้ง 3 กลุ่มนี้ มีการดำเนินของโรคและความรุนแรงของโรคแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกลุ่ม Well Differentiated Thyroid Cancer  ซึ่งมีจำนวนสูงสุดในจำนวนมะเร็งไทรอยด์ทั้งหมด คือประมาณ 80 – 90%

         2. มะเร็งของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของต่อมไทรอยด์ ได้แก่ Medullary Cell Carcinoma

    อาการ

    • ผู้ป่วยมักมีปัญหาเรื่องก้อนที่ลำคอ (Thyroid Nodule) ตำแหน่งของต่อมไทรอยด์จะอยู่หน้าต่อกระดูกคอหอย ซึ่งโดยปกติจะแบนและคลำต่อมไทรอยด์ไม่ได้
    • เมื่อใดก็ตามที่พบว่าบริเวณดังกล่าวมีก้อนหรือปุ่มปม ควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัย
    • ก้อนเหล่านี้มักโตช้ามากจนผู้ป่วยอาจคิดว่าไม่เป็นไรและละเลย
    • มะเร็งชนิดนี้มักไม่มีอาการ ในรายที่มีอาการก็จะแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่มีการแพร่กระจาย

    การตรวจวินิจฉัย

    การวินิจฉัยว่าก้อนที่ต่อมไทรอยด์เป็นมะเร็งหรือไม่ มีหลายวิธี อาจให้ยา Thyroid Hormone เพื่อดูการตอบสนอง การถ่ายภาพรังสีต่าง ๆ  เช่น Thyroid Scan จนถึง Ultrasound ก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้อย่างแน่นอนว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ การวินิจฉัยมะเร็งของต่อมไทรอยด์มีเพียงการดู Cell ซึ่งได้จากการเจาะ ดูด หรือการผ่าตัดเท่านั้นจึงจะให้การวินิจฉัยที่สมบูรณ์ได้

    การบำบัดรักษา

    • หลังตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นมะเร็งไทรอยด์ การผ่าตัดถือว่าเป็นการรักษาที่สำคัญและจำเป็นที่สุด  ซึ่งการผ่าตัดอาจทำได้หลายวิธี ได้แก่ การตัดต่อมไทรอยด์  อาจผ่าตัดออกทั้งหมด หรือเพียงบางส่วน  หรือในบางรายที่มีการกระจายไปในต่อมน้ำเหลือง การผ่าตัดอาจจะต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองร่วมด้วย  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดแบบใด  ก็จะมีเนื้อไทรอยด์เหลือค้างอยู่ทุกครั้ง
    • เนื่องจากมะเร็งไทรอยด์โดยเฉพาะกลุ่ม Papillary Cell มีลักษณะเฉพาะตัวคือ ตัวมะเร็งอาจมี Multifoci คือ มีได้หลาย ๆ ตำแหน่ง ซึ่งขนาดของมะเร็งอาจเล็กมากจนตามองไม่เห็น  และเมื่อนานไปมะเร็งอาจโตขึ้นได้ ดังนั้นเนื้อเยื่อไทรอยด์ที่เหลือจากการผ่าตัดจึงอาจมี Small Focus หรือกลุ่มของเซลล์มะเร็งที่เหลืออยู่โดยที่ไม่สามารถทราบได้จึงมีการรักษาต่อเนื่องหลังจากการผ่าตัดเพื่อทำลายเนื้อเยื่อที่เหลืออยู่ ซึ่งภายในเนื้อเยื่อที่เหลือเหล่านั้นอาจมีกลุ่มของเซลล์มะเร็งอยู่ด้วย
    • มีการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์หลังการผ่าตัด เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับรังสีไอโอดีนหลังการผ่าตัดกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาต่อด้วยรังสีไอโอดีนพบว่า กลุ่มที่ได้รับการรักษาจะมีอัตราการกลับเป็นซ้ำน้อยกว่า และลดอัตราการตายจากมะเร็งชนิดนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามจะมีผู้ป่วยในกลุ่มนี้จำนวนหนึ่ง ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อด้วยรังสีไอโอดีน ซึ่งผู้ป่วย Well Differentiated Thyroid Cancer ส่วนมากควรได้รับการรักษาต่อเนื่องด้วยรังสีไอโอดีน
    • รังสีไอโอดีน ไอโอดีนบนโลกนี้มีหลายไอโซโทป ไอโอดีนที่อยู่ในอาหารทะเล และเกลือทะเลเป็นไอโอดีนที่เสถียร ไม่แตกตัวให้อนุภาคหรือรังสีใด จึงไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ  แต่กลับเป็นประโยชน์ เนื่องจากฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งผลิตขึ้นในร่างกายต้องใช้ไอโอดีนเป็นสารตั้งต้น ร่างกายจึงไม่สามารถขาดธาตุไอโอดีนได้ แต่ในไอโอดีนที่ใช้ในด้านการแพทย์นั้นมักจะมีรังสี คือ สามารถแตกตัวให้รังสีได้  รังสีนี้อาจก่อให้เกิดประโยชน์หรือโทษได้จึงต้องมีการควบคุมและพิจารณาการใช้อย่างเหมาะสม รังสีไอโอดีนที่นำมาใช้ คือ I-131 ซึ่งในภาษาไทยเรียกว่า น้ำแร่ (Radioactive iodine, RAI) ที่สามารถอยู่ได้ใน 2 สภาพคือ น้ำยา และแคปซูล มีสรรพคุณไม่แตกต่างกัน ข้อดีของแคปซูล คือ กลืนง่าย ไม่ปนเปื้อน
    • น้ำแร่ (RAI) เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์ รังสีส่วนเกินจะถูกขับออกทางอุจจาระ ปัสสาวะ และน้ำลาย โดยเฉพาะน้ำปัสสาวะ เป็นแหล่งของการขับน้ำแร่ออกจากร่างกายสูงสุด เมื่อน้ำแร่ซึมเข้าสู่ต่อมไทรอยด์ น้ำแร่จะให้รังสีเบตาและรังสีแกมมา รังสีเบตาซึ่งเข้มข้นในต่อมไทรอยด์สามารถเคลื่อนที่ได้เล็กน้อย ในระหว่างการเคลื่อนที่รังสีเบตาจะถ่ายเทพลังงานให้เนื้อเยื่อไทรอยด์ที่วิ่งผ่าน ซึ่งเนื้อเยื่อเหล่านี้เมื่อได้รับพลังงานจะเกิดปฏิกริยา Oxidation ผลคือเซลล์ของต่อมไทรอยด์จะถูกทำลาย ซึ่งอาจรวมถึงเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลืออยู่หลังการผ่าตัด

    ดูแลหลังผ่าตัด

    • หลังการผ่าตัดแพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยควรจะได้รับการรักษาต่อด้วยรังสีไอโอดีนหรือไม่ ในกรณีที่ควร (ซึ่งเป็นส่วนมาก) แพทย์จะพิจารณาว่าจะใช้ Low Dose หรือ High Dose RAI
    • ถ้าเป็นกลุ่ม Low Dose ผู้ป่วยไม่ต้องนอนในโรงพยาบาล ถ้าเป็นกลุ่ม High Dose ผู้ป่วยต้องนอนพักในโรงพยาบาลประมาณ  2 – 4 คืน  เพราะผู้ป่วยที่ได้รับรังสีไอโอดีนในปริมาณสูง  จะมีการแพร่รังสีออกจากร่างกายในปริมาณมาก  ซึ่งอาจตกกระทบถูกคนปกติทั่วไป  จึงจำเป็นต้องกักบริเวณชั่วคราว และการที่ผู้ป่วยได้รับน้ำแร่ปริมาณสูง อาจมี Radiation Sickness (อาการไม่สบายจากรังสี) แพทย์จะให้การดูแลเพื่อลดอาการดังกล่าว
    • ในวันที่ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลจะยังคงมีรังสีตกค้างในร่างกาย แต่จะเป็นปริมาณที่ไม่มาก ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติตนหลังออกจากโรงพยาบาล
    • หลักการหลังจากที่ผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลจะต้องมีปริมาณรังสีน้อยลงจนไม่เป็นอันตรายต่อสาธารณชน ดังนั้นคำแนะนำต่าง ๆ ดังกล่าวจึงมีจุดประสงค์เพื่อลดการตกของรังสีไปยังผู้อื่นโดยไม่จำเป็น
    • สำหรับน้ำแร่ในปริมาณต่ำ (น้อยกว่า 30 mCi) ผลอันไม่พึงประสงค์น้อยมาก แต่สำหรับน้ำแร่ในปริมาณสูงในผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล  สิ่งที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำ คือ เบื่ออาหาร  อาจมีต่อมน้ำลายหรือต่อมไทรอยด์อักเสบ ไข้ต่ำ กล่องเสียงอักเสบ คลื่นไส้ อาเจียน อาการเหล่านี้จะไม่เรื้อรัง ในช่วง 1 – 2 วันอาการมักจะดีขึ้น ผลข้างเคียงระยาวมีคนกังวลว่าน้ำแร่อาจก่อให้เกิดมะเร็งทุติยภูมิ การเป็นหมัน และอื่น ๆ โดยทั่วไปการใช้รังสีไอโอดีนปริมาณที่น้อยกว่า 1,000 mCi ผลข้างเคียงรุนแรงเหล่านี้ถือว่าไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ประเมินสภาวะมะเร็ง 

    หลังการรักษาการประเมินสภาวะมะเร็งทำได้หลายวิธีและต้องนำมาประกอบกัน โดยหลัก ๆ จะประกอบด้วย

    • Total Body Scan (I – 131) การตรวจว่ายังคงมีเนื้อเยื่อมะเร็งไทรอยด์ที่ยังจับสารไอโอดีนอยู่หรือไม่ ในตำแหน่งใด การตรวจนี้จะให้ผลที่ถูกต้องต่อเมื่อผู้ป่วยต้องอยู่ในภาวะพร่องฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ในกรณีหลังผ่าตัดผู้ป่วยไม่ควรได้รับยา Thyroid Hormone ประมาณ  4 – 6  สัปดาห์  ซึ่งช่วงระยะเวลาดังกล่าวปริมาณฮอร์โมนไทรอยด์ในกระแสเลือดที่มีอยู่ก่อนการผ่าตัดจะค่อย ๆ ลดลง จนร่างกายอยู่ในสภาพพร่องฮอร์โมนและพร้อมสำหรับการตรวจและรักษาด้วยรังสีไอโอดีน ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาไทรอยด์ฮอร์โมนต่อเนื่อง การหยุดยาที่ทานอยู่จะทำให้เกิดภาวะนี้ได้ ซึ่งรายละเอียดและวิธีการทำให้เกิดภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนจะแตกต่างกันไป
      สำหรับการการตรวจอีกอย่างคือ ผู้ป่วยต้องอยู่ในภาวะพร่องสารไอโอดีนด้วย แนะนำผู้ป่วยงดการบริโภคอาหารทะเลและผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีน 2 สัปดาห์ ก่อนการตรวจ กระบวนการตรวจประกอบด้วยการให้รังสีไอโอดีนปริมาณเล็กน้อยแก่ผู้ป่วยโดยการกลืน จากนั้นรอเวลาประมาณ 48 – 72  ชั่วโมง เพื่อให้รังสีไอโอดีนซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อไทรอยด์ที่เหลืออยู่ในร่างกาย  ซึ่งเนื้อเยื่อนั้นอาจเป็นเนื้อเยื่อไทรอยด์ปกติหรือเซลล์มะเร็งของต่อมไทรอยด์ได้  อย่างไรก็ตาม มะเร็งไทรอยด์บางก้อนสูญเสียความสามารถในการจับสารไอโอดีนจึงให้ผลลบต่อการตรวจนี้
    • Thyroglobulin (Tg) เป็นสารที่ถูกผลิตโดยเนื้อเยื่อไทรอยด์ปกติและเซลล์มะเร็งต่อมไทรอยด์ ค่านี้จะถูกต้องต่อเมื่อตรวจในขณะที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะพร่องฮอร์โมน Tg จะมีประโยชน์ต่อเมื่อผู้ป่วยเคยได้รับการรักษาด้วยรังสีไอโอดีนแล้วเท่านั้น  ซึ่งหลังการรักษาเนื้อเยื่อไทรอยด์ปกติ ซึ่งสามารถสร้าง Tg ได้จะถูกทำลายหมดสิ้น  แต่ถ้ายังตรวจพบค่า Tg สูง หมายความว่าจะต้องมีเซลล์มะเร็งไทรอยด์เหลืออยู่
    • Ultrasound มีประโยชน์ในการตรวจร่องรอยของไทรอยด์และต่อมน้ำเหลืองที่มีการกระจายตัวของมะเร็ง อย่างไรก็ตามการตรวจนี้มีความเฉพาะเจาะจงไม่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแยกต่อมน้ำเหลืองที่มีเซลล์มะเร็งออกจากต่อมน้ำเหลืองปกติทำได้ไม่ง่ายนัก นอกจากนี้ต่อมน้ำเหลืองที่มีมะเร็งกระจายบางต่อมอาจตรวจไม่พบได้
    • PET/CT Scan มีประโยชน์อย่างยิ่งในราย Complicated Case โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยรังสีไอโอดีนมาแล้ว เมื่อตรวจด้วย Total Body Scan (I-131) แล้วให้ผลลบแต่ค่า Tg ยังคงสูงอยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าจะต้องมีมะเร็งไทรอยด์หรือการแพร่กระจายชนิดที่ไม่สามารถจับไอโอดีนได้หลงเหลืออยู่ ซึ่ง PET/CT Scan จะสามารถตรวจวินิจฉัยและกำหนดตำแหน่งของการแพร่กระจายเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี

    ผู้เขียน

    พันเอก นพ.สามารถ ราชดารา แพทย์เวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพ วัฒโนสถ

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Maleชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Male
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Male

    46,200 บาท

    79,620 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Femaleชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Female
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection Female

    56,600 บาท

    97,440 บาท

    รายละเอียด
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection with PET/CT Scan (Male)ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection with PET/CT Scan (Male)
    ชุดตรวจคัดกรองมะเร็ง Absolute early Cancer detection with PET/CT Scan (Male)

    72,400 บาท

    181,695 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    มะเร็งชนิดต่าง ๆ

    ดูทั้งหมด

    มะเร็งชนิดต่าง ๆ

    มะเร็งตับ Image
    มะเร็งตับ
    มะเร็งเม็ดเลือดขาว Image
    มะเร็งเม็ดเลือดขาว
    มะเร็งต่อมลูกหมาก Image
    มะเร็งต่อมลูกหมาก
    ดูทั้งหมด