อาการปวดหลังเรื้อรังที่ร้าวลงขาหรือทำให้เคลื่อนไหวลำบาก ไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย แม้การรักษาเริ่มต้นมักใช้การประคับประคอง แต่ในกรณีที่อาการรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิต การผ่าตัดกระดูกสันหลังจึงเป็นทางเลือกสำคัญในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทำให้การผ่าตัดไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเหมือนในอดีต แต่กลับช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวไวและกลับไปทำกิจกรรมที่รักได้อีกครั้ง วันนี้เราจะพามาอธิบายว่าวิธีผ่าตัดมีกี่แบบ พร้อมขั้นตอนการรักษาที่จำเป็นต้องรู้ไปพร้อม ๆ กัน
การผ่าตัดกระดูกสันหลัง คืออะไร
การผ่าตัดกระดูกสันหลัง (Spine Surgery) คือ การรักษาเพื่อกำจัดต้นตอที่ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาท ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนของหมอนรองกระดูกที่แตกออกมา หรือการเชื่อมข้อกระดูกสันหลังที่หลวมโยกให้กลับมามั่นคงแข็งแรง ปัจจุบันการผ่าตัดไม่ได้เน้นเพียงแค่การรักษาโรค แต่ยังเน้นการรักษาโครงสร้างเดิมของร่างกายให้บอบช้ำน้อยที่สุด
ใครบ้างที่ควรรับการผ่าตัดกระดูกสันหลัง และเมื่อไรที่ต้องเลือกผ่า
ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการปวดหลังจะต้องจบลงที่ห้องผ่าตัด โดยปกติแพทย์จะพิจารณาใช้การผ่าตัดกระดูกสันหลังเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อพบข้อบ่งชี้ ดังนี้
- รักษาแบบประคับประคองไม่เห็นผล: ทำกายภาพบำบัดหรือทานยามาแล้ว 6–12 สัปดาห์แต่อาการไม่ดีขึ้น
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง: เริ่มมีอาการกล้ามเนื้อลีบหรืออ่อนแรงจนเดินลำบากหรือหยิบจับของไม่ได้
- ระบบขับถ่ายผิดปกติ: เริ่มควบคุมการอั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายระดับวิกฤต
- ปวดรุนแรงเฉียบพลัน: มีอาการปวดร้าวที่รุนแรงจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้
5 เทคนิคการผ่าตัดกระดูกสันหลังที่นิยมในปัจจุบัน
วิวัฒนาการทางการแพทย์ช่วยให้การผ่าตัดกระดูกสันหลังมีความแม่นยำสูงขึ้น โดยแบ่งออกเป็นเทคนิคหลัก ๆ ในปัจจุบัน ดังนี้
1. การผ่าตัดผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Microscope)
เทคนิคนี้เป็นมาตรฐานในการผ่าตัดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ศัลยแพทย์จะใช้กล้องขยายกำลังสูงช่วยนำหมอนรองกระดูกส่วนที่กดทับเส้นประสาทออกมาได้อย่างตรงจุด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาใช้การกรีดแผลเล็กหรือการเปิดกล้ามเนื้อตามความรุนแรงของโรค ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบได้ดีกว่าการผ่าตัดแบบเปิดดั้งเดิม
2. การรักษาผ่านกล้องเอ็นโดสโคป (Endoscopic Surgery)
เป็นเทคนิคการผ่าตัดแผลเล็ก โดยสอดกล้องเอ็นโดสโคปผ่านแผลขนาดเพียง 8 มิลลิเมตร เลนส์ที่ปลายกล้องจะช่วยให้เห็นเส้นประสาทได้ชัดเจน ศัลยแพทย์สามารถเลือกเข้าไปตัดเฉพาะส่วนที่มีการกดทับได้โดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ช่วยให้ผู้ป่วยใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย และสามารถเคลื่อนไหวได้ตามคำแนะนำของแพทย์หลังผ่าตัด
3. การผ่าตัดเชื่อมกระดูกสันหลัง (Spinal Fusion)
วิธีนี้ใช้เพื่อแก้อาการปวดรุนแรงจากการเคลื่อนตัวของกระดูกสันหลัง หรือข้อกระดูกที่เคลื่อนไหวผิดปกติ โดยศัลยแพทย์จะใช้สกรูโลหะและหมอนรองกระดูกเทียมมายึดข้อกระดูกสันหลังไว้ เพื่อให้กระดูกเกิดการประสานเชื่อมติดเป็นชิ้นเดียวกัน เพิ่มความมั่นคงให้แกนกลางลำตัว มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาทและกระดูกสันหลังคดผิดรูป
4. การผ่าตัดเชื่อมกระดูกแผลเล็กผ่านทางผิวหนัง (MIS Spine Surgery)
เป็นการพัฒนาการเชื่อมกระดูกให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและบอบช้ำน้อยลง แบ่งออกเป็นเทคนิคเฉพาะตามทิศทางการเข้าถึงโรค ดังนี้
- MIS TLIF: การเชื่อมกระดูกส่วนเอวผ่านทางผิวหนังด้านหลังข้างแบบแผลเล็ก โดยใช้เครื่องเอกซเรย์ 3 มิติ (O-arm) และระบบนำวิถีบอกตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อนำหมอนรองกระดูกที่ทรุดหรือเคลื่อนออกและใส่ตัวหนุนแทนที่ พร้อมใส่โลหะดามผ่านการเจาะผิวหนังขนาดเล็ก
- OLIF: การเชื่อมกระดูกสันหลังผ่านทางด้านข้างค่อนมาทางหน้าลำตัว โดยไม่ต้องเลาะกล้ามเนื้อหลัง ทำให้เจ็บแผลที่หลังน้อยกว่า และมีอัตราการเชื่อมข้อติดที่สูงกว่าวิธีทั่วไป
- ALIF: การเสริมหมอนรองกระดูกจากทางด้านหน้า โดยไม่ผ่านกล้ามเนื้อหลัง
5. การฉีดซีเมนต์เสริมกระดูก (Vertebral Augmentation)
เทคนิคนี้ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุที่มีกระดูกสันหลังหัก หรือยุบตัวจากโรคกระดูกพรุนโดยเฉพาะ แพทย์จะใช้การฉีดซีเมนต์ทางการแพทย์เข้าไปเสริมความแข็งแรงภายในข้อกระดูกสันหลังที่ยุบตัว เพื่อประคองโครงสร้างสันกระดูกให้แข็งแรงขึ้นและช่วยลดอาการปวดได้อย่างรวดเร็ว
ข้อดีของการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก MIS SPINE
ที่โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ เพื่อสมองและกระดูก เราเน้นการรักษาด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Spine Surgery) ซึ่งมีจุดเด่น ดังนี้
- แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กมาก: ด้วยการสอดกล้องและเครื่องมือผ่านผิวหนังเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ทำให้แผลมีขนาดเล็ก ลดการเกิดรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ และช่วยให้แผลสมานตัวได้สวยงาม
- ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย: ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกขึ้นยืนหรือเริ่มเดินเบา ๆ ได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ช่วยให้คนไข้กลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือทำงานได้เร็วกว่าเดิม
- ลดอาการเจ็บปวดหลังผ่าตัด: เทคนิคนี้ช่วยลดการทำลายกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลัง ทำให้ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อยลงมากเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้าง
- เสียเลือดน้อยและลดความเสี่ยง: เนื่องจากการเข้าถึงรอยโรคทำได้อย่างแม่นยำและแผลเล็ก จึงช่วยลดปริมาณการเสียเลือดระหว่างผ่าตัด และมีอัตราการติดเชื้อหลังผ่าตัดต่ำมาก
- รักษาโครงสร้างกระดูกสันหลังเดิม: มุ่งเน้นการแก้ไขเฉพาะจุดที่เป็นปัญหา ทำให้สามารถรักษาโครงสร้างตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังให้คงอยู่ในสภาพเดิมได้มากที่สุด
- มีความแม่นยำ: การใช้เครื่องเอกซเรย์ 3 มิติ (O-arm) ทำงานร่วมกับ ระบบนำวิถี (Navigation System) ช่วยให้ศัลยแพทย์วางตำแหน่งสกรูและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำสูงสุด ลดความเสี่ยงต่อเส้นประสาทใกล้เคียง
อย่างไรก็ตามผู้ป่วยกระดูกสันหลังควรพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อพิจารณาการผ่าตัดกระดูกสันหลังอย่างละเอียดวางแผนการผ่าตัดอย่างเหมาะสม ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และเตรียมตัวก่อนผ่าตัดกระดูกสันหลัง รวมถึงดูแลหลังผ่าตัดกระดูกสันหลัง อย่างถูกวิธี เพื่อให้ผลลัพธ์การผ่าตัดเป็นไปตามแนวทางการรักษาที่เหมาะสม
การเตรียมตัวก่อนและหลังผ่าตัดกระดูกสันหลังที่ควรปฏิบัติ
เพื่อให้ผลลัพธ์การผ่าตัดกระดูกสันหลังออกมาดีที่สุด ผู้ป่วยควรเตรียมความพร้อม ดังนี้
- ก่อนผ่าตัด: งดยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด (เช่น แอสไพริน) อย่างน้อย 7 วัน พักผ่อนให้เพียงพอ และงดน้ำอาหาร 6-8 ชั่วโมง
- หลังผ่าตัด: ในช่วงสัปดาห์แรกควรเดินออกกำลังเบา ๆ และหลีกเลี่ยงการนั่งนานเกิน 20-30 นาที รวมถึงงดยกของหนักในช่วง 3 เดือนแรกตามคำแนะนำของแพทย์
ขั้นตอนมาตรฐานในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง ตั้งแต่เริ่มจนถึงห้องพักฟื้น
การผ่าตัดกระดูกสันหลังในปัจจุบัน มีกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยไม่ว่าจะเป็นเทคนิคแผลเล็กหรือการผ่าตัดแบบดั้งเดิม มักจะมีลำดับขั้นตอนหลักที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้
1. การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าห้องผ่าตัด
เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล ทีมพยาบาลจะทำการเช็กประวัติ ตรวจวัดสัญญาณชีพ และเตรียมผิวหนังบริเวณที่จะผ่าตัดให้สะอาด วิสัญญีแพทย์จะเข้ามาพูดคุยเพื่อเลือกวิธีการระงับความรู้สึกที่เหมาะสมที่สุด (เช่น การดมยาสลบ) เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดตลอดการผ่าตัด
2. การจัดท่าทางและระงับความรู้สึก
ภายในห้องผ่าตัด ผู้ป่วยจะได้รับการดมยาสลบและจัดให้อยู่ในท่านอนที่เหมาะสม ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นท่านอนคว่ำบนเตียงผ่าตัดชนิดพิเศษ เพื่อให้ศัลยแพทย์สามารถเข้าถึงกระดูกสันหลังได้ง่ายที่สุด โดยมีการใช้อุปกรณ์ประคองสรีระเพื่อป้องกันการกดทับส่วนอื่นของร่างกาย
3. การเข้าถึงรอยโรคและใช้เทคโนโลยี
ศัลยแพทย์จะทำการเปิดแผลตามเทคนิคที่วางแผนไว้ ในขั้นตอนนี้มักมีการใช้เครื่องเอกซเรย์สร้างภาพ 3 มิติ และระบบนำวิถี เพื่อระบุตำแหน่งของหมอนรองกระดูก หรือข้อกระดูกที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำที่สุด
4. การรักษาและแก้ไขความผิดปกติ
เมื่อถึงจุดที่มีปัญหา แพทย์จะทำการนำส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก เช่น หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา หรือชิ้นส่วนกระดูกที่งอกผิดปกติ หากรายใดมีความไม่มั่นคงของข้อกระดูก แพทย์จะทำการใส่ตัวหนุนหมอนรองกระดูก และยึดด้วยสกรูโลหะเพื่อเชื่อมข้อกระดูกให้แข็งแรงตามความเหมาะสม
5. การตรวจสอบความเรียบร้อยและปิดแผล
ก่อนจบการผ่าตัด ศัลยแพทย์จะตรวจสอบการคลายตัวของเส้นประสาท และเช็กความเรียบร้อยของอุปกรณ์ที่ใส่เข้าไป จากนั้นจะทำการห้ามเลือดและเย็บปิดแผลด้วยเทคนิคที่สวยงาม เพื่อให้แผลหายเร็วและลดโอกาสการเกิดพังผืด
6. การดูแลหลังผ่าตัดในห้องพักฟื้น
หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ ผู้ป่วยจะถูกย้ายไปที่ห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดประมาณ 1-2 ชั่วโมง เมื่อฟื้นตัวดีและสัญญาณชีพคงที่แล้ว จึงจะย้ายไปยังห้องพักผู้ป่วยปกติเพื่อเริ่มต้นขั้นตอนการทำกายภาพบำบัดเบื้องต้นต่อไป
ผ่าตัดกระดูกสันหลังอย่างปลอดภัยไปกับโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์ฯ
ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมดูแลปัญหากระดูกสันหลังด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน เช่น กระดูกสันหลัง สะโพก-เข่า และการรักษาเด็ก และทีมสหสาขาที่พร้อมดูแลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด พร้อมเครื่องมือและเทคโนโลยีในการรักษาและผ่าตัดกระดูกสันหลัง เพื่อให้กลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัวในทุกวัน เราพร้อมบริการฟื้นฟูและประเมินสุขภาพกระดูกผู้ป่วยทุกวัย ที่อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ทุกวัน 07.00–20.00 น.
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok-bone-brain/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok-bone-brain/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok-bone-brain/contact
แพทย์ที่ชำนาญการผ่าตัดกระดูกสันหลัง
นพ.ชัยเดช สระสมบูรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเพื่อกระดูกและสมอง
สามารถคลิกที่นี่เพื่อทำนัดหมายได้ด้วยตนเอง
คำถามที่พบบ่อยในการผ่าตัดกระดูกสันหลัง
ผ่าตัดกระดูกสันหลังอันตรายไหม มีโอกาสเป็นอัมพาตไหม
ในปัจจุบันการผ่าตัดมีความปลอดภัยสูง ด้วยเทคโนโลยีเครื่องติดตามการทำงานของระบบประสาทระหว่างผ่าตัด (Intraoperative Neuromonitoring) และระบบนำวิถีคอมพิวเตอร์ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวางตำแหน่งอุปกรณ์ ทำให้โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจึงน้อยลงกว่าในอดีตมาก
การผ่าตัดแบบแผลเล็ก (MIS SPINE) แตกต่างจากการผ่าตัดแบบเดิมอย่างไร
ความแตกต่างหลักคือ “การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ” การผ่าตัดแบบเดิมต้องเปิดแผลยาวและเลาะกล้ามเนื้อหลังออกกว้าง แต่แบบแผลเล็กจะใช้การสอดกล้องหรืออุปกรณ์ผ่านแผลขนาดไม่กี่มิลลิเมตร ทำให้เสียเลือดน้อย เจ็บแผลน้อยกว่า ลดอัตราการติดเชื้อ และช่วยให้ผู้ป่วยลุกเดินได้เร็วภายใน 24 ชั่วโมงหลังผ่าตัด
หลังผ่าตัดกระดูกสันหลังต้องพักฟื้นนานแค่ไหนถึงจะกลับไปทำงานได้
ระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับเทคนิคที่ใช้และสภาพร่างกายของผู้ป่วย หากเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก มักพักในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่วัน และกลับไปทำงานนั่งโต๊ะได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ ส่วนงานที่ต้องใช้แรงยกของหนักหรือกิจกรรมที่ต้องก้มเงยบ่อย ๆ แพทย์มักแนะนำให้รอประมาณ 3-5 เดือนเพื่อให้กระดูกและกล้ามเนื้อสมานตัวสมบูรณ์
หากมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด แต่พยายามหลีกเลี่ยงจะมีอันตรายอย่างไร
หากมีข้อบ่งชี้ว่าต้องผ่าตัดแต่ปล่อยทิ้งไว้ อาจนำไปสู่ภาวะเส้นประสาทเสียหายถาวร ส่งผลให้กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง ลีบฝ่อ หรือสูญเสียการควบคุมระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ซึ่งหากถึงขั้นนั้นการผ่าตัดในภายหลังอาจไม่สามารถฟื้นฟูการทำงานของเส้นประสาทให้กลับมาสมบูรณ์ได้
ผ่าตัดกระดูกสันหลังไปแล้ว มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกหรือไม่
มีโอกาสเกิดขึ้นได้หากผู้ป่วยยังใช้พฤติกรรมเดิม ๆ เช่น การยกของหนักผิดท่า การนั่งทำงานติดต่อกันนานหลายชั่วโมง หรือภาวะกระดูกเสื่อมตามวัยในข้ออื่น ๆ การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้แข็งแรง และปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด











