อุบัติเหตุทางจราจรถือเป็นปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหัก ซึ่งกระดูกหักไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะแม้บางทีจะไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่การรักษาที่ไม่เหมาะสมอาจนำมาซึ่งความพิการถาวรได้
สาเหตุหลักของภาวะกระดูกหักที่นอกจากอุบัติเหตุจราจรแล้ว ยังมีอุบัติเหตุจากการทำงาน รวมไปถึงการเล่นกีฬา และที่น่าเป็นห่วงเพราะพบตัวเลขสูงขึ้นเรื่อย ๆ คือ ภาวะกระดูกหักในผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันการรักษากระดูกหักมีความก้าวหน้าขึ้นมาก สำหรับในเมืองไทยต้องยกเครดิตให้กับ นพ.สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ ผู้บุกเบิกเทคนิคและวิธีการรักษากระดูกหักมายาวนานกว่า 40 ปี ด้วยประสบการณ์และความสามารถเป็นที่รู้จักและยอมรับของแพทย์กระดูกระดับนานาชาติจึงได้รับการโหวตให้ดำรงตำแหน่ง President of AO Foundation ในปี 2014 -2016 ซึ่งนับเป็นแพทย์ชาวไทยและชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของลักษณะการบาดเจ็บเหล่านี้ พร้อมแนะนำวิธีการประเมินอาการเบื้องต้น หลักการรักษาทางการแพทย์ และการดูแลตัวเองที่ถูกต้องเพื่อการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ
กระดูกหัก กระดูกแตก และกระดูกร้าว คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?
แม้จะเป็นการบาดเจ็บที่กระดูกเหมือนกัน แต่ในทางการแพทย์จะมีการแบ่งแยกลักษณะของรอยโรคเพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษา ดังนี้
กระดูกหัก (Bone Fracture)
คือภาวะที่กระดูกสูญเสียความต่อเนื่องทางโครงสร้าง ทำให้กระดูกแยกออกจากกันเป็น 2 ท่อนหรือมากกว่านั้น มักพบได้บ่อยในกรณีกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่มีความรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การตกจากที่สูง หรือการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่มีการปะทะ และในปัจจุบันกระดูกหักที่พบได้บ่อยคือ ผู้สูงอายุที่มีโรคกระดูกพรุน เพียงแค่ล้มเบา ๆ ในท่ายืนกระดูกก็หักได้ ซึ่งการแตกหักของกระดูกมีได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความรุนแรงของภยันตรายที่มากระทำ
กระดูกแตกแบบ 2 ชิ้น (Simple Fracture)
กระดูกแตกแบบ 2 ชิ้น เป็นรูปแบบหนึ่งของกระดูกหักที่มีระดับความรุนแรงปานกลาง โดยชิ้นส่วนของกระดูกจะแยกออกเป็นหลายจากกันเป็น 2 ชิ้น มักเกิดจากอวัยวะส่วนนั้นได้รับแรงกระแทก หรือการบิดของแขนขาอย่างรุนแรง
กระดูกแตกแบบหลายชิ้น (Comminuted Fracture)
กระดูกแตกแบบหลายชิ้น เป็นรูปแบบหนึ่งของกระดูกหักที่มีระดับความรุนแรงสูง โดยชิ้นส่วนของกระดูกจะแตกละเอียดหรือแยกออกเป็นหลายชิ้น (ตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป) มักเกิดจากอวัยวะส่วนนั้นได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรงมาก เช่น ถูกของหนักทับ หรืออุบัติเหตุความเร็วสูง
กระดูกร้าว (Hairline Fracture / Stress Fracture)
กระดูกร้าว คือการเกิดรอยแยกขนาดเล็กบนผิวกระดูก โดยที่โครงสร้างของกระดูกยังคงรูปเดิมและไม่ได้แยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ อาจเกิดจากแรงกระแทกที่ไม่รุนแรงมากนัก หรือเกิดจากการใช้งานอวัยวะส่วนนั้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานานจนกระดูกเกิดความล้า
วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แบบไหนหัก แตก หรือร้าว?
เมื่อเกิดการบาดเจ็บ การสังเกตอาการเบื้องต้นจะช่วยให้สามารถประเมินความรุนแรงและปฐมพยาบาลได้อย่างถูกต้อง
อาการเมื่อกระดูกหักและกระดูกแตก
- มีอาการปวดรุนแรงทันทีบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ และจะปวดมากขึ้นเมื่อพยายามขยับ
- มีอาการบวม รอยฟกช้ำ หรือมีเลือดคั่งอยู่ใต้ผิวหนังอย่างเห็นได้ชัด
- อวัยวะส่วนนั้นมีลักษณะผิดรูป บิดเบี้ยว หรือดูสั้นลงกว่าปกติ
- ไม่สามารถขยับ ลงน้ำหนัก หรือใช้งานอวัยวะส่วนนั้นได้เลย
อาการเมื่อกระดูกร้าว
- มีอาการปวดเฉพาะจุดบริเวณที่มีรอยร้าว มักจะปวดเมื่อมีการขยับ ลงน้ำหนัก หรือใช้งาน และอาการจะดีขึ้นเมื่อได้พัก
- อาจมีอาการบวมเพียงเล็กน้อยหรือมีรอยช้ำจาง ๆ
- กระดูกและอวัยวะภายนอกจะไม่มีอาการผิดรูปให้เห็น
สัญญาณอันตราย! กระดูกหักจากอุบัติเหตุลักษณะใด ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
หากสงสัยว่าเกิดภาวะกระดูกหักจากอุบัติเหตุ ควรจะใช้อุปกรณ์ที่มีความแข็งในการดามกระดูกส่วนที่หัก และรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล หรือติดต่อสายด่วนฉุกเฉินทันที เมื่อพบสัญญาณอันตรายดังต่อไปนี้ เนื่องจากอาจกระทบต่อเส้นประสาท หลอดเลือด หรือเสี่ยงต่อการทุพพลภาพ
- กระดูกหักแบบมีแผลเปิด (Open Fracture): ปลายกระดูกทิ่มทะลุผิวหนังออกมา หรือมีแผลลึกจนเห็นชั้นกระดูก ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรง
- อวัยวะส่วนปลายซีด เย็น หรือชา: ปลายมือหรือเท้าข้างที่บาดเจ็บมีสีซีด เย็น ขยับนิ้วไม่ได้ หรือไร้ความรู้สึก บ่งบอกว่าเศษกระดูกอาจกำลังกดทับหรือมีการฉีกขาดของหลอดเลือด และเส้นประสาท
- กระดูกผิดรูปอย่างรุนแรง: อวัยวะบิดเบี้ยวไปจากทิศทางธรรมชาติอย่างชัดเจน หรือมีอาการบวมตึงอย่างรวดเร็ว
- สงสัยกระดูกคอหรือกระดูกสันหลังหัก: ปวดคอหรือหลังรุนแรง ขยับตัวไม่ได้ หรือมีอาการชาลามลงแขนขา (ข้อควรระวัง: ห้ามเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยตนเองเด็ดขาด ต้องรอทีมกู้ชีพที่มีอุปกรณ์เฉพาะเท่านั้น)
- เสียเลือดมากหรือมีภาวะช็อก: เลือดออกไม่หยุด หน้ามืด ใจสั่น ตัวเย็น หรือสับสน ซึ่งอาจเกิดจากภาวะตกเลือดภายในบริเวณที่กระดูกหัก
การตรวจวินิจฉัยเมื่อสงสัยว่ากระดูกหัก แตก หรือร้าว
ในการวินิจฉัยกระดูกหักนั้นแพทย์จะตรวจร่างกายและซักประวัติ เพื่อดูว่ากระดูกหักส่วนไหน หักแบบใด รุนแรงแค่ไหน หักเข้าไปในข้อหรือไม่ กระทบต่อเส้นเลือดหรือเส้นประสาทใกล้เคียงหรือไม่ การซักประวัติ และ ตรวจร่างกาย ก็พอจะสามารถวินิจฉัยได้ว่า มีกระดูกหัก
อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพเอกซเรย์ยังมีความจำเป็นเพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง รวมไปถึงการเห็นลักษณะของกระดูกที่หัก และการผิดรูปในทิศทางต่าง ๆ ในกรณีที่มีกระดูกหักบริเวณข้อ หรือเข้าไปในข้อ จำเป็นที่จะต้องทำเอกซเรย์ร่วมกับการทำ CT Scan รวมถึงภาพ 3 มิติ เพื่อให้เห็นการหักของข้ออย่างชัดเจน จากนั้นจะนำมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษาร่วมกับผู้ป่วย เพื่อให้ตรงกับความต้องการและเหมาะสมกับผู้ป่วย
รู้จัก “หลักการรักษา 5R” ในผู้ป่วยกระดูกหัก
ในการรักษาผู้ป่วยกระดูกหัก ทางการแพทย์จะยึดหลักมาตรฐานที่เรียกว่า “หลัก 5R” เพื่อให้กระดูกสมานตัวและกลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม
- Recognition (การวินิจฉัยที่ถูกต้อง): การประเมินเพื่อระบุตำแหน่งของกระดูก ลักษณะการหัก และความรุนแรงของการบาดเจ็บได้อย่างแม่นยำ
- Reduction (การจัดกระดูกให้เข้าที่): การดึงหรือจัดเรียงเศษกระดูกที่หัก แตก หรือผิดรูป ให้กลับมาอยู่ในตำแหน่งโครงสร้างเดิมตามธรรมชาติมากที่สุด กระดูกหักบางตำแหน่ง สามารถดึงจากภายนอกให้เข้าที่ได้ แต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ ก็จำเป็นที่จะต้องเปิดเข้าไปในตำแหน่งกระดูกหักเพื่อจัดให้เข้าที่
- Retention (การยึดตรึงกระดูก): การคงสภาพกระดูกที่จัดเข้าที่แล้วให้อยู่นิ่งเพี่อป้องกันการ เคลื่อนไหวของกระดูกที่หักและให้ร่างกายสร้างกระดูกใหม่มาสมานรอยเชื่อมต่อ ในกรณีที่ดึงกระดูกให้เข้าที่จากภายนอกได้ก็จะใช้การรักษาโดยการใส่เฝือกเพื่อตรึงกระดูกหักให้อยู่กับที่ แต่ถ้าในกรณีจำเป็นต้องผ่าตัดเข้าไปจัดกระดูกให้เข้าที่แล้ว แพทย์มักจะพิจารณาไปกับการใช้วัสดุในการยึดตรึงกระดูกให้อยู่กับที่
- Rehabilitation (การฟื้นฟูสมรรถภาพ): การทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวของข้อต่อและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยรอบ หลังจากพบว่ากระดูกเริ่มมีกระดูกใหม่ (Callus ) และติดเชื่อมกันได้แล้ว
- Reconstruction (การเสริมสร้างบูรณะ): การรักษาเพิ่มเติมในกรณีที่กระดูกติดผิดรูป หรือมีความพิการหลงเหลืออยู่ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้งานอวัยวะได้ใกล้เคียงปกติ
วิธีรักษากระดูกหัก แตก และร้าว
แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรง ตำแหน่งที่หัก และดุลยพินิจของแพทย์ โดยแบ่งออกเป็น 2 แนวทางหลัก ได้แก่
การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (Non-Surgical Treatment)
- การใส่เฝือก หรืออุปกรณ์พยุง: เหมาะสำหรับกระดูกร้าว หรือกระดูกหักที่ไม่มีการเคลื่อนที่ผิดรูป เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวให้กระดูกสมานตัว
- การดึงถ่วงน้ำหนัก: การดึงถ่วงน้ำหนัก จะใช้กับกระดูกต้นขาหรือในกรณีที่มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อ โดยแบ่งออกเป็น 2 วิธีย่อยๆ คือ
- Skin Traction หรือการดึงกระดูกทางอ้อม โดยใช้แรงดึงผ่านผิวหนังด้วยน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม ผ่านทางสายดึง เทปกาว และปลอกรัดข้อมือข้อเท้า มักทำในเวลาสั้น ๆ
- Skeletal Traction คือ การใช้เหล็กดึงกระดูกที่หักไว้ชั่วคราว เพื่อรอการผ่าตัด ใช้ในกรณีต้องการดึงถ่วงน้ำหนักมากขึ้น แต่น้ำหนักไม่ควรเกิน 1 ใน 6 ของผู้ป่วย ต้องใช้เหล็กเส้นเล็ก ๆ แทงผ่านกระดูก และมีอุปกรณ์ เพื่อดึง ออกแรง ผ่านกระดูกโดยตรง
ทั้งนี้วิธีดังกล่าวผู้ป่วยจะต้องนอนนิ่ง ๆ เป็นเวลานาน จนอาจเกิดแผลกดทับหรือติดเชื้อแทรกซ้อนได้
การรักษาแบบผ่าตัด (Surgical Treatment)
การผ่าตัดยึดตรึงกระดูกภายใน (Internal Fixation): ใช้ในกรณีกระดูกหักเคลื่อนที่ กระดูกแตกละเอียด หรือหักหลายท่อน ซึ่งแม้จะเคลื่อนไหวได้ทันทีหลังการผ่าตัด แต่ต้องงดเว้นการใช้งานหนักประมาณ 1 – 2 เดือน รวมถึงอาจต้องใส่เฝือกต่ออีกระยะ โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดแผลและจัดกระดูกให้เข้าที่ จากนั้นจะยึดตรึงกระดูกด้วยอุปกรณ์ 3 ประเภทแตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ได้แก่
- เหล็กแกน (Nail): นิยมใช้ในการรักษากระดูกหักบริเวณส่วนกลางของกระดูก เช่น ต้นแขน ต้นขา และขาท่อนล่าง
- เหล็กแผ่นเป็นรูและใส่สกรูยึด (Plate and Screw): มักใช้หลังการจัดกระดูกเพื่อตรึง กระดูก ให้นิ่งอยู่กับที่
- โครงเหล็กยึดกระดูกภายนอก (External Fixator): จะถูกเจาะเข้าไปในกระดูกห่างจากบริเวณกระดูก หักทั้ง 2 ด้านของกระดูกหัก จากนั้นดึงกระดูกให้เข้าที่และประกอบโครงจากภายนอก เพื่อยึด กระดูกให้อยู่กับที่ อุปกรณ์นี้ใช้ในกรณีที่มีกระดูกหักแบบแผลเปิดที่รุนแรงเท่านั้น
การพิจารณารักษาด้วยวิธีหนึ่งวิธีใดนั้นต้องมีการปรึกษาหารือกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย เนื่องจากต้องใช้เวลารักษานาน ผู้ป่วยอาจจะต้องหยุดงานนานหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติ
วิธีดูแลตัวเองเพื่อช่วยให้กระดูกเชื่อมติดกันเร็วขึ้น
ในช่วงระหว่างการพักฟื้น ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองเพื่อส่งเสริมกระบวนการสมานกระดูกได้ดังนี้
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนสูง เช่น นม ปลาตัวเล็ก ไข่ และถั่ว เพื่อเป็นสารอาหารในการเสริมสร้างมวลกระดูก
- งดสูบบุหรี่และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากสารพิษจะไปขัดขวางระบบ ไหลเวียน เลือดและกระบวนการสร้างเซลล์กระดูกใหม่ ทำให้กระดูกติดช้า
- ทำกายภาพบำบัด ขยับข้อต่อ และบริหารกล้ามเนื้อตามที่แพทย์ หรือนักกายภาพ บำบัด แนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะข้อติดแข็งและกล้ามเนื้อลีบ
ข้อควรระวัง! สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อกระดูกหัก แตก หรือร้าว
เพื่อป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยและผู้ช่วยเหลือควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้
- ห้ามพยายามดัด ดึง หรือจัดแนวกระดูกที่บิดเบี้ยวให้เข้าที่ด้วยตนเองโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้กระดูกที่หักทิ่มแทงอวัยวะภายในได้
- หลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักบนอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากแพทย์
- ไม่ควรให้หมอนวดทำการนวด บีบ หรือดัดบริเวณที่สงสัยว่ากระดูกหัก เพราะแรงกดอาจทำให้เศษกระดูกเคลื่อนไปทับเส้นประสาทหรือหลอดเลือดจนเกิดอันตรายรุนแรง
แพทย์ที่ชำนาญด้านการรักษากระดูกหัก
นพ.สุทร บวรรัตนเวช ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์
โรงพยาบาลที่ชำนาญด้านการรักษากระดูกหัก แตก ร้าว
ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีความพร้อมในการให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาปัญหากระดูก ข้อต่อ และเส้นเอ็นทุกรูปแบบ ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การรักษาแบบไม่ผ่าตัด การผ่าตัดยึดตรึงกระดูก ไปจนถึงการผ่าตัดที่ซับซ้อน แพทย์ที่รักษากระดูกหักของเราจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะ เนื่องจากรักษาเฉพาะกระดูกหักแต่เพียงอย่างเดียว ตลอดจนการมีทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัดคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อ ประเมินและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อเป้าหมาย ให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นฟูร่างกาย กลับมาเคลื่อนไหว และใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ
สรุปบทความ
อุบัติเหตุที่นำไปสู่ภาวะกระดูกหัก กระดูกแตก หรือกระดูกร้าว สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ความเข้าใจในลักษณะอาการเบื้องต้นและการรู้วิธีปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เมื่อเกิดการบาดเจ็บที่สงสัยว่ากระทบกระเทือนต่อกระดูก ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับ การตรวจวินิจฉัย และรักษาตามหลักการทางการแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นและช่วยเสริมสร้าง ให้กระดูกกลับมาสมานตัวได้อย่างแข็งแรงสมบูรณ์
- ค้นหาแพทย์: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/doctor
- ทำนัด: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/appointment/step1
- ติดต่อเรา: https://www.bangkokhospital.com/th/bangkok/contact
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับกระดูกหัก
1. กระดูกร้าวหายเองได้ไหม?
กระดูกร้าวสามารถสมานตัวและเชื่อมต่อกันเองได้ด้วยกลไกการซ่อมแซมของร่างกาย แต่ข้อควรระวัง คือผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการจำกัดการเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้กระดูกเคลื่อนตัวออกจากกันและติดอย่างผิดรูป การใช้งานอวัยวะส่วนนั้นอย่างถูกวิธี หากไม่ดูแลหรือยังฝืนลงน้ำหนักใช้งาน อาจทำให้รอยร้าว ขยาย กว้างขึ้นจนกลายเป็นกระดูกหักที่เคลื่อนหลุดได้
2. กระดูกขาหักรักษากี่เดือน จึงจะกลับมาเดินได้ตามปกติ?
ระยะเวลาในการสมานตัว ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ความรุนแรงของการหัก และอายุของผู้ป่วย โดยเฉลี่ยแล้ว กระดูกจะเริ่มสร้างเซลล์มาติดกันเบื้องต้นในช่วง 6-8 สัปดาห์ และจะค่อย ๆ มีการสร้างกระดูกที่แข็งแรงขึ้นตามลำดับ แต่การจะฟื้นฟู ให้กระดูกแข็งแรง พอที่จะกลับมาลงน้ำหนักและเดินได้ตามปกตินั้น อาจต้องใช้เวลาพักฟื้น และทำกายภาพบำบัดต่อเนื่องประมาณ 3-6 เดือน
3. การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสงสัยว่ากระดูกหักควรทำอย่างไร?
ควรให้ผู้บาดเจ็บนอนหรือนั่งนิ่ง ๆ พยายามดามอวัยวะส่วนนั้นให้อยู่กับที่ด้วยวัสดุแข็งที่หาได้รอบตัว (เช่น ไม้กระดาน ร่ม หรือกระดาษลังหนา ๆ) แล้วพันด้วยผ้าให้กระชับเพื่อลดการเคลื่อนไหวของกระดูก ประคบเย็นบริเวณที่บวมเพื่อลดอาการปวดและเลือดออกใต้ผิวหนัง จากนั้นรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
4. ผู้สูงอายุกระดูกหักง่ายกว่าคนหนุ่มสาวจริงหรือไม่?
จริง เนื่องจากผู้สูงอายุมักมีภาวะมวลกระดูกลดลงตามวัย หรือมีโรคกระดูกพรุนร่วมด้วย ทำให้โครงสร้าง กระดูกเปราะบางกว่าปกติ เพียงแค่ประสบอุบัติเหตุหกล้มเบา ๆ หรือโดนกระแทกด้วยแรงที่ไม่มากนัก ก็อาจส่งผลให้กระดูกหักหรือร้าวได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่น












