Thai
EN / TH
Hospital Hotline
Call : +662 310-3000
or 1719 (Local calls)

All About Cancer

All About Cancer


โรคมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลม่า (Multiple myeloma)

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรค

  1. มะเร็งไขกระดูกมัยอิโลม่าเป็นมะเร็งของเม็ดเลือดพลาสม่าเซลล์ (Plasma cell) พลาสม่าเซลล์คือเม็ดเลือดชนิดหนึ่งซื่งอาศัยอยู่ในไขกระดูก หน้าที่หลักของพลาสม่าเซลล์คือสร้างแอนตี้บอดี้ หรืออิมมูโนโกลบูลิน (Immunoglobulin) หลายชนิด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่ายกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค
  2. ปกติร่ายกายจะมีจำนวนพลาสม่าเซลล์ในไขกระดูกประมาณ 2-3 % หากมีความผิดปกติของการสร้างพลาสม่าเซลล์จนเกิดเป็นโรค จะพบจำนวณพลาสม่าเซลล์เพิ่มขึ้นในไขกระดูกเกิน 10% ร่วมกับความบกพร่องในการสร้างอิมมูโนโกลบูลินชนิดต่าง ๆ จนทำให้เกิดการสร้างโปรตีนบางชนิดในเลือดที่มากผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า เอ็มโปรตีน (M protein – Monoclonal protein) โปรตีนดังกล่าวสามารถทำอันตรายต่ออวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายได้ เช่น ทำให้กระดูกพรุน ปวดกระดูก เสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัก ไตวาย และทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายสูงจนเกิดอันตรายได้
  3. มักพบในผู้สูงอายุ โดยอายุเฉลี่ยเมื่อวินิจฉัยประมาณ 60-70 ปี พบน้อยในผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 40 ปี
  4. บางครั้งพลาสม่าเซลล์ที่เป็นมะเร็ง สามารถพบเป็นก้อนมะเร็งภายนอกไขกระดูกได้ เรียกว่า พลาสม่าไซโตม่า (Plasmacytoma) โดยตำแหน่งที่พบบ่อย คือ กระดูกสันหลัง กระดูกสันอก ซี่โครง 
  5. ถึงแม้ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาใดที่ทำให้โรคมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลม่าหายขาดได้ แต่ถือเป็นโรคที่รักษาได้ และมีความเจริญก้าวหน้าในการรักษาอย่างก้าวกระโดด และพบว่าผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
     

สาเหตุของโรค

  1. ยังไม่พบสาเหตุแน่นอนในการเกิดโรคมะเร็งไขกระดูกมัลอิโลม่า
  2. ผู้ป่วยที่พบโปรตีนผิดปกติในเลือดมาก่อนโดยไม่มีอาการ (Monoclonal Gammopathy of Undetermined Significance - MGUS) มีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลม่าโดยเฉลี่ยประมาณ 1% ต่อปี

 

อาการที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

  1. ซีดอ่อนเพลีย เลือดออกผิดปกติ
  2. ปวดกระดูก กระดูกหักโดยไม่มีสาเหตุที่เหมาะสม
  3. อาการของแคลเซียมในเลือดสูง ได้แก่ ซึม สับสน ท้องผูก ปัสสาวะบ่อย
  4. น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

การตรวจวินิจฉัย

  1. ตรวจนับเม็ดเลือดมักพบภาวะซีด หรือเกล็ดเลือดต่ำได้ ถ้าอาการรุนแรง สามารถพบมะเร็งพลาสม่าเซลล์ในเลือดได้ เรียกว่า ลิวคีเมียของพลาสม่าเซลล์ (Plasma cell leukemia)
  2. ตรวจเลือดเพื่อดูชนิดและระดับของเอ็มโปรตีน (M protein) และอิมมูโนโกลบูลินตัวอื่นๆ  รวมไปถึงระดับ serum free light chain
  3. ตรวจเลือดทางชีวเคมีเพื่อประเมินการทำงานของไต รวมถึงค่าระดับแคลเซียมและเกลือแร่อื่นๆ
  4. ตรวจไขกระดูกเพื่อประเมินจำนวนมะเร็งพลาสม่าเซลล์ รวมไปถึงการตรวจโครโมโซมจากไขกระดูกเพื่อวางแผนการรักษา
  5. เอกซเรย์กระดูกเพื่อประเมินสภาพกระดูกก่อนการรักษา (Skeleton survey)
  6. ตรวจปัสสาวะที่เก็บรวมใน 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจหาเอ็มโปรตีน (M protein) ในปัสสาวะ

 

การบำบัดรักษามีดังนี้

  1. การรักษาหลักเป็นการให้ยาเคมีบำบัด โดยจะพิจารณาขึ้นกับอายุและสภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลัก ยาชนิดใหม่ (Novel therapy) ที่รักษาโรคมะเร็งไขกระดูกมัยอิโลม่าในปัจจุบันให้การตอบสนองดีมากเพื่อเทียบกับยาเคมีแบบเก่า ยาชนิดใหม่ที่ใช้บ่อยได้แก่ ยากลุ่ม Proteasome inhibitor  และ Immunomodulator การใช้ยารักษาในปัจจุบันรวมไปถึงการใช้ยาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค (Maintenance) หลังจากที่โรคเข้าสู่ภาวะโรคสงบแล้ว ซึ่งพบว่าทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น
  2. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากด้วยเอง (Autologous stem cell transplantation) หลังจากให้ยาเคมีบำบัด โดยจะพิจารณาในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 65 ปีที่มีสภาพร่างกายพร้อมและไม่มีโรคประจำตัวอื่นร้ายแรง อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 65 ปีที่สภาพร่างกายพร้อม แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมเป็นราย ๆ ไป
  3. การฉายแสง ในกรณีที่ก้อนพลาสม่าไซโตมา (Plasmacytoma) ใหญ่ไปเบียดกดอวัยวะอื่นๆ หรือมีอาการปวดรุนแรงจากกระดูกหัก
  4. การให้ยาเพิ่มความแข็งแรงกระดูก ซึ่งเป็นยาในกลุ่มบิสฟอสฟาเนท (Bisphosphanate) เพื่อป้องกันการทำลายเพิ่มเติมของกระดูกจากตัวมะเร็ง
  5. การฉีดซีเมนท์หรือใช้บอลลูนถ่างเพื่อค้ำยันกระดูกสันหลังที่หัก (Kyphoplasty or Vertebroplasty) เพื่อลดอาการปวดจากกระดูกสันหลังที่หัก

 

จุดเด่นและความสามารถของทีม

  1. ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งโลหิตวิทยาที่พร้อมให้คำแนะนำและการรักษาอย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง ตั้งแต่การวางแผนรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จนถึงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด
  2. ศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดและไขกระดูกที่มีความพร้อมและได้มาตรฐาน
  3. ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ เช่น สาขาโรคติดเชื้อ โรคปอด หรือโรคกระดูกที่มีความพร้อมให้การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เพื่อเฝ้าระวังและรักษาภาวะแทรกซ้อนหลังการให้ยาเคมีบำบัด
  4. ทีมพยาบาลหน่วยให้เคมีบำบัดซึ่งมีความพร้อมและมีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วย เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนระหว่างให้ยาเคมีบำบัด

 

ข้อมูลโดย
พญ.นุชนันท์  อารีธรรมศิริกุล
Hematologist

Rating

คะแนนโหวต: 9 of 10, จากจำนวนคนโหวต 452 คน

Related story