Thai
EN / TH
Hospital Hotline
Call : +662 310-3000
or 1719 (Local calls)

All About Cancer

All About Cancer


โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute Leukemia)

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน
 

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน เกิดจากการผิดปกติการเซลล์เม็ดเลือดขาวระยะตัวอ่อนในไขกระดูกที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน และรบกวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติชนิดอื่น ๆ เม็ดเลือดที่เป็นมะเร็งยังสามารถไปสะสมตามอวัยะอื่นๆ ได้ เช่น ตับ ม้าม ต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนัง

มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน สามารถจำแนกได้เป็น 2 ชนิดหลักตาม คือ

1. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดมัยอิลอยด์ (Acute myeloid leukemia - AML) เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอิลอยด์ พบได้บ่อยกว่าชนิดลิมฟอยด์ ถึงแม้มะเร็งชนิดนี้จะสามารถพบได้ทุกช่วงอายุ แต่มักจะพบบ่อยในผู้ป่วยสูงอายุ

2. มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมฟอยด์ (Acute lymphoblastic leukemia - ALL) เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมฟอยด์ มักพบในผู้ป่วยอายุน้อยหรือผู้ป่วยสูงอายุ อาจพบภาวะต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วยได้ มักการตอบสนองต่อการรักษาดีกว่า

การดำเนินโรคของมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน มักรุนแรงและรวดเร็วในระยะเป็นวันหรือสัปดาห์โดยสัมพันธ์กับระดับจำนวนเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการรักษา

 

สาเหตุของโรค
 

ปัจจุบันยังไม่พบสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน  อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน ได้แก่

1. อายุที่เพิ่มขึ้น

2. ผู้ป่วยเคยได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีหรือยาเคมีบำบัด

3. มีประวัติได้รับรังสีขนาดสูง เช่น ระเบิดนิวเคลียร์

4. มีประวัติได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น เบนซีน (Benzene) ฟอร์มาส์ดีไฮด์ (Formaldehyde)

5. ผู้ป่วยโรคทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น ดาวน์ซินโดรม (Down syndrome)

6. ผู้ป่วยโรคไขกระดูกเสื่อม MDS (Myelodysplastic syndrome)

7.ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HTLV-1

ผู้ป่วยบางรายสามารถเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลันโดยที่ไม่พบปัจจัยเสี่ยงใด ๆ เลย

 

อาการที่ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย


1. อ่อนเพลีย ซีด มีจุดเลือดออกผิดปกติ

2. ไข้ไม่ทราบสาเหตุ น้ำหนักลดผิดปกติ

3. คลำได้ก้อนต่อมน้ำเหลืองโต

4. ท้องแน่นโตจากตับม้ามโต

5. เลือดออกตามไรฟัน หรือมีเหงือกบวมอักเสบผิดปกติ

6. อาการหอบเหนื่อยจากการที่เม็ดเลือดขาวเพิ่มจำนวนมากผิดปกติจนไปอุดตันเส้นเลือดในปอด (Hyperleukocytosis)

 

การตรวจวินิจฉัย
 

1. เจาะตรวจไขกระดูก เพื่อนับจำนวนเซลล์ตัวอ่อน ตรวจย้อมการติดสีจำเพาะเพื่อจำแนกชนิดของมะเร็ง ตรวจโครโมโซมเพื่อประเมินระยะความเสี่ยงของโรค

2. ตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดและเกร็ดเลือด รวมไปถึงค่าทางชีวเคมีเพื่อประเมินการทำงานของตับ ไต เกลือแร่ และกรดยูริค

3. ตรวจค่าการแข็งตัวของเลือดในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันบางชนิดที่มักมีความเสี่ยงต่อการเลือดออกง่าย เช่น AML-M3

4. เจาะตรวจน้ำไขสันหลังในกรณีที่สงสัยภาวะลุกลามเข้าระบบประสาท
 

การบำบัดรักษามีดังนี้
 

ทีมแพทย์ประเมินสภาพร่างกาย อายุของผู้ป่วย และชนิดของมะเร็งเม็ดเลือดขาวก่อนที่จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งได้แก่

1. ยาเคมีบำบัดซึ่งอาจให้ในรูปยาฉีดหรือยากินหรือทั้งสองแบบ ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อให้ไขกระดูกสามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติออกมาได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องได้รับเลือดแดงหรือเกร็ดเลือดระหว่างรักษา รวมไปถึงยาปฎิชีวนะหากมีอาการติดเชื้อ

2. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์ผู้อื่น (Allogeneic stem cell transplantation) เป็นการรักษาที่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ การรักษาแบบนี้ต้องทำในระยะที่โรคสงบหลังได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว ทีมแพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องการหาเซลล์ต้นกำเนิดที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเพื่อย่นระยะเวลาการรอปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

3. การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวอย่างรวดเร็วโดยการเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า (Leukapheresis) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมากหรือมีอาการของเม็ดเลือดขาวอุดตันตามหลอดเลือด (Hyperleukocytosis) เช่น หอบเหนื่อย ซึมสับสน

4. การให้ยาเคมีบำบัดทางน้ำไขสันหลัง (Intrathecal chemotherapy) เฉพาะในรายมีการภาวะการลุกลามเข้าสมองหรือน้ำไขสันหลัง โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาให้ยาทางน้ำไขสันหลังจนกว่าจะไม่พบเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลัง

5. การฉายแสง (Radiation) จะพิจารณาให้ในผู้ป่วยบางรายที่มีมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันที่มีความเสี่ยงในการลุกลามเข้าสมอง เช่น ALL

 

จุดเด่นและความสามารถของทีม
 

1. ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งโลหิตวิทยาที่พร้อมให้คำแนะนำและการรักษาอย่างครบถ้วนและต่อเนื่อง ตั้งแต่การวางแผนรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จนถึงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้

2. ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด นอกจากการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากพี่น้องที่มีผล HLA (Human Leukocyte Antigen) typing ที่เข้ากันได้ (Match related stem cell transplantation) ทางศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดและไขกระดูก โรงพยาบาลวัฒโนสถยังมีประสบการณ์การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดแบบใช้ HLA ที่เข้ากันเพียงครึ่งหนึ่ง (Haploidentical stem cell transplantation) ซึ่งเพิ่มโอกาสในการทำการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในผู้ป่วยที่ไม่พบผู้บริจาคเซลล์ที่มี HLA ที่เข้ากัน อย่างไรก็ตามทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาและให้คำแนะนำกับผู้ป่วย โดยพิจารณาลักษณะความรุนแรงของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน โครโมโซมของผู้ป่วย และความพร้อมด้านอื่น ๆ ของผู้ป่วย

3. ศูนย์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดและไขกระดูกที่มีความพร้อมและได้มาตรฐาน

4. ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ  เช่น สาขาโรคติดเชื้อ โรคปอด หรือโรคหัวใจที่มีความพร้อมให้การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เพื่อเฝ้าระวังและรักษาภาวะแทรกซ้อนหลังการให้ยาเคมีบำบัด

5. ทีมพยาบาลหน่วยให้เคมีบำบัดซึ่งมีความพร้อมและมีประสบการณ์ดูแลผู้ป่วย เพื่อเฝ้าระวังและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนระหว่างให้ยาเคมีบำบัด

 

พญ.นุชนันท์  อารีธรรมศิริกุล
Hematologist

Rating

คะแนนโหวต: 9 of 10, จากจำนวนคนโหวต 437 คน

Related story