ต้อลมและต้อเนื้อ: 2 โรคตาจากสิ่งแวดล้อม รู้วิธีป้องกันและรักษาอย่างถูกต้อง
ทำความรู้จัก “ต้อลม” และ “ต้อเนื้อ”
ต้อลมและต้อเนื้อเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเยื่อบุตาขาวบริเวณหัวตาและหางตา ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีเปลือกตาปกคลุม จึงสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกโดยตรง โรคทั้งสองนี้มีสาเหตุการเกิดเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ ความรุนแรง
ต้อลม (Pinguecula): มีความรุนแรงน้อยกว่า พบลักษณะเป็นก้อนนูนขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนอยู่บริเวณข้างกระจกตา หากเกิดการระคายเคือง เยื่อบุตาขาวรอบๆ ก้อนอาจมีอาการแดงขึ้นได้
ต้อเนื้อ (Pterygium): คือภาวะที่รุนแรงกว่าต้อลม เกิดจากการสัมผัสสิ่งระคายเคืองและเยื่อบุตาขาวเสื่อมเรื้อรังยาวนาน ร่างกายจะสร้างแผ่นเนื้อสีชมพูหรือสีแดงลามเข้ามาในพื้นที่กระจกตา
สาเหตุการเกิดโรค
แม้จะชื่อว่า “ต้อลม” แต่ลมไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดโรค ปัจจัยหลักมาจากการที่ดวงตาสัมผัสกับสิ่งระคายเคืองในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานาน เช่น รังสี UV จากแสงแดด, ลม, ฝุ่น, ควัน, และความร้อน
แนวทางการรักษา
การรักษาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบตามระดับอาการของคนไข้ ดังนี้
1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (เพื่อประคองและบรรเทาอาการ)
หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง: สวมแว่นกันแดดและใส่หมวกทุกครั้งเมื่อต้องออกแดดเพื่อป้องกันไม่ให้โรครุนแรงขึ้น
ใช้ยาลดอาการระคายเคือง: หยอดน้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชื้นและลดความรู้สึกระคายเคือง
ยาลดอักเสบ: หากมีอาการอักเสบแดงมาก แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยาหยอดตาชนิดลดการอักเสบชั่วคราว
ข้อควรทราบ: การรักษาโดยไม่ผ่าตัดไม่สามารถทำให้ต้อลมหรือต้อเนื้อมีขนาดเล็กลงหรือหายไปได้
2. การรักษาด้วยการผ่าตัด
การผ่าตัดจะใช้สำหรับผู้ป่วย ต้อเนื้อ เท่านั้น โดยแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในกรณีดังต่อไปนี้:
ต้อเนื้อมีขนาดใหญ่จนลามเข้ามาบดบังการมองเห็น
ต้อเนื้อดึงรั้งกระจกตา ส่งผลให้เกิดภาวะสายตาเอียงและมองภาพไม่ชัด
กรณีต้อเนื้อขนาดเล็ก แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอาการระคายเคืองเรื้อรัง รบกวนชีวิตประจำวัน หรือเพื่อความสวยงามตามคำแนะนำของแพทย์
หากท่านมีอาการระคายเคือง ตาแดงเรื้อรัง หรือสังเกตพบผื่น/แผ่นเนื้อผิดปกติบริเวณดวงตา แนะนำให้เข้ามาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียดและรับการรักษาที่เหมาะสม






