อันดับ 1 ในชาย
คนไทย เสียชีวิต
จากมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก คือมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีมากที่สุด และยังเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในอันดับต้น ๆ
สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่สามารถป้องกันได้ หากได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ในเดือนมีนาคมนี้ ขอเชิญทุกคนหันมาใส่ใจสุขภาพลำไส้ของตนเอง เพราะการตรวจคัดกรองสามารถช่วยตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาด
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นด้วย “การตรวจคัดกรอง”
รู้ทันโรค ตรวจพบเร็ว เพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาด
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ที่น่ากังวลคือ โรคนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป
ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 1–2% ต่อปี ปัจจุบัน ผู้ป่วย 1 ใน 5 ราย มีอายุต่ำกว่า 50 ปี และมักตรวจพบโรคในระยะที่ลุกลาม เนื่องจากยังไม่มีการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
มะเร็งลำไส้ใหญ่มักเริ่มจาก ติ่งเนื้อเล็ก ๆ ในลำไส้ ซึ่งสามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก ก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง จุดสำคัญคือ ในระยะแรกมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนรู้ตัวเมื่อสายเกินไป
การตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ คือกุญแจสำคัญในการป้องกัน ช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาด และลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น
เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา
Prevention is better than cure
โรคนี้ เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก โดยส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจาก ติ่งเนื้อ (Polyp) ซึ่งค่อย ๆ พัฒนาเป็นมะเร็งในระยะเวลาหลายปี หากไม่ได้รับการตรวจและรักษา จุดเด่นของโรคนี้คือ สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แต่ในขณะเดียวกัน จุดอ่อนสำคัญคือ ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้เพียงปัจจัยเดียว แต่เชื่อว่าเกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย ได้แก่
การกลายพันธุ์ของเซลล์เยื่อบุลำไส้
การสะสมของติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยทางพันธุกรรม
แหล่งที่มา
1.https://www.cancer.org/research/acs-research-news/colorectal-cancer-rates-rise-in-younger-adults.html
2. https://www.cancer.org/content/dam/cancer-org/research/cancer-facts-and-statistics/colorectal-cancer-facts-and-figures/colorectal-cancer-facts-and-figures-2023.pdf
3. https://nccrt.org/our-impact/data-and-progress/
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ได้แก่
| อายุ 45 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีความเสี่ยงตามอายุ | |
| มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่/ไส้ตรง หรือมีติ่งเนื้อเสี่ยงสูง | |
| เคยพบ “ติ่งเนื้อ” ในลำไส้ใหญ่/ไส้ตรง หรือเคยเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อน | |
| มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Crohn’s disease หรือ Ulcerative colitis | |
| ถ่ายเป็นเลือด ขับถ่ายเปลี่ยนไป ปวดท้อง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย/โลหิตจาง |
ในระยะแรกมัก ไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคดำเนินไป อาจพบอาการดังต่อไปนี้
ถ่ายมีเลือดปน หรือมีเลือดออกทางทวารหนัก
อุจจาระปนเลือดสด หรือเลือดสีคล้ำ
อุจจาระมีขนาดเล็กลงหรือแบนผิดปกติ
ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป
ปวดท้อง แน่นท้อง หรือจุกเสียด
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จากภาวะโลหิตจาง
คลำพบก้อนในช่องท้อง หรือปวดเบ่งเหมือนอยากถ่ายตลอดเวลา
หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว
การตรวจคัดกรองเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยวิธีที่ใช้ได้แก่
ช่วยคัดกรองเบื้องต้นในผู้ที่ยังไม่มีอาการ
เป็นวิธีมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจพบติ่งเนื้อและมะเร็งระยะเริ่มต้น พร้อมตัดติ่งเนื้อได้ในคราวเดียว
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถส่องกล้องได้ในบางกรณี
การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ตำแหน่งของมะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยอาจใช้วิธีร่วมกัน ได้แก่
เป็นการรักษาหลัก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น
การผ่าตัดผ่านกล้องแบบเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก (Sphincter Saving Surgery)
ช่วยให้ผู้ป่วย:
แผลผ่าตัดขนาดเล็ก
ฟื้นตัวได้เร็ว
ขับถ่ายได้ใกล้เคียงปกติ
ไม่ต้องใส่ถุงหน้าท้องถาวร
คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน
ใช้ในบางระยะหรือใช้ร่วมกับการผ่าตัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
การปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่าง ไหม้เกรียม และเนื้อแดง
รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ควบคุมน้ำหนัก
งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคที่ ตรวจพบเร็ว รักษาได้ และมีโอกาสหายขาดสูง หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการร่วมกับการรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและโอกาสการหายขาดให้กับผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colorectal Cancer) เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ที่น่ากังวลคือ โรคนี้ ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป
ในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 1–2% ต่อปี ปัจจุบัน ผู้ป่วย 1 ใน 5 ราย มีอายุต่ำกว่า 50 ปี และมักตรวจพบโรคในระยะที่ลุกลาม เนื่องจากยังไม่มีการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ
มะเร็งลำไส้ใหญ่มักเริ่มจาก ติ่งเนื้อเล็ก ๆ ในลำไส้ ซึ่งสามารถตรวจพบและรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก ก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง จุดสำคัญคือ ในระยะแรกมักไม่มีอาการ ทำให้หลายคนรู้ตัวเมื่อสายเกินไป
การตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการ คือกุญแจสำคัญในการป้องกัน ช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาด และลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้น
เพราะการป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา
Prevention is better than cure
โรคนี้ เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่หรือทวารหนัก โดยส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจาก ติ่งเนื้อ (Polyp) ซึ่งค่อย ๆ พัฒนาเป็นมะเร็งในระยะเวลาหลายปี หากไม่ได้รับการตรวจและรักษา จุดเด่นของโรคนี้คือ สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น แต่ในขณะเดียวกัน จุดอ่อนสำคัญคือ ในระยะแรกมักไม่แสดงอาการ
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้เพียงปัจจัยเดียว แต่เชื่อว่าเกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย ได้แก่
การกลายพันธุ์ของเซลล์เยื่อบุลำไส้
การสะสมของติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
พฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยทางพันธุกรรม
แหล่งที่มา
1.https://www.cancer.org/research/acs-research-news/colorectal-cancer-rates-rise-in-younger-adults.html
2. https://www.cancer.org/content/dam/cancer-org/research/cancer-facts-and-statistics/colorectal-cancer-facts-and-figures/colorectal-cancer-facts-and-figures-2023.pdf
3. https://nccrt.org/our-impact/data-and-progress/
กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ได้แก่
| อายุ 45 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีความเสี่ยงตามอายุ | |
| มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่/ไส้ตรง หรือมีติ่งเนื้อเสี่ยงสูง | |
| เคยพบ “ติ่งเนื้อ” ในลำไส้ใหญ่/ไส้ตรง หรือเคยเป็นมะเร็งลำไส้มาก่อน | |
| มีโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น Crohn’s disease หรือ Ulcerative colitis | |
| ถ่ายเป็นเลือด ขับถ่ายเปลี่ยนไป ปวดท้อง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย/โลหิตจาง |
ในระยะแรกมัก ไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคดำเนินไป อาจพบอาการดังต่อไปนี้
ถ่ายมีเลือดปน หรือมีเลือดออกทางทวารหนัก
อุจจาระปนเลือดสด หรือเลือดสีคล้ำ
อุจจาระมีขนาดเล็กลงหรือแบนผิดปกติ
ท้องผูกสลับท้องเสีย หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป
ปวดท้อง แน่นท้อง หรือจุกเสียด
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย จากภาวะโลหิตจาง
คลำพบก้อนในช่องท้อง หรือปวดเบ่งเหมือนอยากถ่ายตลอดเวลา
หากมีอาการเหล่านี้ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทางโดยเร็ว
การตรวจคัดกรองเป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยวิธีที่ใช้ได้แก่
ช่วยคัดกรองเบื้องต้นในผู้ที่ยังไม่มีอาการ
เป็นวิธีมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถตรวจพบติ่งเนื้อและมะเร็งระยะเริ่มต้น พร้อมตัดติ่งเนื้อได้ในคราวเดียว
เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถส่องกล้องได้ในบางกรณี
การรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค ตำแหน่งของมะเร็ง และสภาพร่างกายของผู้ป่วย โดยอาจใช้วิธีร่วมกัน ได้แก่
เป็นการรักษาหลัก โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น
การผ่าตัดผ่านกล้องแบบเก็บกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก (Sphincter Saving Surgery)
ช่วยให้ผู้ป่วย:
แผลผ่าตัดขนาดเล็ก
ฟื้นตัวได้เร็ว
ขับถ่ายได้ใกล้เคียงปกติ
ไม่ต้องใส่ถุงหน้าท้องถาวร
คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน
ใช้ในบางระยะหรือใช้ร่วมกับการผ่าตัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา
การปรับพฤติกรรมสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่
หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่าง ไหม้เกรียม และเนื้อแดง
รับประทานผักและผลไม้เป็นประจำ
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ควบคุมน้ำหนัก
งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นโรคที่ ตรวจพบเร็ว รักษาได้ และมีโอกาสหายขาดสูง หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจคัดกรองตั้งแต่ยังไม่มีอาการร่วมกับการรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและโอกาสการหายขาดให้กับผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง

เนื่องใน เดือนมีนาคม เดือนแห่งการรณรงค์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (National Colorectal Cancer Awareness Month) โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต โรงพยาบาลกรุงเทพสิริโรจน์ และโรงพยาบาลดีบุก ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรม Dress in Blue Day โดยการ ใส่ “สีฟ้า” ถ่ายภาพ และโพสต์/แชร์บนโซเชียลด้วยแฮชแท็ก #DressInBlueDay เนื่องจากสีฟ้า เป็นสีสัญลักษณ์ของการรณรงค์มะเร็งลำไส้ใหญ่ สื่อถึงความตระหนักรู้ ความหวัง และการป้องกัน เพราะมะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม 2569 (Friday, March 6, 2026)
สวมใส่ เสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกายสีฟ้า
ถ่ายภาพเพื่อร่วมแสดงพลังเชิงสัญลักษณ์
โพสต์หรือแชร์ภาพบนโซเชียลมีเดีย พร้อมแฮชแท็ก #DressInBlueDay
กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใส่ใจการตรวจคัดกรอง ลดความสูญเสียจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะยาว