โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    มะเร็งต่อมลูกหมาก

    4 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพระยอง
    อัปเดตเมื่อ: 21 พ.ย. 2568
    มะเร็งต่อมลูกหมาก
    โรงพยาบาลมะเร็งกรุงเทพระยอง
    อัปเดตเมื่อ: 21 พ.ย. 2568
    สารบัญ
    • ชนิดของมะเร็ง
    • สาเหตุ
    • อาการ
    • โรคมะเร็งมีกี่ระยะ
    • วิธีการคัดกรอง
    • วิธีการรักษา

    มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คือ มะเร็งอะไร

    มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคือ เนื้องอกของระบบน้ำเหลืองในร่างกาย ระบบน้ำเหลือง (Lymphoma System) จัดเป็นส่วนนึงของระบบภูมิคุ้มกันประกอบประด้วยอวัยวะน้ำเหลือง อันได้แก่ ม้าม,ไขกระดูก, ต่อมทอนซิล, ต่อมไทมัส, ภายในอวัยวะเหล่านี้จะเต็มไปด้วยน้ำเหลือง ซึ่งมีหน้าที่นำสารอาหาร และเซลล์เม็ดเลือดขาว (Lymphocyte) ไปทั่วร่างกาย

    สาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

    ปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่มีปัจจัยเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่งแล้วจะต้องเกิดโรคนั้นเสมอไป ในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถบอกสาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทุกรายได้อย่างชัดเจนแต่พบมีความสัมพันธ์กับหลายภาวะ ได้แก่

    • อายุ อุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นโดยอุบัติการณ์สูงสุดอยู่ที่ช่วงอายุ 60-70 ปี
    • เพศ เพศชายพบเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมากกว่าเพศหญิง
    • การติดเชื้อ พบความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดกับการติดเชื้อ
    • ภาวะพร่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ป่วย HIV พบอุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น
    • โรคภูมิแพ้ตนเอง (Autoimmune disease) ผู้ป่วย SLE พบอุบัติการณ์ของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเพิ่มขึ้น
    • การสัมผัสสารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

    อาการโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มีอะไรบ้าง

    • การพบก้อนที่บริเวณต่างๆของร่างกาย เช่น ที่คอ รักแร้ ขาหนีบ โดยก้อนที่เป็นมะเร็งต่อมนั้นมักไม่เจ็บ ซึ่งต่างจากการติดเชื้อ ที่มักมีอาการเจ็บที่ก้อน
    • ไข้ หนาวสั่น
    • มีเหงื่อออกมากตอนกลางคืน
    • เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
    • อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
    • ไอเรื้อรัง และหายใจไม่สะดวก
    • ต่อมทอนซิลโต
    • อาการไข้ทั่วร่างกาย
    • ปวดศีรษะ (พบในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระบบประสาท)

    โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีกี่ระยะ

    ระยะที่ 1: มีรอยโรคที่ต่อมน้ำเหลืองหรือนอกต่อมน้ำเหลืองเพียงบริเวณเดียว

    ระยะที่ 2: มีรอยโรคที่ต่อมน้ำเหลืองหรือนอกต่อมน้ำเหลืองตั้งแต่2 ตำแหน่งขึ้นไป โดยต้องอยู่ภายในด้านเดียวกันของกะบังลม

    ระยะที่ 3: มีรอยโรคที่ต่อมน้ำเหลืองหรือนอกต่อมน้ำเหลือที่อยู่คนละด้านของกะบังลม และ/หรือพบรอยโรคที่ม้ามร่วมด้วย

    ระยะที่ 4: มีรอยโรคกระจายออกไปเกินตำแหน่งเริ่มต้นที่พบ ตำแหน่งที่พบการกระจายได้บ่อย เช่น ตับ, ไขกระดูก, หรือปอด

    นอกเหนือจากการประเมินระยะของโรคแล้ว แพทย์ผู้รักษาจะอาศัยข้อมูลอื่นๆของผู้ป่วยเพื่อนำมาคำนวณหาดัชนีประเมินการพยากรณ์โรคเพิ่มเติมด้วย ซึ่งจะสามารถแบ่งกลุ่มผู้ป่วยออกเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงและกลุ่มเสี่ยงต่ำ

    วิธีการคัดกรองโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

    การวินิจฉัยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองจะเริ่มต้นจากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย จากนั้นจะพิจารณาสืบค้นเพิ่มเติมอีก ได้แก่

    1. การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy)

    2. การตรวจไขกระดูก ( Bone marrow biopsy)

    3. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ( PET scan หรือ CT scan)

    4. การเจาะเลือดเพื่อดูผลเลือดต่างๆ

    ซึ่งผลการตรวจทั้งหมดจะนำมาประเมินระยะของโรค เพื่อเป็นแนวทางในการพยากรณ์โรคและการรักษาโรคต่อไป

    วิธีการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

    การเฝ้าติดตามโรค (Watch&Wait) การเฝ้าติดตามโรคมักใช้ในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Indolent) หรือในรายที่ผู้ป่วยมีอาการจากตัวโรคไม่มาก ระหว่างการเฝ้าติดตามโรค จะมีการตรวจเลือด หรือตรวจทางรังสีเป็นระยะๆ

    • การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ยาเคมีบำบัดจะทำลายเซลล์มะเร็ง โดยไปรบกวนกรแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งการเลือกชนิดของยาเคมีบำบัดนั้นจะขึ้นอยู่

    กับชริดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยทั่วไปการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักจะได้ยาเคมีบำบัดหลายขนานรวมกัน หรืออาจให้ร่วมกับการรักาด้วยแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies)

    • การรักษาด้วยยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies)

    ยาโมโนโคลแอนติบอดี คือ สารสังเคราะห์ที่จะไปจับกับโปรตีนบนผิวของเซวล์มะเร็งหลังจากนั้นจะมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อมากำจัดเซลล์มะเร็งนั้น

    • การรักษาด้วยการฉายรังสี (Radiation Therapy) คือการรักษาด้วยการใช้รังสีปริมาณสูง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
    • การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Tranplantation)

    แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 5.1 การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยอาศัยเซลล์ของผู้บริจาค (Allogeneic transplantation) 5.2 การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยอาศัยเซลล์ของผู้ป่วยเอง (Autologous transplantation)

    1. การรับประทานอาหาร

    • ควรเลือกรับประทานอาหารที่สะอาด และทำสุกใหม่ๆ
    • ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บไว้นานโดยไม่ได้อุ่นให้เดือดใหม่หรืออาหารแห้ง ที่ไม่แน่ใจว่าทำเสร็จใหม่ เช่น ขนมตามร้านค้า
    • ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีเปลือกหนา เช่น ส้ม กล้วย โดยต้องล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้ง
    • ไม่ควรรับประทานผลไม้ที่มีเปลือกบาง เช่น ฝรั่ง องุ่น หรือผลไม้ที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้ เช่น สับปะรด
    • ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
    • ควรงดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

    2. การออกกำลังกาย

    • สามารถออกกำลังกายเท่าที่ทนได้ ไม่ควรหักโหม อาจทำไม่ได้เท่าเดิม แต่ภายหลังการรักษาร่างการจะฟื้นตัวขึ้นได้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่เคยออกกำลังกาย ไม่ควรอยู่แต่ภายในห้องนอนควรลุกเดินเล่นไปบ้าง เพื่อให้ปอดขยายตัวได้เต็มที่

    3. การทำความสะอาดร่างกาย

    • ควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
    • ใช้โลชั่นที่ไม่มีน้ำหอมทาผิวเพื่อป้องกันผิวแห้ง
    • แปรงฟันเบาๆ ด้วยแปรงที่มีขนแปลงอ่อนนุ่ม อย่างน้อย วันละ2 ครั้ง
    • ควรล้างทำความสะอาดบริเวณทวารหนักหลังถ่ายเสร็จทุกครั้งและใช้กระดาษชำระซับเบาๆให้แห้ง

    4. ทำจิตใจให้แจ่มใสอยู่เสมอ ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

    5. นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย

    มะเร็งชนิดต่าง ๆ

    ดูทั้งหมด

    มะเร็งชนิดต่าง ๆ

    โรคมะเร็งตับอ่อน Image
    โรคมะเร็งตับอ่อน
    มะเร็งเม็ดเลือดขาว Image
    มะเร็งเม็ดเลือดขาว
    มะเร็งกระเพาะอาหาร Image
    มะเร็งกระเพาะอาหาร
    ดูทั้งหมด