โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    PM2.5 ฝุ่นเล็ก…แต่ผลกระทบไม่เล็ก

    4 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา
    อัปเดตเมื่อ: 20 ม.ค. 2569
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    แพ็คเกจคลอดเหมาจ่าย 2025
    PM2.5 ฝุ่นเล็ก…แต่ผลกระทบไม่เล็ก
    โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา
    อัปเดตเมื่อ: 20 ม.ค. 2569

    PM2.5 ฝุ่นเล็ก…แต่ผลกระทบไม่เล็ก

    และ 10 อันดับเมืองมลพิษสูงสุดของไทย ปี 2568


    ในยุคปัจจุบัน “PM2.5” ไม่ใช่คำศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่มันคือ “มฤตยูเงียบ” ที่ลอยปะปนอยู่ในอากาศที่เราหายใจเข้าไปทุกวินาที ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับฝุ่นชนิดนี้คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสุขภาพของตนเองและคนที่คุณรัก

    บทความนี้จะพาไปทำความรู้จัก PM2.5 อย่างลึกซึ้ง และเปิดเผยข้อมูลสถิติคุณภาพอากาศของประเทศไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา ว่าเมืองใดบ้างที่เผชิญวิกฤตหนักที่สุด

    1. PM2.5 คืออะไร? ทำไมถึงน่ากลัวกว่าฝุ่นทั่วไป?
    นิยามที่ถูกต้อง: PM2.5 (Particulate Matter 2.5) คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน (เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 20-30 เท่า) ด้วยความที่มันเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันจึงไม่ใช่แค่ “ฝุ่นเข้าตา” หรือ “คัดจมูก”

    กลไกความอันตราย (The Mechanism of Harm): ความน่ากลัวที่สุดของ PM2.5 คือ “ขนาดที่เล็กจนสามารถทะลุทะลวงปราการป้องกันของร่างกายได้”

    ขนจมูกและระบบทางเดินหายใจส่วนต้น: ไม่สามารถกรองได้

    เข้าสู่ปอดลึก: มันเดินทางผ่านหลอดลมลงไปถึง “ถุงลมปอด” (Alveoli) ซึ่งเป็นจุดแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจน

    แทรกซึมเข้ากระแสเลือด: นี่คือจุดวิกฤตที่สุด PM2.5 สามารถซึมผ่านผนังถุงลมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต และกระจายตัวไปสร้างการอักเสบได้ทั่วร่างกาย ไม่ต่างจากสารพิษ

    2. ผลกระทบทางสุขภาพ: ไม่ใช่แค่เรื่องปอด
    การได้รับ PM2.5 สะสมเป็นเวลานาน ส่งผลกระทบรุนแรงและกว้างกว่าที่หลายคนคิด โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ PM2.5 อยู่ในกลุ่ม “สารก่อมะเร็งในมนุษย์” (Group 1 Carcinogen)

    ผลกระทบระยะสั้น (เมื่อเจอค่าฝุ่นสูงเฉียบพลัน):

    ระคายเคืองตา จมูก คอ

    ไอ จาม แน่นหน้าอก หายใจลำบาก

    ผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือโรคหัวใจ อาจมีอาการกำเริบเฉียบพลัน

    ผลกระทบระยะยาว (การสะสมเรื้อรัง):

    ระบบทางเดินหายใจ: โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD), ลดการทำงานของปอด, และเพิ่มความเสี่ยง มะเร็งปอด แม้ไม่ได้สูบบุหรี่

    ระบบหัวใจและหลอดเลือด (รุนแรงที่สุด): กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของหลอดเลือด ทำให้เลือดหนืดขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด นำไปสู่ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, หัวใจวายเฉียบพลัน และ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ จาก PM2.5

    ผลต่อกลุ่มเปราะบาง:

    เด็ก: กระทบต่อพัฒนาการทางสมองและปอดที่กำลังเจริญเติบโต

    หญิงตั้งครรภ์: เพิ่มความเสี่ยงคลอดก่อนกำหนด หรือทารกน้ำหนักตัวน้อย

    ผู้สูงอายุ: เร่งความเสื่อมของร่างกายและโรคประจำตัว

    3. แหล่งกำเนิด PM2.5 ในประเทศไทย
    ปัญหา PM2.5 ในไทยมีความซับซ้อนและมาจากหลายแหล่งผสมผสานกันตามฤดูกาลและพื้นที่:

    การเผาในที่โล่ง (แหล่งหลักในช่วงวิกฤตต้นปี): การเผาตอซังข้าว ข้าวโพด อ้อย ทั้งในประเทศและจากประเทศเพื่อนบ้าน (หมอกควันข้ามแดน) รวมถึงไฟป่า

    การจราจรและการขนส่ง: โดยเฉพาะไอเสียจากเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ (รถบรรทุก, รถกระบะเก่า, รถเมล์)

    ภาคอุตสาหกรรม: โรงงานที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล หรือมีกระบวนการผลิตที่ก่อมลพิษ

    อื่นๆ: ฝุ่นจากการก่อสร้าง, การเผาขยะ, กิจกรรมในครัวเรือน

    4. สรุปสถานการณ์และ 10 อันดับเมืองมลพิษสูงสุดของไทย ในปี 2568
    ในปี 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงเผชิญกับวิกฤตฝุ่น PM2.5 อย่างหนัก โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้ง (มกราคม – เมษายน) ซึ่งรูปแบบยังคงคล้ายเดิมคือ ภาคเหนือตอนบนประสบปัญหาหนักที่สุดจากการเผาและสภาพภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะ รองลงมาคือภาคกลางและกรุงเทพฯ จากการจราจรและสภาพอากาศปิด

    หมายเหตุสำคัญเกี่ยวกับข้อมูล: การจัดอันดับนี้อ้างอิงจาก “ค่าเฉลี่ยความเข้มข้นของ PM2.5 รายปี (Annual Average PM2.5 Concentration)” ซึ่งรวบรวมโดยแพลตฟอร์มติดตามคุณภาพอากาศระดับโลก (เช่น IQAir) ซึ่งประมวลผลข้อมูลจากสถานีตรวจวัดของภาครัฐ (กรมควบคุมมลพิษ) และสถานีที่ได้มาตรฐานอื่นๆ ทั่วประเทศ (ข้อมูลนี้เป็นการสรุปภาพรวมตลอดทั้งปี 2568 ไม่ใช่ค่าสูงสุดรายวัน)


    10 อันดับเมือง/จังหวัด ที่มีค่าเฉลี่ย PM2.5 รายปีสูงที่สุดในไทย ปี 2568:

    • เชียงใหม่ (ครองแชมป์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวิกฤตหมอกควันข้ามแดนและไฟป่า)
    • เชียงราย (ได้รับผลกระทบหนักในระดับใกล้เคียงกับเชียงใหม่ จากภูมิศาสตร์และการเผา)
    • ลำปาง (ลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ ทำให้ฝุ่นถูกกักเก็บได้นาน)
    • แม่ฮ่องสอน (ปัญหาหลักจากไฟป่าและการเผาเพื่อการเกษตรในพื้นที่ภูเขาสูง)
    • น่าน (พื้นที่การเกษตรบนภูเขาและการเผาข้ามแดนเป็นปัจจัยหลัก)
    • สระบุรี (ศูนย์กลางอุตสาหกรรม ปูนซีเมนต์ เหมืองหิน และการจราจรหนาแน่น)
    • สมุทรสาคร (เขตนิคมอุตสาหกรรมหนาแน่นรอบกรุงเทพฯ และการขนส่ง)
    • กรุงเทพมหานคร (แม้ค่าเฉลี่ยทั้งปีอาจดูน้อยกว่าภาคเหนือ แต่ความหนาแน่นของประชากรทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก สาเหตุหลักคือการจราจรและสภาพอากาศปิด)
    • ขอนแก่น (เมืองใหญ่ในภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบจากการเผาอ้อยและภาคการขนส่ง)
    • พิษณุโลก (ได้รับอิทธิพลจากทั้งการเกษตรในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางตอนบนและหมอกควันจากภาคเหนือ)
    • วิเคราะห์ข้อมูล: จะเห็นได้ว่า 5 อันดับแรกยังคงเป็นจังหวัดในภาคเหนือที่เผชิญปัญหา “หมอกควันตามฤดูกาล” อย่างรุนแรง ในขณะที่อันดับรองลงมาเป็นเมืองอุตสาหกรรมและมหานครที่มีการปล่อยมลพิษตลอดทั้งปี

    🌡️ บทสรุปและการปฏิบัติตัว
    PM2.5 คือภัยคุกคามทางสุขภาพที่ร้ายแรงและเรื้อรัง การรอแก้ไขที่ต้นเหตุจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันการณ์ สิ่งที่ประชาชนต้องทำคือการ “รู้จักป้องกันตัวเองอย่างถูกวิธี”:

    • ติดตามข้อมูล: เช็คค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันที่เชื่อถือได้ (เช่น Air4Thai ของกรมควบคุมมลพิษ หรือ IQAir) ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน
    • หน้ากากที่ถูกต้อง: หน้ากากอนามัยธรรมดา หรือหน้ากากผ้า กัน PM2.5 ไม่ได้ ต้องใช้หน้ากากมาตรฐาน N95, KN95 หรือ FFP2 ขึ้นไป และต้องสวมให้กระชับใบหน้า
    • พื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone): ในวันที่ค่าฝุ่นสูง (สีแดง/สีม่วง) ควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง ปิดประตูหน้าต่าง และควรมี เครื่องฟอกอากาศ ที่มีไส้กรอง HEPA ในห้องนอนหรือห้องที่ใช้งานประจำ

    ความตระหนักรู้ที่ถูกต้องและการป้องกันตนเองอย่างสม่ำเสมอ คือวัคซีนที่ดีที่สุดในการรับมือกับมลพิษทางอากาศในปัจจุบัน

     

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์ตรวจสุขภาพ

    ชั้น 4 อาคาร A โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา

    วันจันทร์–วันอาทิตย์ เวลา 07.00-17.00 น.

    044-015-999

    1719

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    แพ็คเกจคลอดเหมาจ่าย 2025แพ็คเกจคลอดเหมาจ่าย 2025
    แพ็คเกจคลอดเหมาจ่าย 2025

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    “ตื่นเช้ามาเจอเลือดในจมูก เสมหะเขียว แต่ไม่เจ็บคอ”  Image
    “ตื่นเช้ามาเจอเลือดในจมูก เสมหะเขียว แต่ไม่เจ็บคอ”
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ