โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    เอชไพโลไร (H. Pylori) เชื้อตัวร้ายของกระเพาะอาหาร ที่คุณไม่อยากเจอ

    4 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
    อัปเดตเมื่อ: 01 ต.ค. 2568
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่
    Package Image
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋า
    Package Image
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการ
    เอชไพโลไร (H. Pylori) เชื้อตัวร้ายของกระเพาะอาหาร ที่คุณไม่อยากเจอ
    โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
    อัปเดตเมื่อ: 01 ต.ค. 2568

     

    เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) หรือ เอชไพโลไร (H. Pylori) เป็นแบคทีเรียชนิดพิเศษที่สามารถเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดภายในกระเพาะอาหาร ความสามารถในการอยู่รอดและเจริญเติบโตทำให้มันสามารถอาศัยในกระเพาะอาหารได้เป็นระยะเวลานานหลายสิบปี การที่เชื้อชนิดนี้เข้าไปอยู่ในชั้นเมือกของกระเพาะอาหาร สามารถนำไปสู่ความผิดปกติของกระเพาะอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลในกระเพาะอาหารถึง 10 – 20% และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นได้ถึง 3%

    เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเข้าสู่กระเพาะอาหารของมนุษย์ได้อย่างไร ?

    แม้จะอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดของกระเพาะอาหาร เชื้อเอชไพโลไรสามารถที่จะปรับตัวและอยู่รอดได้ โดยผ่านกลไกดังนี้

    1. กลไกต้านทานกรด เชื้อเอชไพโลไรจะผลิตเอนไซม์ยูรีเอส (Urease) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เปลี่ยนยูเรียเป็นแอมโมเนียและคาร์บอนไดออกไซด์ โดยแอมโมเนียจะทำลายฤทธิ์ความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับแบคทีเรีย
    2. รูปร่างเกลียวและการเคลื่อนที่ การที่มีรูปร่างเป็นเกลียวและมีหางที่ช่วยให้สามารถแทรกผ่านชั้นเมือกของกระเพาะอาหารและเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุผิวได้
    3. การยึดเกาะและการตั้งถิ่นฐาน เชื้อเอชไพโลไรใช้โปรตีนแอดฮีซิน (Adhesin) ซึ่งเป็นโปรตีนพิเศษบนพื้นผิวของมัน เพื่อยึดติดแน่นกับเซลล์กระเพาะอาหาร ป้องกันไม่ให้ถูกชะล้างออกไปจากการย่อยอาหาร การปรับตัวเหล่านี้ทำให้เชื้อเอชไพโลไรสามารถอยู่ในกระเพาะอาหารได้นานหลายสิบปีหากไม่ได้รับการรักษา

    เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรแพร่กระจายอย่างไร ? อะไรคือปัจจัยเสี่ยง?

    1. วิธีการแพร่กระจาย เชื้อเอชไพโลไร แพร่กระจายหลัก ๆ ผ่านการสัมผัสโดยตรง เช่น ทางปากสู่ปาก หรือปนเปื้อนมากับอาหาร มักแพร่กระจายภายในครอบครัวของผู้ที่ติดเชื้อ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดี

    2. ปัจจัยเสี่ยง

    • การรับประทานอาหารดิบหรือปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาหารหมัก
    • การดื่มน้ำที่ปนเปื้อน
    • การใช้ภาชนะร่วมกันหรือรับประทานอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ
    • การอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อ

    ผลกระทบต่อสุขภาพจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร

    โดยส่วนใหญ่การติดเชื้อมักไม่แสดงอาการโดยเชื้อสามารถอยู่ในกระเพาะได้นานหลายปี ก่อนที่จะแสดงอาการ ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ดังนี้

    1. กระเพาะอาหารอักเสบ การอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุกระเพาะอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อทำให้เกิดอาการของโรคกระเพาะอาหาร
    2. แผลในกระเพาะอาหาร เชื้อเอชไพโลไรทำลายชั้นเมือก เพิ่มการสัมผัสกับกรด นำไปสู่แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โดยอาจมีอาการของโรคกระเพาะอาหาร มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารทะลุได้
    3. มะเร็งกระเพาะอาหาร การติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรเรื้อรังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง MALT (MALT lymphoma) โดยองค์การอนามัยโลกจัดให้เป็นสาเหตุการก่อมะเร็งที่สำคัญ
    4. อาการนอกกระเพาะอาหาร เอชไพโลไรอาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน (ITP; Immune thrombocytopenic purpura)

    เมื่อไรควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร

    ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเชื้อเอชไพโลไร หากคุณมีอาการเหล่านี้เรื้อรัง

    • ปวดท้องส่วนบน (แสบร้อนหรือปวดตื้อ)
    • อาหารไม่ย่อย
    • คลื่นไส้
    • เบื่ออาหาร
    • ท้องอืด
    • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

    โดยแพทย์อาจแนะนำให้ตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรเพิ่มเติมในกรณี

    • ประวัติเป็นแผลในกระเพาะอาหารโดยไม่เคยตรวจหาเชื้อเอชไพโลไร
    • มะเร็งกระเพาะอาหาร
    • การใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) หรือแอสไพรินเป็นระยะเวลายาว
    • ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กที่ไม่ทราบสาเหตุ
    • ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิคุ้มกัน
    • ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร

    เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรได้รับการวินิจฉัยอย่างไร ?

    การตรวจขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย และความสามารถในการตรวจหาเชื้อของแต่ละสถานพยาบาล

    1. การตรวจด้วยการส่องกล้อง (Endoscopy)

    • การตรวจยูรีเอสจากชิ้นเนื้อ (Rapid Urease Test) ทำระหว่างการส่องกล้องโดยการสะกิดเยื่อบุกระเพาะอาหารมาตรวจการติดเชื้อ เป็นวิธีวินิจฉัยที่รวดเร็วและและมีความแม่นยำสูง
    • การตรวจทางพยาธิวิทยา เป็นการตรวจมาตรฐานสูงสุดในการวินิจฉัยเชื้อเอชไพโลไร และประเมินความเสียหายของเนื้อเยื่อกระเพาะอาหาร

    2. การตรวจแบบไม่ใช้การส่องกล้อง

    • การตรวจลมหายใจ Urea Breath Test (UBT) เป็นวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำและไม่เจ็บ โดยผู้ป่วยจะดื่มสารละลายที่มียูเรียหลังจากนั้นวิเคราะห์ลมหายใจหาคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของยูรีเอสของเชื้อเอชไพโลไร การตรวจนี้มีความปลอดภัยทั้งสำหรับเด็กและสตรีมีครรภ์
    • การตรวจแอนติเจนในอุจจาระ (Stool Antigen Test) เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและมีความแม่นยำสูง โดยตรวจหาแอนติเจนของเอชไพโลไรในอุจจาระ โดยต้องเก็บตัวอย่างอุจจาระส่งตรวจภายใน 4 ชั่วโมง
    • การตรวจแอนติบอดี้ในเลือด ตรวจหาแอนติบอดีต่อเอชไพโลไรในเลือด แม้จะยืนยันการสัมผัสเชื้อได้ แต่ไม่สามารถแยกระหว่างการติดเชื้อที่ยังมีเชื้ออยู่หรือการติดเชื้อในอดีต การพบผลบวกจึงต้องยืนยันด้วยการตรวจอื่นเพื่อหาการติดเชื้อที่ยังคงอยู่

    เมื่อติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรรักษาอย่างไร ?

    1. ความจำเป็นของการรักษา การรักษาทันทีมีความสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น แผลในกระเพาะอาหารหรือมะเร็งกระเพาะอาหารได้ ร่วมถึงเป็นการรักษาอาการของโรคกระเพาะอาหาร

    2. การรักษาเชื้อเอชไพโลไร การรักษามักใช้ยายับยั้งการหลั่งกรด (Proton pump inhibitor; PPI) เพื่อลดการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ร่วมกับยาปฏิชีวนะตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปเพื่อกำจัดเชื้อเอชไพโลไรโดยตรง วิธีการรักษาแบบคู่ขนานนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดแบคทีเรียและบรรเทาอาการ การรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนมีความสำคัญมากเพื่อให้แน่ใจว่าการติดเชื้อถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์และป้องกันการดื้อยาปฏิชีวนะ สำหรับสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้ติดเชื้อบ่อย ๆ ควรพิจารณาตรวจคัดกรองและรับการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ

    3. การติดตามผลการรักษา หลังจากทำการรักษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ควรได้รับการตรวจเพื่อยืนยันว่าเชื้อถูกกำจัดอย่างสมบูรณ์ โดยอาจใช้วิธีการตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) ในการติดตามการรักษาได้

    การวินิจฉัยและรักษาการติดเชื้อเอชไพโลไรตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสุขภาพของกระเพาะอาหาร หากคุณมีอาการปวดท้องบ่อย

    อาหารไม่ย่อย ท้องอืดที่เป็นมานาน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับการประเมินและดูแลที่เหมาะสม

    เอกสารอ้างอิง

    • Crowe SE. Helicobacter pylori Infection. N Engl J Med. 2019 Mar 21
    • Malfertheiner P, Camargo MC, El-Omar E, Liou JM, Peek R, Schulz C, Smith SI, Suerbaum S. Helicobacter pylori infection. Nat Rev Dis Primers. 2023 Apr 20

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับ

    ชั้น 1

    เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 08.00 - 17.00 น.

    076 254 425 ต่อ 3772

    [email protected]

    @phukethospital

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่
    โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่

    10,500 - 10,560 บาท

    รายละเอียด
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋าโปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋า
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋า

    10,560 - 17,445 บาท

    รายละเอียด
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการโปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการ
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการ

    4,900 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    โรคอาหารเป็นพิษ Image
    โรคอาหารเป็นพิษ
    โรคท้องร่วง Image
    โรคท้องร่วง
    โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ Image
    โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ