มะเร็งเต้านมมีหลายชนิดย่อย และชนิดที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือ มะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟ (Triple – Negative Breast Cancer TNBC) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 10 – 15% ของมะเร็งเต้านมทั้งหมด มักพบในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปี และผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1
TNBC ขึ้นชื่อว่าเป็นชนิดที่ ก้าวร้าวและโตเร็วที่สุด แต่ข่าวดีคือ ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทั้งภูมิคุ้มกันบำบัด ยาพุ่งเป้ารุ่นใหม่ และยาแอนติบอดีติดยา (Antibody – Drug Conjugate) ได้เปลี่ยนภาพการรักษาไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมาก
มะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟ (TNBC) คืออะไร?
คำว่า “ทริปเปิลเนกาทีฟ” (Triple – Negative) หมายถึงเซลล์มะเร็งที่ตรวจไม่พบตัวรับสำคัญ 3 ชนิดที่ใช้กำหนดแนวทางการรักษามะเร็งเต้านม ได้แก่:
- ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen Receptor ER) เป็นลบ
- ตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone Receptor PR) เป็นลบ
- โปรตีน HER2 (Human Epidermal growth factor Receptor 2) เป็นลบ
เนื่องจากไม่มีตัวรับทั้งสามชนิดนี้ การรักษาด้วย ฮอร์โมนบำบัด (เช่น Tamoxifen) และ ยาพุ่งเป้า HER2 (เช่น Trastuzumab) จึงไม่ได้ผลกับ TNBC ทำให้แนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเต้านมชนิดอื่นอย่างชัดเจน
ทำไม TNBC จึงถูกเรียกว่า “ชนิดดุร้าย”?
งานวิจัยทางคลินิกพบลักษณะเฉพาะที่ทำให้ TNBC ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว:
- เติบโตและแบ่งตัวเร็ว ก้อนมักโตขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือน
- มีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงในช่วง 3 – 5 ปีแรก หลังการรักษา
- มีแนวโน้มแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นเร็วกว่า โดยเฉพาะปอด ตับ และสมอง
- มักตรวจพบในระยะที่ลุกลามมากกว่า เพราะอาจเกิดขึ้นระหว่างรอบการตรวจแมมโมแกรม
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ดุร้าย” ไม่ได้แปลว่า “รักษาไม่ได้” ผู้ป่วย TNBC ที่ตอบสนองดีต่อเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (Pathologic Complete Response pCR) มีพยากรณ์โรคที่ดีมาก และเทคโนโลยีการรักษาใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ใครคือกลุ่มเสี่ยงของ TNBC?
แม้ใครก็เป็น TNBC ได้ แต่งานวิจัยพบว่ามีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า:
- ผู้หญิงอายุน้อย โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 40 – 50 ปี
- ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 ผู้ป่วยที่มียีน BRCA1 กลายพันธุ์มากกว่า 70% เป็นชนิด TNBC
- มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่
- มีเชื้อสายแอฟริกัน ซึ่งมีรายงานอุบัติการณ์ TNBC สูงกว่าค่าเฉลี่ย
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น TNBC โดยเฉพาะอายุน้อย แพทย์มักแนะนำให้ ตรวจยีนทางพันธุกรรม (Genetic Testing) เพื่อวางแผนการรักษาและประเมินความเสี่ยงของสมาชิกในครอบครัว
อาการและสัญญาณเตือนของ TNBC
อาการของ TNBC โดยทั่วไปคล้ายกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น แต่มักดำเนินไปเร็วกว่า สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่:
- คลำพบก้อนในเต้านมหรือรักแร้ที่โตเร็วผิดปกติ และมักไม่เจ็บในระยะแรก
- รูปร่างหรือขนาดของเต้านมเปลี่ยนแปลงภายในเวลาอันสั้น
- ผิวหนังบริเวณเต้านมบุ๋ม ย่น หรือมีลักษณะคล้ายผิวส้ม
- หัวนมบุ๋มเข้าด้านใน หรือมีของเหลว เลือดผิดปกติไหลออกมา
- ผิวหนังเต้านมแดง ร้อน บวม (อาจคล้ายมะเร็งเต้านมอักเสบ)
เนื่องจาก TNBC โตเร็ว การ ตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน และไม่ละเลยความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย จึงเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
|
สำคัญ: เมื่อไรควรรีบพบแพทย์? หากคลำพบก้อนที่โตเร็ว หรือสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเต้านมใด ๆ ข้างต้น ไม่ควรรอดูอาการ เพราะ TNBC ดำเนินโรคเร็ว การวินิจฉัยที่รวดเร็วช่วยเพิ่มโอกาสรักษาหายได้อย่างมาก สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต พร้อมให้คำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. |
การตรวจวินิจฉัย TNBC
การยืนยันว่าเป็น TNBC ต้องอาศัยการ เจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy) ส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ร่วมกับการตรวจพิเศษเพื่อดูตัวรับฮอร์โมนและ HER2:
1. การตรวจอิมมูโนฮิสโตเคมี (Immunohistochemistry IHC)
ใช้ตรวจหาตัวรับ ER, PR และโปรตีน HER2 ในเซลล์มะเร็ง หากผลเป็นลบทั้งสามค่า จึงวินิจฉัยว่าเป็น TNBC
2. การตรวจ FISH (Fluorescence In Situ Hybridization)
ใช้ยืนยันสถานะ HER2 ในกรณีที่ผล IHC ก้ำกึ่ง เพื่อให้การจำแนกชนิดแม่นยำที่สุด
3. การตรวจภาพวินิจฉัย (Imaging)
แมมโมแกรม อัลตราซาวด์ และ MRI เต้านม ช่วยประเมินขนาดและการลุกลาม ส่วน CT, PET/CT หรือสแกนกระดูก ใช้ประเมินการแพร่กระจายในระยะลุกลาม
4. การตรวจยีนทางพันธุกรรม (Genetic Testing)
ตรวจหาการกลายพันธุ์ BRCA1/BRCA2 ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการเลือกใช้ยากลุ่ม PARP Inhibitor และการประเมินความเสี่ยงของครอบครัว
ระยะของโรคและการพยากรณ์โรค
TNBC ใช้ระบบการแบ่งระยะ TNM เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น โดยพิจารณาจากขนาดก้อน (T) การลุกลามต่อมน้ำเหลือง (N) และการแพร่กระจาย (M) อัตราการรอดชีวิตขึ้นอยู่กับระยะที่ตรวจพบเป็นสำคัญ ยิ่งพบเร็ว โอกาสรักษาหายยิ่งสูง
- ระยะเฉพาะที่ (Localized): ยังไม่ลุกลามออกนอกเต้านม อัตราการรอดชีวิต 5 ปี ประมาณ 91%
- ระยะลุกลามเฉพาะบริเวณ (Regional): ลุกลามต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง อัตราการรอดชีวิต 5 ปี ประมาณ 65%
- ระยะแพร่กระจาย (Distant): กระจายไปอวัยวะไกล อัตราการรอดชีวิต 5 ปี ต่ำกว่าชนิดอื่น แต่ยาใหม่ช่วยยืดชีวิตและคุณภาพชีวิตได้มากขึ้น
ปัจจัยพยากรณ์โรคที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือ การตอบสนองหมดจดทางพยาธิวิทยา (pCR) หลังได้รับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยที่เกิด pCR มีอัตราการรอดชีวิตระยะยาวใกล้เคียงกับมะเร็งเต้านมชนิดอื่น
แนวทางการรักษา TNBC ในปัจจุบัน
เนื่องจากฮอร์โมนบำบัดและยาพุ่งเป้า HER2 ไม่ได้ผล การรักษา TNBC จึงเน้น เคมีบำบัดเป็นหลัก ร่วมกับนวัตกรรมการรักษารุ่นใหม่ โดยสถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ตใช้แนวทางทีมสหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary Team) วางแผนเฉพาะบุคคล
เคมีบำบัด (Chemotherapy)
เป็นแกนหลักของการรักษา มักให้ก่อนผ่าตัด (Neoadjuvant) เพื่อลดขนาดก้อนและประเมินการตอบสนอง หรือให้หลังผ่าตัดเพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ
การผ่าตัด (Surgery)
ทั้งการผ่าตัดสงวนเต้านม (Lumpectomy) และการผ่าตัดเต้านมออกทั้งข้าง (Mastectomy) ขึ้นกับขนาดก้อนและการตอบสนองต่อเคมีบำบัด พร้อมทางเลือกการเสริมสร้างเต้านม
การฉายรังสี (Radiation Therapy)
ใช้ทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจหลงเหลือ โดยเฉพาะหลังการผ่าตัดสงวนเต้านม เทคโนโลยีปัจจุบันช่วยฉายได้แม่นยำและกระทบเนื้อเยื่อปกติน้อยลง
ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
เป็นความก้าวหน้าสำคัญสำหรับ TNBC ยากลุ่มยับยั้งจุดตรวจภูมิคุ้มกัน เช่น Pembrolizumab เมื่อใช้ร่วมกับเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด ช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองหมดจด (pCR) และการรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
ยาพุ่งเป้ากลุ่ม PARP Inhibitor
สำหรับผู้ป่วย TNBC ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน BRCA ยา Olaparib หรือ Talazoparib ให้ผลการรักษาที่ดีและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าเคมีบำบัดทั่วไป
ยาแอนติบอดีติดยา (Antibody – Drug Conjugate ADC)
ยา Sacituzumab Govitecan เป็นนวัตกรรมที่นำส่งยาเคมีบำบัดเข้าสู่เซลล์มะเร็งโดยตรง ช่วยยืดชีวิตผู้ป่วย TNBC ระยะแพร่กระจายที่เคยรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วได้อย่างชัดเจน
|
สรุปทางเลือกการรักษา TNBC ระยะแรก: เคมีบำบัดก่อนผ่าตัด (ภูมิคุ้มกันบำบัด) > ผ่าตัด > ฉายรังสี กรณีมี BRCA กลายพันธุ์: พิจารณายากลุ่ม PARP Inhibitor ในระยะแพร่กระจาย: เคมีบำบัด + ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือยาแอนติบอดีติดยา (ADC) |
การดูแลตัวเองและลดความเสี่ยง
แม้ TNBC ส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมที่ควบคุมไม่ได้ แต่พฤติกรรมสุขภาพที่ดีช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของมะเร็งเต้านมและส่งเสริมผลการรักษา:
- ตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน และตรวจคัดกรองตามคำแนะนำแพทย์
- รักษาน้ำหนักให้เหมาะสมและออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- จำกัดหรืองดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัวชัดเจน ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจยีนและการตรวจคัดกรองที่เข้มข้นขึ้น
- รับการดูแลด้านโภชนาการและสุขภาพจิตควบคู่ระหว่างการรักษา
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: TNBC รักษาหายได้ไหม?
A: ได้ โดยเฉพาะเมื่อตรวจพบในระยะแรกและตอบสนองดีต่อเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยจำนวนมากหายขาดได้ ส่วนระยะแพร่กระจายก็มียาใหม่ที่ช่วยยืดชีวิตและรักษาคุณภาพชีวิตได้ดีขึ้นมาก
Q: ทำไม TNBC ถึงรักษาด้วยฮอร์โมนไม่ได้?
A: เพราะเซลล์มะเร็งไม่มีตัวรับฮอร์โมน ER, PR และไม่มีโปรตีน HER2 ยาฮอร์โมนและยาพุ่งเป้า HER2 จึงไม่มีเป้าหมายให้ออกฤทธิ์ การรักษาจึงเน้นเคมีบำบัดและนวัตกรรมรุ่นใหม่แทน
Q: TNBC ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือไม่?
A: ส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจยีน
Q: ผู้ป่วย TNBC ควรตรวจยีน BRCA หรือไม่?
A: แนะนำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อายุน้อยหรือมีประวัติครอบครัว เพราะผลตรวจมีผลต่อการเลือกใช้ยากลุ่ม PARP Inhibitor และการดูแลญาติสายตรง
|
สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจาก 3 โรงพยาบาลชั้นนำในเครือ BDMS เทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษาระดับมาตรฐานสากล บริการทั้งผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยชาวต่างชาติ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. | ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต นัดหมายได้ที่ bangkokhospital.com หรือโทร 1719 |
เอกสารอ้างอิง (References)
- Bardia, A., Hurvitz, S. A., Tolaney, S. M., et al. (2021). Sacituzumab govitecan in metastatic triple – negative breast cancer. New England Journal of Medicine, 384(16), 1529 – 1541. https://doi.org/10.1056/NEJMoa2028485
- Bianchini, G., De Angelis, C., Licata, L., & Gianni, L. (2022). Treatment landscape of triple – negative breast cancer expanded options, evolving needs. Nature Reviews Clinical Oncology, 19(2), 91 – 113. https://doi.org/10.1038/s41571-021-00565-2
- Dent, R., Trudeau, M., Pritchard, K. I., et al. (2007). Triple – negative breast cancer: Clinical features and patterns of recurrence. Clinical Cancer Research, 13(15), 4429 – 4434. https://doi.org/10.1158/1078-0432.CCR-06-3045
- Garrido-Castro, A. C., Lin, N. U., & Polyak, K. (2019). Insights into molecular classifications of triple – negative breast cancer: Improving patient selection for treatment. Cancer Discovery, 9(2), 176 – 198. https://doi.org/10.1158/2159-8290.CD-18-1177
- Robson, M., Im, S. A., Senkus, E., et al. (2017). Olaparib for metastatic breast cancer in patients with a germline BRCA mutation. New England Journal of Medicine, 377(6), 523 – 533. https://doi.org/10.1056/NEJMoa1706450
- Schmid, P., Cortes, J., Pusztai, L., et al. (2020). Pembrolizumab for early triple – negative breast cancer. New England Journal of Medicine, 382(9), 810 – 821. https://doi.org/10.1056/NEJMoa1910549
- Schmid, P., Cortes, J., Dent, R., et al. (2022). Event – free survival with pembrolizumab in early triple – negative breast cancer. New England Journal of Medicine, 386(6), 556 – 567. https://doi.org/10.1056/NEJMoa2112651
- SEER Database. (2023). Cancer stat facts: Female breast cancer. National Cancer Institute. https://seer.cancer.gov/statfacts/html/breast.html
- Siegel, R. L., Miller, K. D., Wagle, N. S., & Jemal, A. (2024). Cancer statistics, 2024. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 74(1), 12 – 49. https://doi.org/10.3322/caac.21820









