การพบไฝเกิดใหม่ หรือสังเกตว่าไฝเดิมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง อาจทำให้หลายคนกังวล แม้ว่า ไฝส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง แต่การเปลี่ยนแปลงบางอย่างควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ผิวหนัง โดยเฉพาะไฝที่มีขนาด รูปร่าง หรือสีเปลี่ยนไป รวมถึงรอยโรคที่มีเลือดออกหรือเป็นสะเก็ดซ้ำ ๆ
การตรวจไฝไม่ได้เป็นเพียงการดูว่าไฝ “ปกติหรือไม่” เท่านั้น แพทย์จะพิจารณาลักษณะของรอยโรค ประวัติของผู้ป่วย ลักษณะของไฝเม็ดอื่น ๆ และอาจใช้ เครื่องขยายตรวจผิวหนัง เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม
สำหรับผู้ป่วยบางราย ระบบบันทึกภาพอย่าง FotoFinder สามารถช่วยเก็บภาพไฝและรอยโรคไว้เป็นข้อมูลตั้งต้น เพื่อเปรียบเทียบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่
อย่างไรก็ตาม FotoFinder ไม่สามารถทดแทนการตรวจโดยแพทย์ และไม่สามารถใช้ยืนยันมะเร็งผิวหนังได้ด้วยตัวเอง หากพบรอยโรคที่น่าสงสัย อาจจำเป็นต้อง ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ชัดเจน
การตรวจไฝคืออะไร?
การตรวจไฝคือการประเมินไฝหรือรอยโรคที่มีเม็ดสีบนผิวหนังโดยแพทย์
ผู้ป่วยบางคนมาพบแพทย์เพราะพบ ไฝเพียงเม็ดเดียวที่กำลังเปลี่ยนแปลง ขณะที่บางคนมีไฝจำนวนมากและต้องการตรวจผิวหนังในบริเวณต่าง ๆ
ระหว่างการตรวจ แพทย์อาจประเมินว่า
- ไฝเกิดขึ้นใหม่หรือไม่
- มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่
- รูปร่างและขอบของไฝเป็นอย่างไร
- สีภายในรอยโรคสม่ำเสมอหรือไม่
- ไฝเม็ดนั้นมีลักษณะแตกต่างจากไฝเม็ดอื่นหรือไม่
- มีเลือดออก เป็นสะเก็ด คัน หรือเจ็บหรือไม่
- เคยเป็นเมลาโนมาหรือมะเร็งผิวหนังมาก่อนหรือไม่
- มีประวัติครอบครัวเป็นเมลาโนมาหรือไม่
จุดประสงค์ของการตรวจ ไม่ใช่การตัดไฝทุกเม็ดออก
แต่เป็นการแยกว่ารอยโรคใดมีลักษณะไม่อันตราย รอยโรคใดควรติดตาม และรอยโรคใดควรตรวจเพิ่มเติม
ไฝแบบไหนที่ควรพบแพทย์?
ควรพบแพทย์หากสังเกตว่าไฝมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน หรือมีลักษณะแตกต่างจากไฝเม็ดอื่น
หลัก ABCDE สามารถใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้
A — รูปร่างไม่สมมาตร
เมื่อแบ่งไฝออกเป็นสองด้าน แต่ละด้านมีรูปร่างไม่เหมือนกัน
B — ขอบผิดปกติ
ขอบไม่เรียบ ขรุขระ เว้าแหว่ง หรือไม่ชัดเจน
C — สีผิดปกติ
มีหลายสีอยู่ภายในรอยโรคเดียวกัน หรือมีการกระจายของสีไม่สม่ำเสมอ
D — ขนาด
ไฝที่มีขนาดใหญ่ควรได้รับการประเมินร่วมกับลักษณะอื่น ๆ แต่ไม่ควรใช้ขนาดเพียงอย่างเดียวตัดสินว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
เมลาโนมาสามารถมีขนาดเล็กกว่า 6 มิลลิเมตรได้
E — มีการเปลี่ยนแปลง
ไฝมีขนาด รูปร่าง สี ความนูน หรือลักษณะอื่นเปลี่ยนไปจากเดิม
ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนแปลงของรอยโรคเมื่อเวลาผ่านไป เป็นข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งที่แพทย์ใช้ประกอบการประเมิน
สังเกตไฝที่แตกต่างจากเม็ดอื่น
ไม่ใช่เมลาโนมาทุกตำแหน่งจะมีลักษณะตรงตามหลัก ABCDE อย่างชัดเจน
อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยสังเกตความผิดปกติคือการมองหา ไฝที่มีลักษณะแตกต่างจากไฝเม็ดอื่นบนร่างกายอย่างเห็นได้ชัด
ตัวอย่างเช่น หากคนหนึ่งมีไฝสีน้ำตาลอ่อนขนาดเล็กหลายเม็ด แต่มีไฝหนึ่งเม็ดที่สีเข้ม รูปร่างไม่สม่ำเสมอ และดูแตกต่างจากไฝทั้งหมด ไฝดังกล่าวควรได้รับการตรวจ แม้ว่าจะมีขนาดไม่ใหญ่มากก็ตาม
ไม่ใช่มะเร็งผิวหนังทุกชนิดจะมีลักษณะเป็นไฝ
การตรวจมะเร็งผิวหนังไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะไฝหรือจุดดำ
ควรพบแพทย์หากพบ
- แผลที่ไม่หาย
- รอยโรคที่มีเลือดออกซ้ำ ๆ
- รอยโรคที่เป็นสะเก็ดเรื้อรัง
- ก้อนที่เกิดขึ้นใหม่และโตขึ้น
- รอยผิวหนังหยาบหรือลอกเรื้อรัง
- รอยแดงหรือรอยสีชมพูที่เปลี่ยนแปลง
- จุดสีผิดปกติบริเวณฝ่ามือหรือฝ่าเท้า
- รอยสีใต้เล็บที่เกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลง
เนื่องจาก มะเร็งผิวหนังชนิดเบซัลเซลล์ และ มะเร็งผิวหนังชนิดสความัสเซลล์ อาจมีลักษณะแตกต่างจากเมลาโนมาอย่างมาก
แพทย์ตรวจไฝอย่างไร?
ขั้นตอนแรกคือการตรวจรอยโรคด้วยตาและการซักประวัติ
แพทย์จะพิจารณาลักษณะของรอยโรคร่วมกับอายุ ประวัติของผู้ป่วย ตำแหน่งที่เกิด และลักษณะของไฝเม็ดอื่น ๆ
หากจำเป็น อาจตรวจเพิ่มเติมด้วย เครื่องขยายตรวจผิวหนัง
เครื่องขยายตรวจผิวหนังช่วยอะไร?
เครื่องมือนี้ช่วยให้แพทย์มองเห็นรายละเอียด โครงสร้าง และรูปแบบของเม็ดสีภายในรอยโรคได้ชัดเจนกว่าการมองด้วยตาเปล่า
การตรวจไม่ต้องตัดผิวหนังและโดยทั่วไปไม่ทำให้เจ็บ
หลังตรวจ รอยโรคบางชนิดอาจมีลักษณะที่ไม่น่ากังวล บางรอยโรคอาจเหมาะกับการบันทึกภาพเพื่อติดตาม และบางรอยโรคอาจมีลักษณะที่ควรตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ
FotoFinder มีบทบาทอย่างไรในการตรวจไฝ?
FotoFinder เป็นระบบบันทึกภาพที่สามารถใช้เก็บข้อมูลของไฝและรอยโรคผิวหนัง เพื่อช่วยในการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป
การตรวจไฝมีคำถามสำคัญอยู่สองข้อ คือ
“วันนี้ไฝมีลักษณะอย่างไร?”
และ
“ไฝเปลี่ยนแปลงไปจากครั้งก่อนหรือไม่?”
การตรวจโดยแพทย์และเครื่องขยายตรวจผิวหนังช่วยประเมินลักษณะของไฝในวันที่มาตรวจ
ส่วนการบันทึกภาพอย่างเป็นระบบช่วยให้สามารถนำ ภาพปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับภาพเดิม ในอนาคตได้
FotoFinder ช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงของไฝได้อย่างไร?
ลองนึกถึงผู้ป่วยที่มีไฝหลายสิบหรือหลายร้อยเม็ด
แพทย์สามารถตรวจไฝที่น่าสงสัยในวันที่มาตรวจได้ แต่การจดจำขนาด รูปร่าง และสีของไฝทุกเม็ดหลังผ่านไปหลายเดือนหรือหลายปีเป็นเรื่องยาก
การบันทึกภาพจึงช่วยสร้าง ข้อมูลตั้งต้นสำหรับการเปรียบเทียบในอนาคต
เมื่อผู้ป่วยกลับมาตรวจครั้งต่อไป แพทย์สามารถเปรียบเทียบภาพเพื่อดูว่า
มีไฝเกิดใหม่หรือไม่
อาจพบรอยโรคที่ไม่ปรากฏอยู่ในภาพครั้งก่อน
ไฝเดิมมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ไฝที่เคยบันทึกไว้อาจมีขนาด รูปร่าง หรือสีเปลี่ยนไป
ไฝยังมีลักษณะใกล้เคียงเดิมหรือไม่
บางรอยโรคอาจไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดจากภาพเปรียบเทียบ
ข้อมูลเหล่านี้ต้องนำมาพิจารณาร่วมกับการตรวจของแพทย์ ไม่ควรใช้ภาพเพียงอย่างเดียวในการวินิจฉัย
ใครบ้างที่อาจเหมาะกับการติดตามไฝด้วย FotoFinder?
ไม่ใช่ทุกคนที่มาตรวจไฝจำเป็นต้องบันทึกภาพทั้งตัว
แพทย์อาจพิจารณาวิธีนี้ในผู้ที่มี
- ไฝจำนวนมาก
- ไฝผิดปกติหลายตำแหน่ง
- ไฝจำนวนมากจนติดตามด้วยตนเองได้ยาก
- ประวัติเคยเป็นเมลาโนมา
- ประวัติครอบครัวเป็นเมลาโนมา
- รอยโรคที่แพทย์เห็นว่าสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้
- ปัจจัยอื่นที่ทำให้การมีภาพเปรียบเทียบในระยะยาวเป็นประโยชน์
ในทางกลับกัน หากผู้ป่วยมี รอยโรคหนึ่งตำแหน่งที่มีลักษณะน่าสงสัยมาก การถ่ายภาพแล้วรอดูอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม
แพทย์ต้องประเมินก่อนว่ารอยโรคนั้นปลอดภัยเพียงพอที่จะติดตามหรือควรตัดชิ้นเนื้อ
การบันทึกภาพไฝต่างจากการตรวจด้วยเครื่องขยายอย่างไร?
ทั้งสองวิธีมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันและสามารถใช้ร่วมกันได้
เครื่องขยายตรวจผิวหนัง ช่วยให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดและรูปแบบภายในรอยโรคที่มองด้วยตาเปล่าได้ยาก
ส่วน การบันทึกภาพไฝ ช่วยเก็บข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบว่าไฝมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไปหรือไม่
ในผู้ป่วยบางราย แนวทางจึงอาจเป็น
ตรวจโดยแพทย์ → ตรวจด้วยเครื่องขยาย → บันทึกภาพ → เปรียบเทียบในการตรวจครั้งต่อไป
แต่หากพบรอยโรคที่น่าสงสัย แนวทางอาจเปลี่ยนเป็น
ตรวจโดยแพทย์ → ตรวจด้วยเครื่องขยาย → ตัดชิ้นเนื้อเมื่อมีข้อบ่งชี้ → ตรวจทางพยาธิวิทยา
FotoFinder บอกได้หรือไม่ว่าไฝเป็นมะเร็ง?
ไม่สามารถใช้ยืนยันได้ด้วยตัวเอง
ระบบบันทึกภาพช่วยให้แพทย์เก็บข้อมูลและติดตามการเปลี่ยนแปลงของรอยโรค แต่การวินิจฉัยเมลาโนมาต้องอาศัยการประเมินทางการแพทย์ และหากรอยโรคมีลักษณะน่าสงสัย อาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา
หลักสำคัญคือ
ระบบบันทึกภาพช่วยติดตาม → แพทย์เป็นผู้ประเมิน → การตรวจทางพยาธิวิทยาช่วยยืนยันการวินิจฉัยเมื่อจำเป็น
ไฝที่เปลี่ยนแปลงหมายความว่าเป็นเมลาโนมาหรือไม่?
ไม่จำเป็น
ไฝและรอยโรคผิวหนังที่ไม่ใช่มะเร็งสามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน การพบความแตกต่างระหว่างภาพสองช่วงเวลาจึงไม่ได้หมายความว่ารอยโรคนั้นเป็นมะเร็งทันที
แพทย์ต้องพิจารณาข้อมูลหลายอย่างร่วมกัน เช่น
- ลักษณะของรอยโรค
- ลักษณะที่เห็นจากเครื่องขยายตรวจผิวหนัง
- รูปแบบและความเร็วของการเปลี่ยนแปลง
- อายุของผู้ป่วย
- ตำแหน่งที่เกิด
- ลักษณะของไฝเม็ดอื่น
- ประวัติมะเร็งผิวหนัง
- ประวัติครอบครัว
ดังนั้นการบันทึกภาพเป็น ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับประกอบการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ทดแทนการตรวจ
เมื่อไรจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อ?
แพทย์อาจแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อเมื่อไม่สามารถวินิจฉัยรอยโรคได้อย่างมั่นใจจากการตรวจ หรือพบลักษณะที่ทำให้สงสัยมะเร็งผิวหนัง
ชิ้นเนื้อที่ได้จะถูกส่งไปตรวจทางพยาธิวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อช่วยระบุว่ารอยโรคนั้นเป็นไฝธรรมดา เมลาโนมา มะเร็งผิวหนังชนิดอื่น หรือโรคผิวหนังชนิดอื่น
สิ่งสำคัญคือ การที่แพทย์แนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งแน่นอน
แต่หมายความว่าจำเป็นต้องตรวจเนื้อเยื่อเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ชัดเจน
ควรติดตามหรือตัดชิ้นเนื้อ แพทย์พิจารณาอย่างไร?
หลังตรวจ รอยโรคอาจแบ่งแนวทางได้เป็น
มีลักษณะไม่อันตราย
→ อาจไม่จำเป็นต้องรักษา
เหมาะกับการติดตาม
→ อาจนัดตรวจซ้ำหรือบันทึกภาพไว้เปรียบเทียบ
มีลักษณะไม่แน่ชัดหรือน่าสงสัย
→ อาจแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ
ตรวจพบมะเร็งผิวหนัง
→ วางแผนการรักษาตามชนิด ตำแหน่ง ขนาด และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง
สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่ทุกไฝต้องตัด และไม่ใช่ทุกไฝที่น่าสงสัยควรถูกติดตามด้วยภาพเพียงอย่างเดียว
ทำไมไม่ควรใช้เลเซอร์กำจัดไฝที่ยังวินิจฉัยไม่ชัดเจน?
หากไฝหรือจุดสีมีลักษณะผิดปกติ ควรได้รับการวินิจฉัยก่อนเลือกวิธีรักษา
การใช้เลเซอร์หรือวิธีทำลายรอยโรคอาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลาย จนไม่เหลือชิ้นเนื้อที่เหมาะสมสำหรับส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
ดังนั้นสำหรับรอยโรคที่น่าสงสัย หลักสำคัญคือ
วินิจฉัยก่อน แล้วจึงเลือกวิธีรักษา
จำเป็นต้องตรวจไฝทั่วร่างกายหรือไม่?
ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องตรวจทั่วร่างกาย
หากมีไฝเกิดใหม่เพียงตำแหน่งเดียว แพทย์อาจเริ่มจากการตรวจรอยโรคที่ผู้ป่วยกังวลก่อน
อย่างไรก็ตาม ในผู้ที่มีไฝจำนวนมาก มีประวัติมะเร็งผิวหนัง หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น แพทย์อาจพิจารณาตรวจผิวหนังบริเวณอื่นเพิ่มเติม
บริเวณที่ตรวจด้วยตัวเองได้ยาก ได้แก่ หนังศีรษะ ใบหู หลัง ด้านหลังขา ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า และเล็บ
เมลาโนมาสามารถเกิดในบริเวณที่ไม่ได้สัมผัสแสงแดดมากได้เช่นกัน
ควรตรวจติดตามไฝบ่อยแค่ไหน?
ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่เหมาะสมกับทุกคน
แพทย์จะพิจารณาจากจำนวนและลักษณะของไฝ ประวัติเมลาโนมา ประวัติมะเร็งผิวหนัง ประวัติครอบครัว และสิ่งที่พบจากการตรวจครั้งปัจจุบัน
บางคนอาจเพียงสังเกตผิวหนังด้วยตนเองและกลับมาตรวจเมื่อพบความเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีรอยโรคที่ต้องติดตาม อาจได้รับการนัดตรวจและเปรียบเทียบภาพเป็นระยะตามความเหมาะสม
ระหว่างการนัดตรวจควรสังเกตอะไร?
ควรทำความคุ้นเคยกับลักษณะปกติของผิวหนังและไฝของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องพยายามวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง
ให้สังเกต
- ไฝที่เกิดขึ้นใหม่
- ไฝที่กำลังเปลี่ยนแปลง
- ไฝที่ดูแตกต่างจากเม็ดอื่น
- แผลที่ไม่หาย
- รอยโรคที่มีเลือดออกหรือเป็นสะเก็ดซ้ำ
- ก้อนหรือรอยโรคที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากพบการเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล ไม่ควรรอจนถึงวันนัดบันทึกภาพครั้งถัดไป
ควรพบแพทย์เพื่อประเมินก่อน
การตรวจไฝสำหรับชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวในภูเก็ต
ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่หลายประเทศอาจเคยได้รับการตรวจไฝจากแพทย์หลายแห่ง
หากมีข้อมูลเดิม ควรนำมาด้วย เช่น
- ภาพถ่ายไฝครั้งก่อน
- ภาพบันทึกผิวหนังเดิม
- ผลตรวจทางพยาธิวิทยา
- ผลการตัดชิ้นเนื้อ
- ประวัติการรักษาเมลาโนมาหรือมะเร็งผิวหนัง
- ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติครอบครัว
สำหรับนักท่องเที่ยว ควรแจ้งแพทย์ถึง วันที่จะเดินทางออกจากประเทศไทย
หากจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อ อาจต้องวางแผนเรื่องการดูแลแผล การทราบผลตรวจ การตัดไหม และการรักษาต่อเนื่อง
เมื่อไรควรพบแพทย์โดยไม่ควรรอ?
ควรเข้ารับการตรวจหากพบ
- ไฝเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- สีหรือรูปร่างเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- จุดสีเกิดใหม่ที่มีรูปร่างผิดปกติ
- รอยโรคที่มีเลือดออกเองซ้ำ ๆ
- แผลเรื้อรังหรือแผลที่ไม่หาย
- ไฝที่แตกต่างจากไฝเม็ดอื่นอย่างชัดเจน
- รอยโรคผิดปกติบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือใต้เล็บ
ภาพถ่ายสามารถช่วยบันทึกการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ รอยโรคที่น่าสงสัยควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ ไม่ควรถ่ายภาพแล้วรอดูด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อย
FotoFinder ดีกว่าการตรวจไฝโดยแพทย์หรือไม่?
ไม่ใช่วิธีที่ใช้ทดแทนกัน การตรวจโดยแพทย์ใช้ประเมินรอยโรคในปัจจุบัน ส่วนการบันทึกภาพช่วยเก็บข้อมูลสำหรับเปรียบเทียบในอนาคต ผู้ป่วยบางรายอาจได้ประโยชน์จากการใช้ทั้งสองอย่างร่วมกัน
FotoFinder สามารถวินิจฉัยเมลาโนมาได้หรือไม่?
ไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วยตัวเอง หากสงสัยเมลาโนมาอาจจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อและตรวจทางพยาธิวิทยา
ถ้ามีไฝเพียงเม็ดเดียวจำเป็นต้องใช้ FotoFinder หรือไม่?
ไม่จำเป็นเสมอไป แพทย์อาจตรวจรอยโรคและใช้เครื่องขยายตรวจผิวหนังก็เพียงพอ การบันทึกภาพเหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น
หากมีไฝจำนวนมาก การบันทึกภาพมีประโยชน์หรือไม่?
อาจมีประโยชน์ เพราะช่วยสร้างข้อมูลตั้งต้นสำหรับเปรียบเทียบว่าในอนาคตมีไฝเกิดใหม่หรือไฝเดิมเปลี่ยนแปลงหรือไม่
หากพบว่าไฝเปลี่ยนไปต้องตัดออกทุกครั้งหรือไม่?
ไม่จำเป็น การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งเสมอไป แพทย์จะพิจารณาลักษณะของการเปลี่ยนแปลงร่วมกับผลการตรวจอื่น
ไฝขนาดเล็กเป็นเมลาโนมาได้หรือไม่?
ได้ เมลาโนมาสามารถมีขนาดเล็กกว่า 6 มิลลิเมตรได้ จึงไม่ควรใช้ขนาดเพียงอย่างเดียวในการตัดสิน
นักท่องเที่ยวสามารถตรวจไฝระหว่างอยู่ภูเก็ตได้หรือไม่?
ได้ หากพบรอยโรคใหม่หรือรอยโรคที่น่าสงสัยสามารถเข้ารับการประเมินได้ หากจำเป็นต้องตรวจหรือรักษาต่อ ควรแจ้งกำหนดการเดินทางแก่แพทย์เพื่อวางแผนการติดตาม
หากไฝเปลี่ยนแปลง ควรรอถึงวันนัดติดตามครั้งต่อไปหรือไม่?
ไม่ควร หากพบการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนหรือมีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจโดยแพทย์ก่อนวันนัดเดิม









