โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    ผู้หญิงวัยทอง หรือ วัยหมดประจำเดือน (Menopause)

    4 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
    อัปเดตเมื่อ: 03 ธ.ค. 2568
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่
    Package Image
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋า
    Package Image
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการ
    ผู้หญิงวัยทอง หรือ วัยหมดประจำเดือน (Menopause)
    โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
    อัปเดตเมื่อ: 03 ธ.ค. 2568

    “วัยทอง” หมายถึง วัยของผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุในช่วง 40-59 ปี ซึ่งอยู่ระหว่างวัยเจริญพันธุ์และวัยผู้สูงอายุ เป็นวัยที่ความสามารถในการผลิตฮอร์โมนเพศลดน้อยลงจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และมีโอกาสเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้ง่าย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคกระดูกพรุน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

    “สตรีวัยทอง” หรือสตรีวัยหมดประจำเดือน หรือวัยหมดระดู หมายถึง สตรีในวัย 40 – 59 ปี ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงเนื่องจากรังไข่หยุดทำงาน ซึ่งทำให้สิ้นสุดการมีประจำเดือนอย่างถาวรร่วมด้วยกับการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามมา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ

    1. ระยะก่อนหมดประจำเดือน (perimenopause)
      เป็นระยะเริ่มของการหมดประจำเดือนทำให้สตรีมีประจำเดือนมาผิดปกติ ร่วมกับมีอาการทางร่างกาย เช่น ร้อนวูบวาบ มึนศีรษะ อ่อนเพลีย อารมณ์จะแปรปรวน ซึ่งระยะนี้จะเกิดประมาณ 2-3 ปี
    2. ระยะหมดประจำเดือน (menopause)
      เป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่การหมดประจำเดือนมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี
    3. ระยะหลังหมดประจำเดือน (postmenopause)
      เป็นระยะที่เริ่มตั้งแต่หลังหมดประจำเดือนมาแล้ว 1 ปี ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ ช่องคลอดตีบแคบ กระดูกพรุน และเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคต่างๆได้ง่าย

    อาการผู้หญิงวัยทอง

    อาการระยะสั้น

    • ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาติดกันหรือห่างจากกันมาก บางรายอาจมีเลือดออกผิดปกติ
    • อาการร้อนวูบวาบ จากการแปรปรวนของระดับฮอร์โมนทำให้ร่างกายควบคุมอุณหภูมิผิดปกติ โดยจะมีอาการมากในช่วง 2-3 ปี แรก หลังหมดประจำเดือน และจะค่อยๆ ลดลงใน 1-2 ปี
    • นอนไม่หลับ อันเป็นผลของอาการร้อนวูบวาบ
    • ด้านจิตใจ มักพบเกิดอาการซึมเศร้า อารมณ์หงุดหงิด มีความวิตกกังวลง่าย
    • ช่องคลอดแห้ง จากระดับเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้มีความไม่สบายขณะมีเพศสัมพันธ์ มีอาการคัน อาการการอักเสบของช่องคลอด มดลูก และช่องคลอดหย่อน ความต้องการทางเพศลดลง
    • โอกาสมีลูกน้อยลง จากการตกไข่ที่ไม่แน่นอน และไม่สามารถมีลูกได้อย่างถาวร หลังประจำเดือนไม่มาเต็ม 1 ปี
    • ผิวหนังเหี่ยวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น เป็นแผล และกระได้ง่าย
    • เต้านมเล็กลง หย่อน ไม่เต่งตึง

    อาการระยะยาว

    • ระบบหัวใจและหลอดเลือด
      หลังหมดประจำเดือน ร่างกายจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันมากขึ้น เนื่องจากจากการขาดเอสโตรเจน เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนทำหน้าที่สำคัญในการลดไขมันไม่ดี LDL
    • กระดูกพรุน
      การขาดเอสโตรเจนของวัยหมดประจำเดือนจะทำให้มีการทำลายเนื้อกระดูกมากขึ้นถึงร้อยละ 5 ต่อปี จนเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนตามมา โดยเฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ และกระดูกสะโพก เป็นต้น
    • ปัญหาของทางเดินปัสสาวะ
      ผลจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง ทำให้เยื่อบุผนังท่อปัสสาวะบางลง และกระเพาะปัสสาวะหย่อนยาน ทำให้มีอาการแสบร้อนขณะปัสสาวะ และมีอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
    • น้ำหนักขึ้นและเริ่มอ้วน
      ผลของการลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนทำให้มีผลต่อระบบการเผาผลาญอาหาร ทำให้มีการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องมากขึ้น

    การรักษา

    1. อาการร้อนวูบวาบ

    • สังเกตและจดจำสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบและหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น
    • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่หรือการสัมผัสกับอากาศที่ร้อนมาก
    • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารร้อน เครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้นให้เส้นเลือดขยายตัว เช่น คาเฟอีน และแอลกอฮอล์
    • รับประทานอาหารที่มีวิตามินอี และบี คอมเพล็กซ์ รวมถึงอาหารเสริมของสารเหล่านี้
    • งดสูบบุหรี่
    • ผ่อนคลายจิตใจ และหลีกเลี่ยงความเครียด เพราะความเครียดมีผลทำให้อุณหภูมิของร่างกายเพิ่มขึ้น

    2. ช่องคลอดแห้งและปัสสาวะบ่อย

    • ใช้สารหล่อลื่น เช่น K-Y Jelly เป็นต้น
    • ใช้ครีมเอสโตรเจนทาเพื่อกระตุ้นให้เลือดมาหล่อเลี้ยงช่องคลอดมากขึ้น
    • ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยกระตุ้นสภาวะการไหลเวียนเลือดที่ดีในช่องคลอด และทำให้ช่องคลอดยืดหยุ่นมากขึ้น

    3. อาการนอนไม่หลับ และอารมณ์แปรปรวน

    • ใช้ยาลดอาการซึมเศร้า เช่น ยาในกลุ่ม SSRI รวมถึงทำกิจกรรมนันทนาการเพื่อผ่อนคลายความเครียด และทำให้จิตใจแจ่มใส

    4. กระดูกพรุน

    • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือการทำงานหนัก
    • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม และวิตามินดีสูง
    • การใช้ฮอร์โมนเสริม แต่อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งมากขึ้น

    5. ผมร่วง

    • รับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน เพื่อยับยั้งการสร้างไดไฮโดรเทสโทสเตอโรนที่เป็นสาเหตุทำให้รากผมอ่อนแอ
    • สระผมอย่างสม่ำเสมอเพื่อกำจัด และป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุการทำลายรากผม และหนังศีรษะ รวมถึงใช้ยาสระผมที่มีสารกระตุ้นการงอกใหม่หรือสารที่ช่วยบำรุงเส้นผม

    ฮอร์โมนทดแทนในวัยทอง

    ผู้หญิงในช่วงวัยทองจะมีการลดลงของระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนมาก ทำให้เกิดอาการต่างๆตามมา ปัจจุบันผู้หญิงบางกลุ่มจึงหันมาใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อลดปัญหาจาการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และทางด้านอารมณ์ดังกล่าว รวมถึงช่วยป้องกันโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อาทิ โรคหัวใจ โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง เป็นต้น

    ฮอร์โมนทดแทนที่มีการใช้ในวัยทอง คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่ร่างกายขาดไปนั่นเอง นอกจากนั้น ยังใช้สารอื่นที่ออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือ โปรเจสเตอโรน

    รูปแบบการใช้ฮอร์โมน

    • โดยการกินยา ทำให้ระดับไขมันที่ดีสูงขึ้น แต่จะทำให้ฮอร์โมนในเลือดไม่คงที่จากตับถูกทำลาย
    • โดยการฉีด ยาจะไม่ผ่านตับ และระดับไขมันที่ดีจะไม่เพิ่มเหมือนชนิดกิน
    • การใช้แผ่นปิด (estrogen-filled patch)โดยใช้ปิดที่แขนหรือก้น สามารถใช้ได้หลายวัน
    • การฝังฮอร์โมน วิธีนี้จะทำให้ฮอร์โมนในเลือดสูงเกินมากกว่าปกติ 2-3 เท่า
    • ครีมฮอร์โมนทาที่ผิวหนัง
    • ครีมฮอร์โมนทาที่ช่องคลอด ซึ่งจะเหมาะกับผู้ที่มีอาการช่องคลอดแห้ง

    ประโยชน์ฮอร์โมนทดแทน

    • ป้องกันโรคกระดูกพรุน
    • ป้องกันโรคหัวใจ
    • ลดอาการวัยทอง
    • ลดอาการร้อนวูบวาบ
    • ลดอาการช่องคลอดแห้ง และคัน ทำให้ช่องคลอดเต่งตึง ไม่แห้ง
    • ลดอาการปัสสาวะเล็ด
    • ใช้รักษาอาการร้อนวูบวาบ
    • ใช้ลดอารมณ์แปรปรวน และนอนไม่หลับ
    • ใช้ป้องกันโรคหัวใจ โรคสมองเสื่อม มะเร็งลำไส้ และลดโรคแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน

    ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยง

    • ผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูก
    • ผู้ที่เป็นโรคตับ
    • ผู้ที่เกิดลิ่มเลือดที่เท้า
    • ผู้ที่มีประจำเดือนผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

    อาการข้างเคียง

    • คัดเต้านม
    • ท้องอืด ท้องบวมจากภาวะตับถูกทำลาย
    • มีประจำเดือน

    ผลเสียการใช้ฮอร์โมน

    • เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ในปริมาณที่สูง และใช้ติดต่อกันนาน 10-15 ปี ซึ่งการใช้ฮอร์โมนทดแทนไม่ควรใช้ติดต่อนานเกิน 5 ปี
    • มีโอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โดยเฉพาะการใช้แบบรับประทาน หากต้องการป้องกันโรคดังกล่าวควรใช้แบบชนิดปิดหรือชนิดทา

    ข้อแนะนำการใช้

    • สำหรับฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดทา ให้ทาวันละ 1 กรัม/ครั้ง
    • ใช้ทาบริเวณหน้าขา หรือแขน และสามารถทาโลชั่นอื่นได้ตามปกติ
    • หลีกเลี่ยงการทาบริเวณหน้าอก หน้าท้อง และอวัยวะเพศ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวใกล้อวัยวะภายใน ตัวยาอาจซึมเข้าสู่อวัยวะภายในผ่านต่อมน้ำนมได้

     

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่
    โปรแกรมตรวจ MRI เข่า และ ไหล่

    10,500 - 10,560 บาท

    รายละเอียด
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋าโปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋า
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง ราคาสบายกระเป๋า

    10,560 - 17,445 บาท

    รายละเอียด
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการโปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการ
    โปรแกรมตรวจ MRI กระดูกสันหลัง นอกเวลาทำการ

    4,900 บาท

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    การรักษานิ่วในไตและในท่อไต Image
    การรักษานิ่วในไตและในท่อไต
    Proton Pump Inhibitors (PPIs) Image
    Proton Pump Inhibitors (PPIs)
    Statin Myopathy Risk Panel Image
    Statin Myopathy Risk Panel
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ