โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป จากข้อมูลสถิติล่าสุด (GLOBOCAN 2024) พบว่า มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Colorectal Cancer – CRC) เป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลจากทะเบียนมะเร็งระดับชาติชี้ให้เห็นว่า มะเร็งชนิดนี้ครองอันดับหนึ่งของมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร โดยมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบตะวันตก การรับประทานอาหาร และภาวะน้ำหนักเกินในปัจจุบัน
ทำไมเราถึงเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่? (Pathogenesis and Etiology)
โดยส่วนใหญ่ มะเร็งลำไส้ใหญ่มีจุดเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุผิวจนกลายเป็น “ติ่งเนื้อ” (Adenomatous Polyp) กระบวนการนี้กินเวลานานหลายปี ผ่านการกลายพันธุ์ของยีนสำคัญ เช่น APC, KRAS และ TP53
ปัจจัยเสี่ยงที่คุณควรระวัง:
- อายุ: ตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป (ปัจจุบันพบในกลุ่มคนอายุน้อยมากขึ้น)
- พันธุกรรม: มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง หรือกลุ่มอาการลินช์ (Lynch syndrome)
- พฤติกรรมการกิน: บริโภคเนื้อแดงและเนื้อแปรรูปในปริมาณมาก
- ไลฟ์สไตล์: ขาดการออกกำลังกาย มีภาวะอ้วน สูบบุหรี่ หรือดื่มแอลกอฮอล์
- สุขภาพลำไส้: มีภาวะลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)
สัญญาณเตือน… เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์?
ในระยะแรกเริ่ม มะเร็งลำไส้ใหญ่มัก “ไม่แสดงอาการ” แต่หากเริ่มมีอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ:
- พฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป เช่น ท้องผูกสลับท้องเสียเรื้อรัง
- ถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระมีสีคล้ำผิดปกติ
- ปวดท้อง ท้องอืด หรือแน่นท้องบ่อยครั้ง
- รู้สึกถ่ายไม่สุด (Tenesmus)
- อ่อนเพลียจากการขาดธาตุเหล็ก หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
การตรวจคัดกรอง: กุญแจสำคัญของการป้องกัน (Screening Guidelines)
การตรวจพบตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็ง (Pre-cancerous) สามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ตามแนวทางสากล (USPSTF / NCCN 2024–2025) แนะนำดังนี้:
- การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT): ควรทำเป็นประจำทุกปี
- การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy): ทุกๆ 10 ปี
- การตรวจ DNA จากอุจจาระ (Stool DNA testing): ทุกๆ 3 ปี







