เมื่อได้ยินคำว่า “มะเร็งเม็ดเลือดขาว” หลายคนมักรู้สึกกังวลทันที แต่สำหรับ CLL (Chronic Lymphocytic Leukemia) ซึ่งเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังชนิดหนึ่ง มีลักษณะแตกต่างจากชนิดเฉียบพลัน เพราะโรคมักดำเนินไปอย่างช้า ๆ และผู้ป่วยจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นเวลานาน
CLL คืออะไร?
CLL (Chronic Lymphocytic Leukemia) เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) เจริญเติบโตผิดปกติและสะสมในเลือด ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง โดยโรคนี้มักดำเนินไปอย่างช้า ๆ และเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่พบได้บ่อยในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
| ทำไม CLL มักพบในผู้สูงอายุ? CLL มักพบในผู้สูงอายุ และหลายรายตรวจพบโรคโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปี เนื่องจากในระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถอยู่ร่วมกับโรคได้นานหลายปีโดยยังไม่จำเป็นต้องเริ่มการรักษา และยังคงใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เพียงเข้ารับการตรวจติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ |
อาการที่อาจพบได้ใน CLL
ผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการในช่วงแรก แต่เมื่อโรคเริ่มส่งผลต่อร่างกาย อาจพบอาการดังต่อไปนี้
- ต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ โดยมักไม่เจ็บ
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือมีภาวะซีด
- ติดเชื้อบ่อย หรือหายช้ากว่าปกติ
- แน่นท้องหรืออิ่มเร็วจากม้ามโต
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เหงื่อออกมากในเวลากลางคืน
- มีไข้เรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน
| ข้อควรรู้ อาการหรือความผิดปกติที่กล่าวถึงในบทความนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวเสมอไป การวินิจฉัยโรคจำเป็นต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย |
ผู้ป่วย CLL ทุกคนต้องรักษาทันทีหรือไม่?
คำตอบคือไม่จำเป็นเสมอไป
ผู้ป่วย CLL จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีอาการหรือโรคยังไม่ส่งผลต่อสุขภาพ แพทย์อาจเลือกแนวทางที่เรียกว่า “Watch and Wait” หรือการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด โดยยังไม่เริ่มรักษาทันที แต่จะนัดตรวจเลือดและติดตามอาการเป็นระยะ เนื่องจากการรักษาเร็วเกินไปในบางกรณีอาจไม่ได้เพิ่มประโยชน์ต่อผู้ป่วย และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่จำเป็น
การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัย CLL มักเริ่มจาก
- ตรวจเลือด พบจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์สูงผิดปกติ
- ตรวจทางพันธุกรรมและชีวโมเลกุล เพื่อช่วยยืนยันชนิดของโรคและประเมินความเสี่ยง
- การตรวจเพิ่มเติมในบางราย เช่น การเจาะตรวจไขกระดูก เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อช่วยวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
แนวทางการดูแลระยะยาว
1. ติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
ผู้ป่วยที่ยังไม่มีข้อบ่งชี้ในการรักษา ควรเข้าพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของโรค
2. เริ่มรักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้
หากโรคเริ่มดำเนินมากขึ้นหรือมีอาการ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาโดยเลือกตามชนิดโรค ความเสี่ยง และสภาพร่างกายของผู้ป่วยแต่ละราย เช่น
- ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
- ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy)
- เคมีบำบัดในบางกรณี
3. ดูแลภูมิคุ้มกันและป้องกันการติดเชื้อ
เนื่องจาก CLL ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยจึงมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป สิ่งที่ควรทำ ได้แก่
- รักษาสุขอนามัย
- ฉีดวัคซีนตามคำแนะนำแพทย์
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มีโรคติดเชื้อ
- รีบพบแพทย์เมื่อมีไข้หรืออาการผิดปกติ
4. ดูแลสุขภาพกายและใจ
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- ออกกำลังกายตามความเหมาะสม
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดูแลสุขภาพจิตและลดความเครียด
อยู่กับ CLL อย่างเข้าใจ
การได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น CLL ไม่ได้หมายความว่าต้องเริ่มรักษาทันที หรือหมดหวังในการใช้ชีวิตตามปกติ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเป็นเวลาหลายปีภายใต้การดูแลของแพทย์ และเมื่อถึงเวลาที่ต้องรักษา ปัจจุบันก็มีแนวทางการรักษาที่ก้าวหน้ากว่าเดิมมาก
ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ตามนัด ดูแลร่างกายโดยการทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกาย ป้องกันและระวังการติดเชื้อ และพูดคุยสื่อสารกับทีมแพทย์เพื่อเข้าใจแผนการรักษาที่เหมาะกับตนเอง
| สรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับ CLL • เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ • โรคมักดำเนินช้า และหลายรายไม่มีอาการในระยะแรก • ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเฝ้าติดตามอาการได้โดยยังไม่ต้องรักษาทันที • การติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ • ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าสมัยก่อน |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: CLL คืออะไร?
A: CLL เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังที่เกิดจากเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ผิดปกติสะสมในเลือด ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง โดยมักดำเนินโรคอย่างช้า ๆ
Q: เป็น CLL ต้องรักษาทันทีหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป ผู้ป่วยจำนวนมากในระยะแรกสามารถเฝ้าติดตามอาการได้โดยยังไม่ต้องรักษา และเริ่มรักษาเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม
Q: CLL อันตรายมากไหม?
A: ความรุนแรงของโรคแตกต่างกันในแต่ละคน หลายรายสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเป็นเวลานานภายใต้การติดตามของแพทย์ ขณะที่บางรายอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม
Q: ทำไมผู้ป่วย CLL จึงติดเชื้อได้ง่าย?
A: เพราะโรคส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ลดลง จึงควรดูแลสุขภาพและป้องกันการติดเชื้ออย่างเหมาะสม
Q: ผู้ป่วย CLL สามารถใช้ชีวิตปกติได้หรือไม่?
A: ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถทำงาน ใช้ชีวิต และทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ โดยเฉพาะในระยะที่โรคยังไม่ส่งผลต่อสุขภาพมากนัก และมีการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอกับแพทย์
| สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจาก 3 โรงพยาบาลชั้นนำในเครือ BDMS เทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษาระดับมาตรฐานสากล บริการทั้งผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยชาวต่างชาติ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. │ ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต นัดหมายได้ที่ [email protected] หรือโทร 1719 |
เอกสารอ้างอิง (References)
- Hallek, M., Cheson, B. D., Catovsky, D., et al. (2018). iwCLL guidelines for diagnosis, indications for treatment, response assessment, and supportive management of CLL. Blood, 131(25), 2745–2760. https://doi.org/10.1182/blood-2017-09-806398
- Alaggio, R., Amador, C., Anagnostopoulos, I., et al. (2022). The 5th edition of the World Health Organization Classification of Haematolymphoid Tumours: Lymphoid neoplasms. Leukemia, 36(7), 1720–1748. https://doi.org/10.1038/s41375-022-01620-2
- Siegel, R. L., Giaquinto, A. N., & Jemal, A. (2024). Cancer statistics, 2024. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 74(1), 12–49. https://doi.org/10.3322/caac.21820
- National Cancer Institute. (2024). Chronic lymphocytic leukemia treatment (PDQ) — Patient version. https://www.cancer.gov/types/leukemia
บทความนี้จัดทำโดย สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต | โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต | BDMS | bangkokhospital.com/phuket
ข้อมูลในบทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อการให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถทดแทนคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้









