ตับแข็งเป็นภาวะที่เนื้อตับถูกแทนที่ด้วยพังผืดจนการทำงานลดลง และที่สำคัญคือ ตับแข็งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมะเร็งตับ ผู้ป่วยมะเร็งเซลล์ตับส่วนใหญ่มีภาวะตับแข็งอยู่เดิม แต่ความเสี่ยงนี้ลดได้ด้วยการดูแลและคัดกรองที่เหมาะสม
ตับแข็งคืออะไร?
ตับแข็ง (Cirrhosis) คือภาวะที่ตับเกิดการอักเสบและถูกทำลายเรื้อรังเป็นเวลานาน จนเนื้อตับปกติถูกแทนที่ด้วยพังผืดและก้อนเนื้อผิดปกติ ทำให้โครงสร้างและการทำงานของตับเสียไป ตับแข็งระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อรุนแรงขึ้นอาจมีตัวเหลือง ท้องมาน หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
ตับแข็งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับมากแค่ไหน?
ตับแข็งถือเป็น ภาวะเสี่ยงสูง (High-risk) ต่อการเกิดมะเร็งเซลล์ตับ เพราะการอักเสบและการซ่อมแซมเนื้อตับซ้ำ ๆ เป็นเวลานานทำให้เซลล์ตับเกิดการกลายพันธุ์สะสม จนบางเซลล์กลายเป็นมะเร็งได้ ผู้ป่วยมะเร็งเซลล์ตับส่วนใหญ่จึงมีภาวะตับแข็งอยู่เดิม ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เป็นตับแข็งจึงจัดอยู่ในกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับเป็นประจำ
สาเหตุของตับแข็งที่พบบ่อย
- ไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง สาเหตุสำคัญของตับแข็งและมะเร็งตับ
- การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากเป็นเวลานาน
- โรคไขมันพอกตับ โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วน เบาหวาน และเมตาบอลิก
- โรคตับจากภูมิคุ้มกันและทางพันธุกรรมบางชนิด รวมถึงการอุดตันของท่อน้ำดีเรื้อรัง
ผู้ป่วยตับแข็งควรคัดกรองมะเร็งตับสม่ำเสมอ
เนื่องจากตับแข็งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับอย่างมีนัยสำคัญ และมะเร็งระยะแรกมักไม่มีอาการ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นตับแข็งจึงควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยอัลตราซาวด์ตับเป็นระยะตามคำแนะนำแพทย์ แม้รู้สึกสบายดี
การคัดกรองมะเร็งตับในผู้ป่วยตับแข็ง
เนื่องจากผู้ป่วยตับแข็งมีความเสี่ยงสูง แนวทางทั่วไปแนะนำให้เข้ารับการตรวจ อัลตราซาวด์ตับ (มักร่วมกับค่า AFP) เป็นระยะ เพื่อตรวจหามะเร็งตั้งแต่ระยะที่ยังรักษาหายได้ การคัดกรองสม่ำเสมอช่วยให้พบมะเร็งในระยะแรกซึ่งเปลี่ยนพยากรณ์โรคได้มาก
ป้องกันตับแข็งและลดความเสี่ยงมะเร็งตับอย่างไร?
1. ป้องกันและรักษาไวรัสตับอักเสบ
ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี/ซี และหากติดเชื้อเรื้อรัง ควรพบแพทย์เพื่อรักษาและติดตามต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดการดำเนินไปสู่ตับแข็งและมะเร็ง
2. งดหรือจำกัดแอลกอฮอล์
การลดหรืองดแอลกอฮอล์เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันตับแข็งจากแอลกอฮอล์
3. ควบคุมน้ำหนัก เบาหวาน และไขมันพอกตับ
ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และดูแลเบาหวาน/ไขมันในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงโรคไขมันพอกตับที่อาจนำไปสู่ตับแข็ง
4. หลีกเลี่ยงสารพิษต่อตับ
หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อราอะฟลาทอกซิน และไม่ใช้ยาหรือสมุนไพรที่อาจเป็นพิษต่อตับโดยไม่ปรึกษาแพทย์
5. พบแพทย์เพื่อติดตามต่อเนื่อง
ผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรังหรือตับแข็งควรพบแพทย์ตามนัด เพื่อประเมินการทำงานของตับ ภาวะแทรกซ้อน และเข้ารับการคัดกรองมะเร็งตามแผน
ถ้าเป็นตับแข็งแล้ว ยังป้องกันมะเร็งได้ไหม?
ได้ในระดับหนึ่ง แม้ตับแข็งที่เกิดแล้วมักไม่สามารถทำให้กลับเป็นปกติทั้งหมด แต่การ รักษาสาเหตุและควบคุมการดำเนินโรค เช่น การรักษาไวรัสตับอักเสบ การงดแอลกอฮอล์ และการดูแลต่อเนื่อง ช่วยชะลอความเสียหายและลดความเสี่ยงมะเร็งได้ ร่วมกับการคัดกรองสม่ำเสมอที่ช่วยให้ตรวจพบเร็วหากเกิดมะเร็งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: เป็นตับแข็งแล้วจะเป็นมะเร็งตับแน่ไหม?
A: ไม่แน่นอน แต่ความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก ตับแข็งเป็นภาวะเสี่ยงสูงต่อมะเร็งเซลล์ตับ การดูแลรักษาสาเหตุและคัดกรองสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงและตรวจพบได้เร็วหากเกิดขึ้น
Q: ตับแข็งรักษาให้หายขาดได้ไหม?
A: ตับแข็งที่เกิดแล้วมักไม่กลับเป็นปกติทั้งหมด แต่การรักษาสาเหตุ เช่น ไวรัสตับอักเสบ และการงดแอลกอฮอล์ ช่วยชะลอการดำเนินโรค ลดภาวะแทรกซ้อน และลดความเสี่ยงมะเร็งได้
Q: ผู้ป่วยตับแข็งควรตรวจมะเร็งตับบ่อยแค่ไหน?
A: โดยทั่วไปแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์ตับ (มักร่วมกับค่า AFP) เป็นระยะตามคำแนะนำแพทย์ เพื่อให้ตรวจพบมะเร็งในระยะที่ยังรักษาหายได้ ความถี่ขึ้นกับการประเมินเป็นรายบุคคล
Q: ไม่ดื่มเหล้าทำไมเป็นตับแข็งได้?
A: ตับแข็งมีหลายสาเหตุนอกจากแอลกอฮอล์ เช่น ไวรัสตับอักเสบบี/ซีเรื้อรัง โรคไขมันพอกตับ และโรคตับจากภูมิคุ้มกัน จึงควรตรวจหาสาเหตุและดูแลตามคำแนะนำแพทย์
สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน
ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจาก 3 โรงพยาบาลชั้นนำในเครือ BDMS
เทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษาระดับมาตรฐานสากล
บริการทั้งผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยชาวต่างชาติ
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. | ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
นัดหมายได้ที่ [email protected] หรือโทร 1719
เอกสารอ้างอิง (References)
- Akinyemiju, T., Abera, S., Ahmed, M., et al. (2017). The burden of primary liver cancer and underlying etiologies from 1990 to 2015 at the global, regional, and national level. JAMA Oncology, 3(12), 1683–1691. https://doi.org/10.1001/jamaoncol.2017.3055
- Llovet, J. M., Kelley, R. K., Villanueva, A., et al. (2021). Hepatocellular carcinoma. Nature Reviews Disease Primers, 7, 6. https://doi.org/10.1038/s41572-020-00240-3
- Marrero, J. A., Kulik, L. M., Sirlin, C. B., et al. (2018). Diagnosis, staging, and management of hepatocellular carcinoma: 2018 practice guidance by the AASLD. Hepatology, 68(2), 723–750. https://doi.org/10.1002/hep.29913
- Reig, M., Forner, A., Rimola, J., et al. (2022). BCLC strategy for prognosis prediction and treatment recommendation: The 2022 update. Journal of Hepatology, 76(3), 681–693. https://doi.org/10.1016/j.jhep.2021.11.018
- Singal, A. G., Lampertico, P., & Nahon, P. (2020). Epidemiology and surveillance for hepatocellular carcinoma: New trends. Journal of Hepatology, 72(2), 250–261. https://doi.org/10.1016/j.jhep.2019.08.025
- World Health Organization. (2023). Liver cancer fact sheet. WHO / IARC. https://www.who.int/news-room/fact-sheets









