มะเร็งเต้านมที่ตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม (ระยะ 0 – 1) มีอัตราการรอดชีวิต 5 ปีสูงกว่า 99% นี่คือเหตุผลที่ “การตรวจคัดกรอง” (Breast Cancer Screening) สำคัญที่สุด เพราะช่วยตรวจพบความผิดปกติก่อนที่จะคลำเจอก้อนหรือมีอาการ
ทำไมการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจึงสำคัญ?
มะเร็งเต้านมระยะแรกมักไม่มีอาการและไม่เจ็บ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากกว่าจะรู้ตัวก็เมื่อก้อนโตหรือลุกลามแล้ว การตรวจคัดกรองช่วยให้:
- ตรวจพบเร็วขึ้น พบก้อนขนาดเล็กที่ยังคลำไม่ได้ ทำให้รักษาง่ายและหายขาดสูง
- เพิ่มทางเลือกการรักษา ระยะแรกมักผ่าตัดสงวนเต้านมได้ ไม่ต้องตัดทั้งเต้า
- ลดอัตราการเสียชีวิต การคัดกรองด้วยแมมโมแกรมสม่ำเสมอช่วยลดการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญ
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมมีกี่วิธี?
การตรวจคัดกรองมีหลายระดับ ตั้งแต่ทำเองที่บ้านไปจนถึงเทคโนโลยีภาพวินิจฉัยขั้นสูง แต่ละวิธีมีบทบาทต่างกัน:
1. การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง (Breast Self-Examination BSE)
ควรทำทุกเดือน หลังหมดประจำเดือน 7 – 10 วัน (ผู้ที่หมดประจำเดือนแล้วให้กำหนดวันที่จำง่าย) จุดประสงค์คือให้คุ้นเคยกับเต้านมตัวเอง เพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว แม้ BSE เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะแทนแมมโมแกรม แต่ช่วยให้พบความผิดปกติระหว่างรอบการตรวจได้
2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ (Clinical Breast Examination CBE)
แพทย์หรือบุคลากรที่ได้รับการฝึกจะคลำตรวจเต้านมและต่อมน้ำเหลืองอย่างเป็นระบบ มักทำร่วมกับการตรวจสุขภาพประจำปี
3. แมมโมแกรม (Mammogram)
เป็น มาตรฐานหลัก (Gold Standard) ของการคัดกรองมะเร็งเต้านม คือการเอกซเรย์เต้านมที่สามารถตรวจพบก้อนหรือหินปูนผิดปกติได้ก่อนคลำเจอ เทคโนโลยีปัจจุบันคือ แมมโมแกรมระบบดิจิทัล 3 มิติ (3D Mammogram / Tomosynthesis) ซึ่งเพิ่มความแม่นยำและลดการเรียกตรวจซ้ำ โดยเฉพาะในผู้ที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น
4. อัลตราซาวด์เต้านม (Breast Ultrasound)
ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง มักใช้ร่วมกับแมมโมแกรม โดยเฉพาะในผู้หญิงที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น ช่วยแยกแยะระหว่างถุงน้ำ (Cyst) กับก้อนเนื้อตัน และตรวจเพิ่มในรอยโรคที่แมมโมแกรมเห็นไม่ชัด
5. MRI เต้านม (Breast MRI)
ให้ภาพละเอียดและไวที่สุด แนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มียีน BRCA หรือมีประวัติครอบครัวชัดเจน โดยใช้ร่วมกับแมมโมแกรม ไม่ใช้แทนกัน
อย่ารอให้มีอาการ
มะเร็งเต้านมระยะแรกมักไม่มีก้อนให้คลำและไม่เจ็บ การรอจนมีอาการอาจทำให้พบโรคในระยะที่ลุกลามแล้ว การตรวจคัดกรองตามกำหนดจึงสำคัญแม้ยังไม่มีอาการใด ๆ หากคลำพบก้อน เต้านมผิดรูป ผิวบุ๋ม หรือมีของเหลวผิดปกติจากหัวนม ควรพบแพทย์ทันที สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต ให้คำปรึกษาและตรวจวินิจฉัยทุกวัน 09.00 – 17.00 น.
ควรเริ่มตรวจคัดกรองเมื่ออายุเท่าไหร่?
คำแนะนำอาจต่างกันเล็กน้อยตามแต่ละองค์กร แต่แนวทางที่ยอมรับกันโดยทั่วไปอ้างอิงจาก American Cancer Society และ U.S. Preventive Services Task Force มีดังนี้
- อายุ 20 – 39 ปี: ตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน + ตรวจโดยแพทย์ทุก 1 – 3 ปี
- อายุ 40 – 44 ปี: พิจารณาเริ่มแมมโมแกรมทุกปี (หารือกับแพทย์ตามความเสี่ยงส่วนบุคคล)
- อายุ 45 – 54 ปี: แมมโมแกรมทุกปี
- อายุ 55 ปีขึ้นไป: แมมโมแกรมทุกปี หรือทุก 2 ปี ตามคำแนะนำแพทย์ ตราบที่สุขภาพแข็งแรงและคาดว่ามีอายุขัยอีกอย่างน้อย 10 ปี
- กลุ่มเสี่ยงสูง: เริ่มตรวจเร็วกว่าปกติ และเพิ่ม MRI ร่วมกับแมมโมแกรม
สรุปแนวทางการตรวจคัดกรองตามช่วงอายุ
อายุ 20 – 39 ปี: ตรวจด้วยตัวเองทุกเดือน + แพทย์ตรวจทุก 1 – 3 ปี
อายุ 40 ปีขึ้นไป: แมมโมแกรมทุกปี (กลุ่มทั่วไป)
กลุ่มเสี่ยงสูง (BRCA / ประวัติครอบครัว): ควรตรวจ MRI ทุกปี
ใครคือกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องตรวจเข้มข้นกว่าปกติ?
ผู้ที่มีปัจจัยต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการตรวจที่เริ่มเร็วขึ้นและถี่ขึ้น:
- มีการกลายพันธุ์ยีน BRCA1/BRCA2 หรือกลุ่มอาการทางพันธุกรรมอื่น เช่น Li – Fraumeni, Cowden
- มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านมหรือรังไข่ โดยเฉพาะวินิจฉัยตั้งแต่อายุน้อย
- เคยฉายรังสีบริเวณทรวงอก ในช่วงอายุ 10 – 30 ปี (เช่น รักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง)
- เนื้อเต้านมหนาแน่นมาก ซึ่งทำให้แมมโมแกรมอ่านผลยากขึ้น
- เคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือเคยตรวจพบรอยโรคเสี่ยงสูงบางชนิด
กลุ่มนี้แพทย์มักแนะนำให้ เพิ่ม MRI เต้านมทุกปีควบคู่กับแมมโมแกรม และอาจเริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 25 – 30 ปี ขึ้นกับความเสี่ยงเฉพาะบุคคล
เตรียมตัวก่อนตรวจแมมโมแกรมอย่างไร?
- นัดตรวจในช่วง 1 สัปดาห์หลังหมดประจำเดือน ซึ่งเต้านมจะนุ่มและเจ็บน้อยที่สุด
- งดใช้แป้ง โลชั่น หรือสเปรย์ระงับกลิ่นบริเวณรักแร้และเต้านมในวันตรวจ เพราะอาจรบกวนภาพ
- แจ้งแพทย์หากกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีอาการผิดปกติ
- นำผลและภาพแมมโมแกรมครั้งก่อนมาด้วย เพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ตรวจแมมโมแกรมเจ็บไหม?
A: อาจรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยขณะบีบเต้านมเพื่อให้ได้ภาพชัด แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีต่อภาพและทนได้ การนัดตรวจหลังหมดประจำเดือนจะช่วยลดความเจ็บ
Q: อายุน้อยกว่า 40 ปี จำเป็นต้องตรวจแมมโมแกรมไหม?
A: กลุ่มทั่วไปยังไม่จำเป็น เน้นตรวจด้วยตัวเองและตรวจโดยแพทย์ แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น ประวัติครอบครัวหรือยีน BRCA ควรปรึกษาแพทย์ อาจเริ่มตรวจเร็วกว่าและใช้ MRI ร่วมด้วย
Q: ตรวจเต้านมด้วยตัวเองแทนแมมโมแกรมได้ไหม?
A: ไม่ได้ การตรวจด้วยตัวเองช่วยให้คุ้นเคยและสังเกตการเปลี่ยนแปลง แต่ตรวจพบก้อนได้เฉพาะเมื่อโตพอจะคลำเจอแล้ว ขณะที่แมมโมแกรมพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ยังเล็กมาก
Q: แมมโมแกรมกับอัลตราซาวด์ ต่างกันอย่างไร ใช้แทนกันได้ไหม?
A: แมมโมแกรมเป็นการคัดกรองหลัก ส่วนอัลตราซาวด์เป็นตัวเสริม โดยเฉพาะในผู้ที่เนื้อเต้านมหนาแน่นหรือมีก้อนที่ต้องแยกถุงน้ำกับก้อนตัน โดยทั่วไปใช้ร่วมกันไม่ใช่แทนกัน
สถาบันมะเร็งกรุงเทพภูเก็ต พร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน
ทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจาก 3 โรงพยาบาลชั้นนำในเครือ BDMS
เทคโนโลยีการวินิจฉัยและรักษาระดับมาตรฐานสากล
บริการทั้งผู้ป่วยชาวไทยและผู้ป่วยชาวต่างชาติ
เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 09.00 – 17.00 น. | ชั้น 3 โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต
นัดหมายได้ที่ bangkokhospital.com หรือโทร 1719
เอกสารอ้างอิง (References)
- Berg, W. A., Blume, J. D., Cormack, J. B., et al. (2008). Combined screening with ultrasound and mammography vs mammography alone in women at elevated risk of breast cancer. JAMA, 299(18), 2151 – 2163. https://doi.org/10.1001/jama.299.18.2151
- Friedewald, S. M., Rafferty, E. A., Rose, S. L., et al. (2014). Breast cancer screening using tomosynthesis in combination with digital mammography. JAMA, 311(24), 2499 – 2507. https://doi.org/10.1001/jama.2014.6095
- Oeffinger, K. C., Fontham, E. T. H., Etzioni, R., et al. (2015). Breast cancer screening for women at average risk: 2015 guideline update from the American Cancer Society. JAMA, 314(15), 1599 – 1614. https://doi.org/10.1001/jama.2015.12783
- Saslow, D., Boetes, C., Burke, W., et al. (2023). American Cancer Society guidelines for breast screening with MRI as an adjunct to mammography. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 73(1), 23 – 43. https://doi.org/10.3322/caac.21731
- SEER Database. (2023). Cancer stat facts: Female breast cancer. National Cancer Institute. https://seer.cancer.gov/statfacts/html/breast.html
- Siegel, R. L., Miller, K. D., Wagle, N. S., & Jemal, A. (2024). Cancer statistics, 2024. CA: A Cancer Journal for Clinicians, 74(1), 12 – 49. https://doi.org/10.3322/caac.21820
- US Preventive Services Task Force. (2024). Screening for breast cancer: US Preventive Services Task Force recommendation statement. JAMA, 331(22), 1918 – 1930. https://doi.org/10.1001/jama.2024.5534
- World Health Organization. (2023). Breast cancer. WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/breast-cancer









