โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    รู้จักไขมันพอกตับ จุดเริ่มต้นของโรคร้ายที่อาจทำลายสุขภาพตับ

    2 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    Package Image
    พญ. ฐิติมา วุฒิวิวัฒนกุล

    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา

    อัปเดตเมื่อ: 18 ก.ย. 2568
    Dr. Thitima Vutivivatanakul
    พญ. ฐิติมา วุฒิวิวัฒนกุล
    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี
    รู้จักไขมันพอกตับ จุดเริ่มต้นของโรคร้ายที่อาจทำลายสุขภาพตับ
    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
    อัปเดตเมื่อ: 18 ก.ย. 2568

    โรคไขมันพอกตับ (Fatty Liver Disease) คือภาวะที่มีการสะสมของไขมันในเซลล์ตับมากเกินไป โดยการเกิดนั้นสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักเกินและไขมันในเลือดสูงหรือน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะนั้อาจไม่มีอาการในระยะแรกแต่หากไม่ได้รับการดูแล จะนำไปสู่การสะสมของพังผืด (Fibrosis)ที่เกิดจากการซ่อมแซมความเสียหายภายในตับและเมื่อพังผืดสะสมในปรมาณมากก็จะนำไปสู่ภาวะตับแข็ง (Cirrhosis)ในอนาคต รวมทั้งยังเพิ่มความความเสี่ยงของการเกิดภาวะมะเร็งตับ(Liver Cancer)อีกด้วย

    สาเหตุของโรคไขมันพอกตับ

    1. การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป: การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและเป็นเวลานานสามารถทำให้เกิดการสะสมของไขมันในตับ

    2. ปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์:

    • โรคอ้วน: ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) สูงเกินมาตรฐานมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไขมันพอกตับ
    • เบาหวานชนิดที่ 2: ภาวะดื้อต่ออินซูลินสัมพันธ์กับการสะสมไขมันในตับ
    • ไขมันในเลือดสูง: ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงหรือคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) สูง
    • ความดันโลหิตสูง: ความดันโลหิตที่สูงเกินมาตรฐาน
    • การรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูง: การบริโภคอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงเป็นประจำ

    อาการของโรคไขมันพอกตับ

    ในระยะแรก ผู้ป่วยมักไม่มีอาการชัดเจน แต่เมื่อโรคพัฒนาขึ้น อาจมีอาการดังนี้:

    • อ่อนเพลีย
    • รู้สึกไม่สบายหรือแน่นท้องด้านขวาบน
    • ตับโต (ตรวจพบโดยแพทย์)

    หากโรคพัฒนาจนถึงระยะตับแข็ง อาจมีอาการรุนแรงขึ้น เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง และท้องมาน

    เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์

     เมื่อผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยมีภาวะไขมันพอกตับมีความจำเป็นต้องได้รับการประเมินความรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการตรวจวัดปริมาณพังผืดในตับว่ามีมากน้อยเพียงใด แม้จะยังไม่มีอาการก็ตาม ดังนั้นจึงควรได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจเพิ่มเติมต่อไป ส่วนใหญ่วินิจฉัยจากภาพถ่ายรังสี โดยการตรวจอัลตร้าซาวน์เพื่อดูลักษณะของตับที่มีการสะสมของไขมันร่วมกับการตรวจค่าเอนไซม์ตับว่ามีการอักเสบหรือไม่ การตรวจเพิ่มเติมแพทย์พิจารณาดังนี้

    1. การตรวจเลือด

    • การตรวจการทำงานของตับ
    • การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ Bและ C
    • การตรวจเพื่อหาโรคร่วมต่างๆ เช่น ระดับน้ำตาลและน้ำตาลสะสมในเลือด,การตรวจวัดระดับไขมันในเลือดเป็นต้น

    2. การตรวจวัดพังผืด

          ปัจจุบันมีการตรวจประเมินพังผืดเรียกว่าการตรวจ Fibroscan หรือ Transient elastography วัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดความยืดหยุ่นของตับและนำไปแปลผลเป็นค่าปริมาณพังผืดในตับต่อไป สามารถทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่มีความเจ็บปวด โดยการใช้หัวตรวจแตะบริเวณผิวหนังของผู้ป่วยและส่งคลื่นเสียงสะท้อนไปยังบริเวณตับ

    3. การเจาะชิ้นเนื้อตับ(Liver Biopsy)

           ปัจจุบันใช้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีเครื่องมืออื่นที่สามารถทดแทนโดยไม่ต้องทำการเจาะให้เกิดความเจ็บปวด แต่ในบางรายที่ไม่สามารถสาเหตุที่ชัดเจนของภาวะตับอักเสบอาจพิจารณาทำการเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์ห้องปฏิบัติการ 

    การรักษาโรคไขมันพอกตับ

    ปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้รับการรับรองเฉพาะสำหรับการรักษาโรคไขมันพอกตับ การจัดการโรคมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาปัจจัยเสี่ยง ดังนี้:

    • การลดน้ำหนัก: การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปสามารถลดการสะสมของไขมันในตับและลดการอักเสบได้
    • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ:
    • การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
    • การควบคุมโรคประจำตัว: จัดการโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูงอย่างเหมาะสม
    • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: เพื่อป้องกันการทำลายตับเพิ่มเติม

    การป้องกันโรคไขมันพอกตับ

    • รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ: ป้องกันการสะสมของไขมันในตับ
    • ออกกำลังกายเป็นประจำ: เสริมสร้างการเผาผลาญและลดไขมันสะสม
    • รับประทานอาหารที่สมดุล: ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง
    • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: ลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันพอกตับ
    • ตรวจสุขภาพประจำปี: เพื่อเฝ้าระวังและตรวจพบภาวะไขมันพอกตับในระยะแรก

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและรักษาโรคไขมันพอกตับ 

    ตรวจไขมันพอกตับ

    ข้อมูลโดย

    Doctor Image

    พญ. ฐิติมา วุฒิวิวัฒนกุล

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร

    พญ. ฐิติมา วุฒิวิวัฒนกุล

    อายุรศาสตร์

    อายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร
    Doctor profileDoctor profile

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ

    อาคาร A ชั้น 3

    วันจันทร์ - อาทิตย์
    08:00 - 17:00 น.

    +66 3890 9345

    +66 3825 9986

    [email protected]

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี
    โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี

    4,290 - 159,000 บาท

    รายละเอียด
    โปรโมชั่นพิเศษบัตรชีววัฒนะ MEGA CARE MEGA Sales Season 3โปรโมชั่นพิเศษบัตรชีววัฒนะ MEGA CARE MEGA Sales Season 3
    โปรโมชั่นพิเศษบัตรชีววัฒนะ MEGA CARE MEGA Sales Season 3

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ตับอักเสบ ภัยเงียบที่ค่อย ๆ ทำลายตับของคุณ Image
    ตับอักเสบ ภัยเงียบที่ค่อย ๆ ทำลายตับของคุณ
    6 อาการเตือนมะเร็งลำไส้ ที่ไม่ควรมองข้าม Image
    6 อาการเตือนมะเร็งลำไส้ ที่ไม่ควรมองข้าม
    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ Image
    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ