โรงพยาบาลกรุงเทพ
Caret Right
Search
CTA Curve
ค้นหาแพทย์ icon
ค้นหาแพทย์
ทำนัด icon
ทำนัด
ติดต่อ icon
ติดต่อ
โทร 1719
Menu
  • เลือกโรงพยาบาล

  • Language

Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
Doctor not found
โรงพยาบาลกรุงเทพ
ติดต่อเรา
ดูแผนที่ Google Maps
    นโยบายความเป็นส่วนตัว

    |

    นโยบาย Cookie

    Copyright © 2026 Bangkok Hospital. All right reserved


    เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ
    MEMBER OFBDMS logo

    เริม... ไม่ใช่แค่ "ตุ่มใส" แต่เป็น "ไวรัสซ่อนเร้น" ที่ใครก็เป็นได้!

    3 นาทีในการอ่าน
    ข้อมูลโดย
    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
    อัปเดตเมื่อ: 18 ก.ย. 2568
    แพ็กเกจแนะนำ
    Package Image
    โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี
    Package Image
    โปรโมชั่นพิเศษบัตรชีววัฒนะ MEGA CARE MEGA Sales Season 3
    เริม... ไม่ใช่แค่ "ตุ่มใส" แต่เป็น "ไวรัสซ่อนเร้น" ที่ใครก็เป็นได้!
    โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา
    อัปเดตเมื่อ: 18 ก.ย. 2568

    เคยสงสัยไหมว่า ตุ่มใสๆ เล็กๆ ที่ขึ้นตามริมฝีปาก หรือแม้กระทั่งบริเวณที่ลับๆ เกิดจากอะไร? นั่นแหละคือ “โรคเริม” ที่หลายคนคุ้นเคย แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังอาการเหล่านั้น คือการทำงานของ “แขกไม่ได้รับเชิญ” ที่ชื่อว่า ไวรัสเฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus: HSV)

    เจ้าไวรัสตัวนี้มี 2 สายพันธุ์หลัก ๆ ที่คอยสร้างความปั่นป่วนให้กับร่างกายของเรา

    • HSV-1 จอมซุ่มโจมตีบริเวณช่องปาก

    สายพันธุ์นี้เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิด “เริมที่ริมฝีปาก” ที่เราเรียกกันติดปากว่า “ไข้ทรพิษปาก” หรือ “ไข้จับสั่น” จะปรากฏเป็นตุ่มน้ำใสๆ ขนาดเล็ก และมักจะมาพร้อมอาการคัน แสบร้อน หรือเจ็บปวด แต่ HSV-1 นี้ไม่ได้จำกัดตัวเองที่ปากนะ มันสามารถไปโผล่ที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้เหมือนกัน

    • HSV-2 ผู้ร้ายประจำอวัยวะเพศ

    ถ้าพูดถึง “เริมที่อวัยวะเพศ” ต้องยกให้สายพันธุ์ HSV-2 เป็นที่ 1 สายพันธุ์นี้คือตัวการที่ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสๆ ผื่นแดง และแผลบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งนอกจากเกิดความไม่สบายตัวแล้ว อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ แต่ที่น่าสนใจคือ สายพันธุ์ HSV-1 ที่เป็นตัวการที่ให้เกิดเริมที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน

    แล้วเริมซ่อนเร้นอย่างไร?

    ที่น่าตกใจคือ หลังจากที่เราได้รับเชื้อ HSV ไม่ว่าจะสายพันธุ์ไหนก็ตาม เจ้าไวรัสตัวนี้จะไม่ได้หายไปไหน แต่จะไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทของเราอย่างเงียบๆ คล้ายกับการจำศีล รอโอกาสที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิตก เครียด หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อไหร่ที่ร่างกายมีสัญญาณอ่อนแอ มันก็จะฉวยโอกาส “ตื่นขึ้นมา” และสำแดงอาการของโรคออกมาให้เราได้เห็นนั่นเอง

    สังเกตอย่างไร?

    อาการเริ่มจากความรู้สึกคัน เจ็บแสบ หรือปวดบริเวณที่จะเกิดผื่น หลังจากนั้นจะเกิดตุ่มน้ำใส ๆ ขนาดเล็กหลายตุ่มขึ้นรวมกันเป็นกลุ่ม โดยบริเวณที่พบบ่อยคือริมฝีปาก จมูก และบริเวณอวัยวะเพศ ตุ่มน้ำเหล่านี้จะแตกออกเป็นแผลตื้นๆ มีอาการเจ็บปวด จากนั้นจะตกสะเก็ดและหายไปได้เองภายใน 7-14 วัน

    สำหรับโรคเริมที่อวัยวะเพศ อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดปัสสาวะ รู้สึกเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ต่อมน้ำเหลืองโต หรืออาจมีไข้

    เป็นแล้ว… น่ากังวลแค่ไหน?

    น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคเริมให้หายขาดจากร่างกายได้ เมื่อติดเชื้อแล้ว ไวรัสจะอยู่ในร่างกายไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องมีอาการของโรคอยู่ตลอดเวลา ไวรัสจะก่อให้เกิดอาการเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น

    แม้โรคเริมจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถสร้างความรำคาญ เจ็บปวด และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดอาการบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่าปกติได้

    ทำอย่างไรให้ชีวิตดีขึ้น?

    แม้จะรักษาไม่หายขาด แต่มีแนวทางการดูแลและรักษาเพื่อบรรเทาอาการ ลดความรุนแรงและลดความถี่ของการกลับเป็นซ้ำของโรคได้

    การรักษาด้วยยาต้านไวรัส แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทานหรือทา เพื่อช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ หากเป็นบ่อยครั้ง แพทย์อาจแนะนำให้รับประทานยาอย่างต่อเนื่องเพื่อยับยั้งการกลับมาของโรค

    การดูแลตนเอง

    • รักษาสุขอนามัยที่ดี ล้างมือให้สะอาด
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสตุ่มน้ำหรือแผลโดยตรง
    • ไม่บีบ แกะ หรือเกาตุ่มน้ำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
    • ใช้ผ้าขนหนูหรือของใช้ส่วนตัวแยกจากผู้อื่น
    • พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
    • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการซ้ำ

    การป้องกันการแพร่เชื้อ

    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด งดการจูบ หรือการมีเพศสัมพันธ์เมื่อมีอาการของโรค
    • ใช้ถุงยางอนามัย แม้ถุงยางอนามัยจะไม่สามารถป้องกันการแพร่เชื้อได้ 100% แต่ก็ช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก
    • เปิดเผยสถานะ หากคุณรู้ว่าตนเองติดเชื้อโรคเริม การเปิดเผยสถานะกับคู่นอนเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถตัดสินใจและป้องกันตนเองได้

    เมื่อไหร่ที่ควรมาพบแพทย์?

    • สงสัยว่าตนเองเป็นโรคเริม หรือมีอาการที่เข้าข่าย
    • มีอาการของโรคเริมเป็นครั้งแรก หรืออาการรุนแรง
    • มีอาการของโรคเริมกลับมาบ่อยครั้ง หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น
    • มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและมีอาการของโรคเริม
    • มีข้อสงสัยหรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลตนเองและการป้องกัน

    บทสรุป

    โรคเริมเป็นโรคที่พบได้บ่อยและสามารถดูแลจัดการได้ แม้จะรักษาไม่หายขาด แต่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ และการปรึกษาแพทย์เมื่อมีข้อสงสัย จะช่วยให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้เสมอ โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยายินดีให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพของคุณอย่างใกล้ชิด 

    ที่มา: กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค

    คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล https://www.rama.mahidol.ac.th/

    อายุรกรรม

    สอบถามเพิ่มเติมที่

    ศูนย์อายุรกรรม

    อาคาร E ชั้น 3

    วันจันทร์ – อาทิตย์
    07:00 – 20:00 น.

    +66 3825 9986

    +66 3825 9911

    +66 3890 9199

    +66 3825 9999

    [email protected]

    แพทย์ที่เกี่ยวข้อง

    ดูแพทย์ทั้งหมด

    แพ็กเกจและโปรโมชั่น

    โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี
    โปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี

    4,290 - 159,000 บาท

    รายละเอียด
    โปรโมชั่นพิเศษบัตรชีววัฒนะ MEGA CARE MEGA Sales Season 3โปรโมชั่นพิเศษบัตรชีววัฒนะ MEGA CARE MEGA Sales Season 3
    โปรโมชั่นพิเศษบัตรชีววัฒนะ MEGA CARE MEGA Sales Season 3

    รายละเอียด
    ดูแพ็กเกจอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ

    ข้อมูลสุขภาพ

    ชิคุนกุนยา โรคจากยุงที่คุณไม่ควรมองข้าม Image
    ชิคุนกุนยา โรคจากยุงที่คุณไม่ควรมองข้าม
    แอนแทรกซ์ (Anthrax) คืออะไร? Image
    แอนแทรกซ์ (Anthrax) คืออะไร?
    วิธีบรรเทาอาการร้อนในหรือแผลในปากด้วยตัวเอง Image
    วิธีบรรเทาอาการร้อนในหรือแผลในปากด้วยตัวเอง
    ดูข้อมูลสุขภาพอื่น ๆ