“กุ้งยิง” หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Hordeolum คือการติดเชื้อ เฉียบพลันของต่อมไขมันบริเวณ เปลือกตา มักพบเป็นก้อนนูนแดง เจ็บ และบางรายมีหัวหนองคล้าย สิว แม้ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่หาก ละเลย อาจกลายเป็นการอักเสบ เรื้อรัง หรือเกิดชีสต์ที่เรียกว่า “ชาลาเซียน (Chalazion)” ได้ใน ภายหลัง
สาเหตุของกุ้งยิง
ต้นเหตุหลักคือ การติดเชื้อแบคที เรียกลุ่มสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ซึ่งเข้า สู่รูขุมขนหรือท่อน้ำมันของต่อมไข มันบริเวณโคนขนตา ทำให้เกิดการ อักเสบ บวม และเป็นหนอง
โดย ปัจจัยเสี่ยงที่พบร่วมบ่อย ได้แก่
- ล้างหน้าไม่สะอาด โดยเฉพาะ บริเวณเปลือกตา
- ชอบขยี้ตา หรือล้างมือไม่ สะอาด
- ใช้เครื่องสำอางรอบดวงตาที่ หมดอายุ หรือไม่ล้างออกให้หมด
- ใช้เครื่องสำอางรอบดวงตาที่ หมดอายุ หรือไม่ล้างออกให้หมด
- พักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิคุ้มกัน ต่ำ หรือมีโรคประจำตัว เช่น เบา หวาน
อาการของกุ้งยิง
- ก้อนนูนแดงตรงเปลือกตา มักเกิดเฉียบพลัน
- เจ็บ บวม และอุ่นบริเวณที่อักเสบ
- อาจมีหัวหนอง หรือไม่มีก็ได้
- น้ำตาไหล เคืองตา หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา
- หากเป็นหลายก้อนหรือต่อ เนื่อง อาจบ่งชี้ถึงปัญหาด้าน ภูมิคุ้มกัน
วิธีรักษา
1. ประคบร้อน
เป็นวิธีสำคัญที่สุด ช่วยเปิดท่อ น้ำมันและเร่งให้หนองแตกออก
- ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น (ประมาณ 40-459C) ประคบเปลือกตา วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 10-15 นาที
- อย่าใช้ความร้อนเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวหนังบาดเจ็บ
2. ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่
- ขี้ผึ้งตา (เช่น erythromycin ointment) หรือยาหยอดตา ปฏิชีวนะตามดุลยพินิจแพทย์
3. ยาปฏิชีวนะแบบรับประทาน
- ใช้ในกรณีที่กุ้งยิงมีขนาดใหญ่ หลายก้อน หรือมีอาการอักเสบ รุนแรง ลุกลามไปยังบริเวณรอบ ดวงตา
4. การเจาะระบายนอง
หากตุ่มไม่ยุบภายใน 1 สัปดาห์ หรืออักเสบรุนแรงจนตาบวมปิด แพทย์อาจทำการ “Incision and Drainage (I&D)” โดยใช้เข็มหรือ มีดเล็ก ๆ เจาะให้หนองออก เพื่อ บรรเทาแรงดันและเร่งให้แผลหาย เร็วขึ้น
การดูแลหลังเจาะกุ้งยิง
หลังจากแพทย์เจาะกุ้งยิงแล้ว ควร ปฏิบัติดังนี้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซ้ำและเร่งให้แผลหายดี
- ห้ามขยี้ตาหรือจับบริเวณแผล เพื่อลดโอกาสนำเชื้อโรคเข้าสู่แผล สด
- ประคบร้อนต่ออีก 2-3 วัน เพื่อช่วยให้ของเหลวค้างในต่อม ระบายออกให้หมด
- ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่าง เคร่งครัด ทั้งยาหยอด ขี้ผึ้งตา หรือยา ปฏิชีวนะแบบกิน
- หลีกเลี่ยงการแต่งหน้ารอบ ดวงตา อย่างน้อย 5-7 วัน
- รักษาความสะอาดรอบดวงตา โดยใช้สำลีชุบน้ำเกลือหรือน้ำ ต้มสุกเช็ดเบา
หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดมาก ขึ้น ตาบวมแดงลุกลาม มีไข้ หรือ หนองไม่หยุด ควรกลับมาพบ แพทย์ทันที เพราะอาจบ่งชี้ถึงการ ติดเชื้อที่ลึกขึ้น เช่น cellulitis รอบ เบ้าตา ซึ่งต้องรักษาในโรงพยาบาล
การป้องกันกุ้งยิง
- ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อน จับใบหน้าหรือขยี้ตา
- ล้างหน้าทุกวัน โดยให้ความ สำคัญกับขอบเปลือกตา
- ใช้เครื่องสำอางที่สะอาด ไม่หมดอายุ และล้างออกให้หมดก่อนนอน
- เปลี่ยนปลอกหมอนและ ผ้าเช็ดหน้าบ่อยๆ
- หากมีภาวะเป็นซ้ำบ่อย ควร ตรวจหาภูมิคุ้มกันหรือโรคประจำตัวเพิ่มเติม
สรุป
แม้ “กุ้งยิง” จะเป็นโรคที่พบได้บ่อย และไม่อันตราย แต่การดูแลรักษา อย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มแรกจะช่วยลดโอกาสเป็นซ้ำ การใส่ใจสุขอนามัย บริเวณดวงตา และหลีกเลี่ยง พฤติกรรมเสี่ยง เช่น ขยี้ตาหรือใช้ เครื่องสำอางที่ไม่สะอาด คือหัวใจ สำคัญของการป้องกันโรคนี้อย่าง ยั่งยืน
โดย
พญ.เพ็ญนภา จำปาทอง
ชำนาญพิเศษ: จักษุวิทยา (Ophthalmology)
เฉพาะทาง: โรคต้อหิน (Glaucoma)








