การสูญเสียฟัน ไม่ว่าจะจากสาเหตุใดก็ตาม ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความมั่นใจและรอยยิ้ม แต่ยังกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง รวมถึงในเชิงสุขภาพอีกด้วย เนื่องจากระบบย่อยอาหารเริ่มตั้งแต่ในช่องปากที่อาศัยฟันและน้ำย่อยในน้ำลายเพื่อบดย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง ก่อนจะไปยังกระเพาะอาหารเพื่อย่อยส่วนที่เหลือให้มีขนาดเหมาะสม เพื่อให้ลำไส้ได้ดูดซึมต่อไป การสูญเสียฟันบางส่วนหรือทั้งปากส่งผลให้กระเพาะอาหารต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อย่อยอาหารที่รับประทานเข้าไป
ฟันปลอมหรือฟันเทียมจึงเป็นการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่สูญเสียฟัน โดยแบ่งออกเป็นฟันปลอมชนิดถอดได้ และฟันปลอมชนิดติดแน่น ซึ่งฟันปลอมชนิดติดแน่นให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมากที่สุด อย่างไรก็ตาม การทำฟันปลอมชนิดติดแน่นแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “สะพานฟัน” อาจมีปัญหาในระยะยาว เช่น ฟันผุใต้ครอบฟัน หรือสะพานฟันหลุด เนื่องจากต้องกรอเนื้อฟันบางส่วนออกเพื่อให้เป็นที่อยู่ของครอบฟัน หากฟันไม่สามารถบูรณะได้ อาจต้องถอนออก ทำให้ช่องว่างของฟันกว้างขึ้น
ในปัจจุบัน “รากฟันเทียม” หรือ “Dental Implant” เป็นฟันปลอมที่ได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากไม่ต้องกรอเนื้อฟันธรรมชาติที่อยู่ข้างเคียง และมีราคาถูกลงกว่าในอดีต อีกทั้งยังมีรูปร่างและการใช้งานใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติ ทำให้คนทั่วไปมองไม่ออกว่าใส่ฟันปลอมอยู่ นอกจากนี้ยังมีหลายการศึกษาที่พบว่ารากฟันเทียมมีความคงทนและสามารถอยู่ในปากคนไข้ได้นานหลายสิบปี
รากฟันเทียม ประกอบไปด้วย
- ส่วนของรากฟัน (Implant Fixture): ทำจากโลหะไทเทเนียม (Titanium Alloy) ซึ่งมีความแข็งแรงและเข้ากันได้กับเนื้อเยื่อในร่างกาย หรือวัสดุเซรามิก (Ceramic Implant) ซึ่งไม่มีส่วนของโลหะ ทำให้มีความสวยงามมากขึ้น.
- เดือยรองรับครอบฟัน (Abutment): เป็นชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างรากเทียมกับครอบฟัน ทำหน้าที่เป็นแกนยึด
- ครอบฟัน (Crown): ส่วนของตัวฟันที่มองเห็น มีสีและรูปร่างเหมือนฟันธรรมชาติ ใช้ในการบดเคี้ยวและสร้างรอยยิ้ม
ขั้นตอนการรักษาด้วยรากฟันเทียม
การรักษาด้วยรากฟันเทียมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่:
- ขั้นตอนการตรวจ:
- คนไข้ที่ต้องการใส่รากฟันเทียมควรมารับการตรวจเบื้องต้นกับทันตแพทย์ผู้ให้การรักษา โดยมีการตรวจสุขภาพฟันและเหงือกในช่องปาก รวมถึงการตรวจทางภาพรังสี เช่น ภาพพาโนรามา (Panoramic View) หรืออาจต้องใช้ภาพรังสีแบบ Cone Beam CT เพื่อให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม.
- ขั้นตอนการผ่าตัดฝังรากเทียม:
-
ทำการผ่าตัดขนาดเล็กในช่องปากภายใต้ยาชาเฉพาะที่ โดยทั่วไปใช้เวลาไม่นานและคนไข้ไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก หลายครั้งยังรู้สึกทรมานน้อยกว่าการถอนฟัน หากคนไข้มีกระดูกไม่เพียงพอ อาจต้องทำการปลูกกระดูกก่อนจึงจะสามารถฝังรากเทียมได้ หลังจากฝังรากเทียมแล้ว ต้องรอให้กระดูกและรากเทียมเชื่อมติดกันดี ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน ก่อนจะนัดพบกับทันตแพทย์ใส่ฟันเพื่อดำเนินการขั้นตอนต่อไป.
-
- ขั้นตอนการพิมพ์ปากและใส่ครอบฟัน:
- เมื่อครบกำหนด ทันตแพทย์ใส่ฟันจะนัดคนไข้มาเพื่อพิมพ์ปาก ส่งให้ช่างทันตกรรมขึ้นรูปครอบฟัน โดยทั่วไปใช้เวลารอชิ้นงานประมาณ 2-4 สัปดาห์ เมื่อได้ชิ้นงานแล้วจะนัดคนไข้มาใส่ครอบฟันยึดเข้ากับเดือยรองรับครอบฟันและรากฟันเทียม.
นอกจากการบูรณะฟันเฉพาะซี่แล้ว รากเทียมยังสามารถใช้ช่วยยึดติดฟันปลอมทั้งปากได้ เช่น Implant Retain Overdenture ซึ่งใช้รากเทียมตั้งแต่ 2 รากขึ้นไปเพื่อรองรับฟันปลอมชนิดถอดได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ฟันปลอมชนิดถอดได้ยึดติดได้มั่นคงและแน่นขึ้น.
อีกหนึ่งนวัตกรรมคือรากเทียมชนิด All-on Implant ซึ่งเป็นการฝังรากเทียมตั้งแต่ 4-6 รากต่อขากรรไกร เพื่อรองรับสะพานฟัน 10-12 ซี่ โดยมีข้อดีคือสามารถลดจำนวนรากเทียมที่ต้องใส่ในช่องปากของคนไข้ที่ไม่มีฟันเลย หรือฟันที่มีอยู่ไม่สามารถใช้งานในการบดเคี้ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
- เมื่อครบกำหนด ทันตแพทย์ใส่ฟันจะนัดคนไข้มาเพื่อพิมพ์ปาก ส่งให้ช่างทันตกรรมขึ้นรูปครอบฟัน โดยทั่วไปใช้เวลารอชิ้นงานประมาณ 2-4 สัปดาห์ เมื่อได้ชิ้นงานแล้วจะนัดคนไข้มาใส่ครอบฟันยึดเข้ากับเดือยรองรับครอบฟันและรากฟันเทียม.
ข้อดีของรากเทียมชนิด All-on-x Implant
- ลดขั้นตอนการปลูกกระดูก:
- ในบางกรณีผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องปลูกกระดูกก่อนการฝังรากเทียม แต่หากเลือกใช้รากเทียมชนิด All-on-4 ซึ่งใช้รากเทียมเพียง 4 ตัว ฝังในแนวเอียงตามแนวกระดูกที่ผู้ป่วยมีอยู่ อาจไม่จำเป็นต้องปลูกกระดูกก่อน ทั้งนี้ต้องได้รับการประเมินจากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาอย่างละเอียดก่อน
- รวดเร็ว ได้ฟันใช้งานทันที:
- ในหลายกรณี ทันตแพทย์สามารถใส่แผงฟันปลอมชั่วคราวแบบติดแน่นให้ผู้ป่วยได้ภายใน 24–72 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมายิ้มและใช้งานในการบดเคี้ยวอาหารอ่อน ๆ ได้แทบจะทันที (แนวคิด “Teeth-in-a-Day”)
- ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า:
- เมื่อเปรียบเทียบกับการฝังรากเทียมแบบดั้งเดิมเพื่อรองรับฟันทั้งแถว (ซึ่งอาจต้องใช้รากเทียม 8–10 ตัว) All-on-4 ใช้รากเทียมน้อยกว่า จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน
- ฟื้นฟูการใช้งานเต็มรูปแบบ:
- ให้ความสามารถในการบดเคี้ยวที่แข็งแรงและมั่นคงกว่าฟันปลอมแบบถอดได้หลายเท่า คืนความสุขในการรับประทานอาหารได้อย่างเต็มที่
All-on-4 เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่สูญเสียฟันทั้งหมด หรือเหลือฟันแท้เพียงไม่กี่ซี่ที่จำเป็นต้องถอนออก
- ผู้ที่ใส่ฟันปลอมแบบถอดได้แล้วรู้สึกไม่พอใจ เช่น ฟันหลวม หลุดง่าย หรือเกิดการระคายเคือง
- ผู้ที่มีภาวะกระดูกขากรรไกรบางส่วนละลายตัวไป และไม่ต้องการผ่าตัดปลูกกระดูกที่มีความซับซ้อน
เปรียบเทียบ: รากฟันเทียมเฉพาะซี่ฟัน vs. All-on-X Implant
ตารางนี้แสดงการเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่างรากฟันเทียมทั่วไป (ต่อซี่) กับ All-on-X implant เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองได้
|
คุณสมบัติ |
รากฟันเทียมทั่วไป (ต่อซี่) |
All-on-X Implant |
|
จำนวนรากเทียม |
1 รากฟันเทียมต่อฟัน 1 ซี่ |
ใช้รากฟันเทียม 4–6 ตัว เพื่อรองรับฟันปลอมทั้งหมดในขากรรไกรเดียว |
|
การปลูกกระดูก |
อาจจำเป็น หากกระดูกไม่เพียงพอ |
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องปลูกกระดูก ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทันตแพทย์ |
|
ระยะเวลาการรักษา |
อย่างน้อย 4–6 เดือน หากต้องปลูกกระดูกอาจใช้เวลานานถึง 1 ปี |
สามารถใส่ฟันชั่วคราวได้ภายใน 1–3 วันหลังผ่าตัดฝังรากฟันเทียม |
|
ความซับซ้อน |
ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของฟันที่สูญเสีย |
เทคนิคซับซ้อนกว่า ต้องการทันตแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง |
|
เหมาะสำหรับ |
ผู้ที่สูญเสียฟัน 1 ซี่ หรือหลายซี่ |
ผู้ที่สูญเสียฟันเกือบทั้งหมด หรือมีฟันที่มีรอยโรคและจำเป็นต้องถอนออกเกือบทั้งหมด |
รากฟันเทียมได้มอบโอกาสให้เราสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้ง ไม่ว่าคุณจะสูญเสียฟันไปเพียงซี่เดียว หรือสูญเสียไปทั้งปากก็ตาม รากฟันเทียมทั่วไปเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการทดแทนฟันเฉพาะซี่ ในขณะที่ All-on-X implant เป็นนวัตกรรมที่มอบทางลัดสู่รอยยิ้มใหม่ที่แข็งแรงและสวยงาม สำหรับผู้ที่ต้องการการฟื้นฟูทั้งขากรรไกร
การลงทุนกับรากฟันเทียม คือการลงทุนเพื่อสุขภาพช่องปาก สุขภาพร่างกาย และที่สำคัญที่สุด คือการลงทุนเพื่อความสุขและคุณภาพชีวิตของคุณในระยะยาว หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาการสูญเสียฟัน อย่าลังเลที่จะปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรากฟันเทียม เพื่อค้นหาทางออกที่ใช่สำหรับคุณ







