อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือปวดแน่นบริเวณใบหน้า อาจไม่ใช่แค่ “หวัดธรรมดา” อย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นสัญญาณของ โรคไซนัสอักเสบ หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ส่งผลต่อการหายใจ การนอนหลับ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว บทความนี้ พญ. จุฑารัตน์ ฉันทโรจน์ (ว. 52823) แพทย์เฉพาะทางด้านหู คอ จมูก โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน จะพาไปรู้จักไซนัสอักเสบอย่างเข้าใจ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่เหมาะสม

ไซนัสคืออะไร? ทำไมเราถึงต้องมีไซนัส?
ไซนัสคือโพรงอากาศที่อยู่ภายในกระดูกใบหน้าและฐานกะโหลกศีรษะ โพรงอากาศเหล่านี้กระจายตัวอยู่บริเวณรอบจมูก หน้าผาก โหนกแก้ม หัวตา และมีรูเปิด (ostium) เชื่อมต่อกับช่องจมูกเพื่อระบายสารคัดหลั่ง โพรงอากาศไซนัสนี้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เพราะช่วยปรับความชื้นและอุณหภูมิของอากาศที่หายใจเข้าไป ช่วยกรองฝุ่นและเชื้อโรคก่อนจะหายใจเอาอากาศลงปอด อีกทั้งช่วยลดน้ำหนักกะโหลกศีรษะ และช่วยให้เสียงที่เปล่งออกมามีความก้องกังวาน
ไซนัสอักเสบ คืออะไร?
ไซนัสอักเสบ คือภาวะที่เยื่อบุโพรงจมูกและโพรงไซนัสเกิดการอักเสบหรือการติดเชื้อ ทำให้เยื่อบุบวมและเมือกที่ปกติควรระบายออกได้ กลับคั่งอยู่ภายในโพรง ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกหนา ปวดบริเวณใบหน้า และหายใจไม่สะดวก ภาวะนี้มักเกิดหลังจากเป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือจากปัจจัยอื่น ๆ เช่น ฝุ่นควันและการระคายเคืองของเยื่อบุจมูก ในบางครั้งอาจเกิดตามหลังการอักเสบจากบริเวณข้างเคียง เช่น ฟันผุในซี่ที่มีรากฟันฝังลึกเข้าในโพรงไซนัส หรือสิ่งแปลกปลอมที่เด็กเล็กเผลอใส่เข้าไปในจมูก ก็นำไปสู่การอักเสบของไซนัสได้เช่นกัน
อาการของไซนัสอักเสบ มักมีอาการหลักที่พบได้บ่อย ดังนี้
- คัดหรือแน่นจมูก
- น้ำมูกไหล ทั้งน้ำมูกที่ไหลมาด้านหน้า หรือหนองไหลลงคอ (post-nasal drip) โดยน้ำมูกอาจมีเปลี่ยนเป็นสีข้น สีเหลืองหรือเขียวได้
- ในบางราย อาจมีอาการปวด/แน่นบริเวณใบหน้าและไซนัส เช่น หน้าผาก โหนกแก้ม รอบเบ้าตา หรืออาจมีการลดลงของการรับกลิ่นได้
อาการรองอื่นๆ ที่อาจพบร่วมด้วย เช่น
- ปวดศีรษะ หรือรู้สึกมึนๆ หนักศีรษะ
- ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะช่วงกลางคืน
- รู้สึกไม่สบายฟันบน (เพราะกระดูกด้านบนฟันอยู่ใกล้ไซนัส)
- มีไข้ต่ำหรืออ่อนเพลีย
- กลิ่นปากผิดปกติ หากมีหนองไหลลงคอ
หากพบว่ามีอาการหลักอย่างน้อย 2 ข้อขึ้นไป รวมทั้งมีอาการน้ำมูกหนา คัดจมูก ต่อเนื่องนานกว่า 10 วัน หรืออาการแย่ลงหลัง 5 วัน มีโอกาสสูงว่าเป็นไซนัสอักเสบ คนไข้ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมิน

ชนิดของไซนัสอักเสบ โดยทั่วไปแบ่งตาม ระยะเวลาที่มีอาการ ดังนี้
- เฉียบพลัน (Acute) อาการไม่เกิน 4 สัปดาห์ มักเกิดหลังติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน หากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการจะดำเนินนานขึ้นและต้องรักษาให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมร่วมด้วย
- กึ่งเฉียบพลัน (Subacute) มีอาการ 4 – 12 สัปดาห์ ซึ่งนานกว่าการติดเชื้อธรรมดา แต่ยังไม่ถึงระยะเรื้อรัง
- เรื้อรัง (Chronic) อาการคงอยู่อย่างน้อย 12 สัปดาห์ แม้ได้รับการรักษาแล้ว อาจมีการกำเริบและคงที่ซ้ำ ๆ ได้
- กลับเป็นซ้ำ (Recurrent) เกิดหลายครั้งต่อปี โดยอาการจะหายขาดในรอบก่อน แล้วก็กลับมาเป็นใหม่อีก
การวินิจฉัยโรคไซนัสอักเสบ แพทย์จะประเมินจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะสอบถามอาการ ระยะเวลา และปัจจัยที่ทำให้อาการแย่ลง และตรวจจมูก เพื่อดูการบวมของเยื่อบุ
- ส่องกล้องโพรงจมูก ช่วยให้มองเห็นความผิดปกติภายในช่องจมูกและรูเปิดของไซนัสได้ชัดเจน ซึ่งเป็นวิธีในการช่วยวินิจฉัยที่ได้ผลดีและทำได้รวดเร็ว
- การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เช่น CT Scan ซึ่งแพทย์อาจพิจารณาทำในผู้ป่วยบางราย ตามข้อบ่งชี้ เช่น ในกรณีที่อาการหนัก หรือสงสัยมีติ่งเนื้อ ก้อนหรือภาวะแทรกซ้อน หรือเพื่อวางแผนผ่าตัด
- การเพาะเชื้อ ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา แพทย์อาจทำการเพาะเชื้อเพื่อตรวจหาเชื้อดื้อยา ซึ่งจะช่วยในการปรับยาฆ่าเชื้อให้เหมาะสมแก่ผู้ป่วยมากยิ่งขึ้น

แนวทางการรักษาไซนัสอักเสบ เป้าหมายเพื่อลดการอักเสบ ขจัดเชื้อโรค และปรับปรุงการระบายของเมือกหรือสารคัดหลั่ง
- การรักษาด้วยยา และการดูแลตนเอง เช่น
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ ช่วยลดหนอง น้ำมูกที่คั่งค้าง และทำความสะอาดเยื่อบุจมูก
- ยาพ่นสเตียรอยด์ ลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก
- ยาแก้ปวด บรรเทาอาการปวดหน้าหรือศีรษะ
- ยาต้านฮิสตามีน ในผู้ที่มีน้ำมูกหรือมีภูมิแพ้ร่วมด้วย
- ยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรีย
- หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นภูมิแพ้ ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิแพ้ร่วม รวมทั้งหลีกเลี่ยงฝุ่นควัน มลพิษ และการสูบบุหรี่
- การผ่าตัด (ในกรณีจำเป็น) หากผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้น หลังการรักษาด้วยยาเต็มที่ภายใน 6 – 12 สัปดาห์ หรือมีปัจจัยประกอบ เช่น โครงสร้างผิดปกติ, ติ่งเนื้อ ทำให้การรักษาด้วยยาไม่เพียงพอ และโรคคงอยู่เรื้อรังหรือกลับเป็นซ้ำ หรือผู้ป่วยมีปฏิกิริยาแพ้ที่รุนแรง หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากไซนัสอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดส่องกล้องไซนัสเพื่อให้การรักษาอย่างตรงจุดมากขึ้น
ทำไมการผ่าตัดจึงช่วยได้?
ไซนัสมีรูเปิดที่ระบายเมือกเข้าสู่จมูก หากช่องนี้ตีบตัน จะทำให้เมือกคั่งและเชื้อโรคเติบโตง่าย การผ่าตัดจะช่วยเปิดช่องระบายให้กว้างขึ้นและขจัดสิ่งอุดตัน เช่น ติ่งเนื้อ เยื่อบุที่อักเสบหนาตัว เพื่อให้เมือกระบายออกได้ดีขึ้น และสามารถนำยาเข้าสู่บริเวณที่อักเสบในไซนัสส่วนลึกได้ง่ายขึ้น
ข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้อง
✓ แผลเล็กและไม่ต้องมีแผลบริเวณใบหน้า
✓ มองเห็นโครงสร้างภายในชัดเจน ช่วยลดการบาดเจ็บเนื้อเยื่อข้างเคียง
✓ ลดการอักเสบและอาการเรื้อรัง เพราะสามารถแก้ไขการอุดตันที่ต้นเหตุ
✓ ฟื้นตัวเร็ว อาการเจ็บน้อย เลือดออกน้อย และมักกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิด
พญ. จุฑารัตน์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ไซนัสอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิต หากมีอาการคัดจมูก น้ำมูกหนา ปวดใบหน้า หรืออาการยืดเยื้อผิดปกติ ไม่ควรปล่อยไว้โดยไม่รักษา การวินิจฉัยที่ถูกต้องโดยแพทย์เฉพาะทาง และการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะเรื้อรังได้ ในกรณีที่การรักษาด้วยยาไม่ได้ผล การผ่าตัดส่องกล้องไซนัสถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง ช่วยให้เปิดทางระบายไซนัส ลดการอักเสบ และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้นได้ค่ะ”
*****************************
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือทำนัดหมายพบแพทย์ กรุณาติดต่อ :
โทร. 032-616-800 Call Center โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน
โทร. 032-616-880 แผนกบริการผู้ป่วยนอก (7.00 – 19.00 น.)
ข่าวสาร & โปรโมชั่น >> Line : @bangkokhuahin








