ปัจจุบันมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้หญิง และความผิดปกติในระยะเริ่มต้นอาจเริ่มจากอาการหรือการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม การหมั่นสังเกตความผิดปกติและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม
นพ.ณัฐพร นวลอุทัย (ว.43972) ศัลยแพทย์ และผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน กล่าวว่า ผู้หญิงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของเต้านม หากพบอาการหรือการเปลี่ยนแปลงดังต่อไปนี้ ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและคำปรึกษาที่เหมาะสม
- คลำพบก้อนหรือความผิดปกติบริเวณเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
- ผิวหนังบริเวณเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีน้ำหรือของเหลวไหลออกจากหัวนมโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เต้านมมีขนาดหรือรูปร่างเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
- มีอาการบวม แดง หรืออักเสบของเต้านมโดยไม่ทราบสาเหตุ

4 ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้
- อายุ — ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ โดยเฉพาะในวัยกลางคนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม หากพบก้อนหรือความผิดปกติของเต้านมในช่วงอายุใดก็ตาม ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
- ประวัติครอบครัว — หากมีสมาชิกในครอบครัวหรือญาติสายตรงเคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงควรแจ้งประวัติครอบครัวให้แพทย์ทราบ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง
- เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน — ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่งอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเต้านมอีกข้างได้ จึงควรติดตามการตรวจตามคำแนะนำของแพทย์
- น้ำหนักตัวเกิน — ภาวะน้ำหนักเกินหรือมีไขมันในร่างกายสูงอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมที่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ การได้รับฮอร์โมนบางชนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งเต้านมที่เพิ่มขึ้นในบางกลุ่ม จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความเหมาะสมในการใช้ฮอร์โมน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
วิธีตรวจเต้านมด้วยตนเอง
การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้หญิงคุ้นเคยกับลักษณะปกติของเต้านม และสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ โดยสมาคมโรคเต้านมแห่งประเทศไทยแนะนำให้ผู้หญิงตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไปตระหนักถึงสุขภาวะของเต้านม และตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ดังนี้
- ยืนหน้ากระจก สังเกตรูปร่าง ขนาด และผิวหนังบริเวณเต้านมทั้งสองข้าง ว่ามีความผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือไม่
- ใช้ปลายนิ้วมือคลำเต้านม ให้ทั่วบริเวณเต้านม รวมถึงบริเวณรอบหัวนม เพื่อสังเกตว่ามีก้อนหรือความผิดปกติหรือไม่
- ตรวจบริเวณหัวนมและลานหัวนม โดยกดบริเวณลานหัวนมเบา ๆ เพื่อสังเกตว่ามีน้ำหรือของเหลวไหลออกจากหัวนมหรือไม่
- คลำบริเวณรักแร้ เพื่อสังเกตว่ามีก้อนหรือความผิดปกติบริเวณดังกล่าวหรือไม่
- หากพบก้อนหรือความผิดปกติที่ไม่เคยพบมาก่อน ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม

การตรวจร่างกายโดยแพทย์
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะตรวจเต้านมทั้งสองข้างเพื่อประเมินลักษณะของก้อนและความผิดปกติอื่น ๆ รวมถึงตรวจบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- ตรวจเต้านมทั้งสองข้าง เพื่อประเมินตำแหน่ง ขนาด ลักษณะ และความแข็งของก้อน รวมถึงตรวจผิวหนังและหัวนม
- ตรวจบริเวณรักแร้ (Axillary examination) เพื่อประเมินต่อมน้ำเหลืองว่ามีการโตหรือมีลักษณะผิดปกติหรือไม่
- ตรวจบริเวณเหนือและใต้ไหปลาร้า (Supraclavicular and infraclavicular areas) เพื่อประเมินต่อมน้ำเหลืองบริเวณดังกล่าว
- แพทย์จะนำข้อมูลจากการตรวจร่างกายร่วมกับอายุ อาการ ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยง เพื่อพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมที่เหมาะสม
เมื่อพบก้อนเนื้อ ต้องทำอย่างไรต่อ?
การคลำพบก้อนในเต้านมไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมะเร็งเสมอไป ก้อนอาจเกิดจากก้อนเนื้อธรรมดา ถุงน้ำ หรือเป็นเพียงเนื้อเต้านมปกติก็ได้ ดังนั้น การเข้ารับการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจ Mammogram (MMG) และ Ultrasound (US) จะช่วยให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของก้อนและความผิดปกติของเต้านม เพื่อช่วยในการวางแผนการตรวจติดตามหรือการรักษาได้อย่างเหมาะสม
หากตรวจพบว่าเป็นก้อนเนื้อธรรมดา ถุงน้ำ หรือหินปูนที่มีลักษณะไม่รุนแรง จากผลการตรวจ Mammogram หรือ Ultrasound แพทย์อาจแนะนำให้สังเกตอาการและติดตามผลการตรวจตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากลักษณะของความผิดปกติและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล
ในกรณีที่ก้อนมีลักษณะที่น่าสงสัย มีการเปลี่ยนแปลงของก้อน หรือผลการตรวจทางภาพถ่ายมีความผิดปกติที่จำเป็นต้องประเมินเพิ่มเติม แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม รวมถึงการเจาะหรือตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยก่อนวางแผนการรักษาต่อไป

การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม
โดยทั่วไป ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วย Ultrasound และ Mammogram ปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการผิดปกติ เพื่อช่วยค้นหาความผิดปกติของเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
สำหรับผู้ที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น มีอาการผิดปกติ มีประวัติการผ่าตัดเต้านม หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI เต้านม หรือพิจารณาปรับระยะเวลาการตรวจให้ถี่ขึ้นตามความเหมาะสมและระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
แนวทางการดูแลสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยง
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงหรือลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- หากมีการใช้ฮอร์โมนทดแทนหรือยาคุมกำเนิดต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
- เข้ารับการตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตามช่วงอายุและระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
“คุณผู้หญิงควรหมั่นตรวจเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หากพบก้อน ความผิดปกติของผิวหนัง หรือมีน้ำหรือของเหลวไหลออกจากหัวนม ควรมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจเพิ่มเติม และโดยทั่วไป เมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วย Mammogram และ Ultrasound ปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้ที่มีเนื้อเต้านมหนาแน่น มีอาการผิดปกติ มีประวัติการผ่าตัดเต้านม หรือมีปัจจัยเสี่ยงสูง แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI หรือตรวจติดตามในระยะเวลาที่ถี่ขึ้นตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล
มะเร็งเต้านม หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โอกาสในการรักษาและการรอดชีวิตจะสูงขึ้นอย่างมาก ดังนั้น ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสวางแผนการรักษาได้เร็ว และช่วยเพิ่มโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว” นพ.ณัฐพร กล่าวทิ้งท้าย
เนื่องในเดือนรณรงค์มะเร็งเต้านม (Breast Cancer Awareness Month) โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน ขอชวนคุณผู้หญิงทุกท่านหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพเต้านม ด้วยการสังเกตความผิดปกติ ตรวจเต้านมด้วยตนเอง เข้ารับการตรวจโดยแพทย์เมื่อมีข้อบ่งชี้ และตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมตามช่วงอายุและระดับความเสี่ยง การใส่ใจและรู้เท่าทันตั้งแต่วันนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่การมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ :
โทร. 032-616-833 แผนกศัลยกรรม ชั้น 1 (8.00 – 17.00 น.)
โทร. 032-616-800 Call Center โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน
Email: [email protected]










