ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture): ภัยเงียบฉุกเฉินที่แม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง
ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) คือ ภาวะวิกฤตทางสูติกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อผนังมดลูกฉีกขาดทะลุทุกชั้น ส่งผลให้ทารก รก หรือเลือด ไหลทะลักออกจากโพรงมดลูกเข้าสู่ช่องท้อง
🚨 ความรุนแรง: ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่สุด (Emergency) เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือและผ่าตัดทันที
⚠️ 5 สัญญาณเตือน! อาการแบบไหนเสี่ยง “มดลูกแตก”
หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ต้องรีบแจ้งแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที:
-
ปวดท้องรุนแรงผิดปกติ: ปวดเจ็บขึ้นมาทันทีทันใด หรือปวดแตกต่างไปจากการเจ็บครรภ์คลอดตามปกติ
-
เลือดออกทางช่องคลอด: มีเลือดไหลออกมาในปริมาณมาก
-
มดลูกผิดปกติ: การหดรัดตัวของมดลูกผิดเพี้ยนไป หรือจู่ๆ ก็หยุดบีบตัวไปดื้อๆ
-
อาการช็อกในคุณแม่: ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด หรือหมดสติ
-
สัญญาณชีพทารกแย่ลง: หัวใจทารกเต้นช้าลง ผิดปกติ หรือตรวจไม่พบการเต้นของหัวใจ
🔍 สาเหตุสำคัญที่ทำให้มดลูกแตก
สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความไม่แข็งแรงของผนังมดลูก หรือมีปัจจัยกระตุ้นรุนแรง เช่น:
-
แผลผ่าตัดเดิม: เคยผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หรือผ่าตัดที่ตัวมดลูกมาก่อน ทำให้เกิดจุดอ่อนที่รอยแผลเดิมและปริแตกได้เมื่อมดลูกขยายตัว
-
ยากระตุ้นคลอด: การใช้ยาเร่งคลอดหรือยากระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูกมากเกินไป
-
การคลอดที่ยากลำบาก: ทารกตัวใหญ่ คลอดติดขัด หรือใช้เวลาคลอดนานกว่าปกติ
-
อุบัติเหตุ: มดลูกได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง
-
ผนังมดลูกบาง: จากการขูดมดลูก ผ่าตัดเนื้องอก หรือความผิดปกติแต่กำเนิด
🎯 ใครบ้าง? คือกลุ่มเสี่ยงสูง
-
✅ ผู้ที่เคย “ผ่าตัดคลอด” มาก่อน (โดยเฉพาะแผลแนวตั้ง)
-
✅ ผู้ที่พยายามคลอดเองทางช่องคลอด หลังจากเคยผ่าตัดคลอด (VBAC)
-
✅ ผู้ที่ได้รับยาเร่งคลอด หรือยากระตุ้นการคลอด
-
✅ คุณแม่ที่ตั้งครรภ์หลายครั้ง (Multipara) หรือมดลูกยืดขยายมาก (เช่น แฝด, น้ำคร่ำมาก)
🏥 แนวทางการรักษา (ต้องแข่งกับเวลา)
แพทย์จะต้องวินิจฉัยและทำการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อรักษาชีวิต:
-
ผ่าตัดคลอดฉุกเฉินทันที: เพื่อนำทารกออกมาให้เร็วที่สุด
-
การจัดการกับมดลูก:
-
กรณีเสียหายไม่มาก: แพทย์จะทำการเย็บซ่อมแซมมดลูก
-
กรณีเลือดออกไม่หยุด/เสียหายรุนแรง: จำเป็นต้องตัดมดลูกเพื่อรักษาชีวิตคุณแม่
-
-
การช่วยฟื้นคืนชีพ: ให้เลือดและสารน้ำทดแทน เพื่อป้องกันภาวะช็อกและรักษาความดันโลหิต
💡 คำแนะนำ: หากคุณแม่ท่านใดมีประวัติการผ่าตัดคลอด หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอและแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดครับ









