Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ซื้อโปรโมชั่นแพคเกจออนไลน์
ปิด

สร้างสุขใจ-กาย 'ผู้สูงอายุ' 'มงคลชีวิต' ทดแทนพระคุณ

photo

13 เมษายน นอกจากเป็น "วันสงกรานต์" ยังเป็น "วันผู้สูงอายุ" อีกด้วย... ในวันนี้นอกจากการทำบุญตามวิถีชาวพุทธแล้วการรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ที่นับถือ โดยเฉพาะ "พระในบ้าน" ของลูก ๆ หลาน ๆ ก็เป็นกิจกรรมสำคัญที่ควรทำกัน...
          

สงกรานต์เป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่ทำให้ลูกหลานได้กลับคืนสู่บ้านเยี่ยมพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ทำให้ได้อยู่กันแบบอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งและที่สำคัญได้มีโอกาส ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคม หากลูกหลานเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีการเอาใจใส่ดูแลที่ดีก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุปรับตัวได้อย่างมีความสุข

 

dr.yotin_.jpg

สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย 

นพ.พนธกร พานิชกุล ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพให้ข้อมูลว่า ในวัยสูงอายุนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมที่เกิดขึ้นกับอวัยวะทุกระบบ สมรรถภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ จะลดลง ซึ่งเป็นไปตามกฎธรรมชาติโดยการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของแต่ละคนจะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันและไม่เท่ากัน 

"เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุความเจ็บป่วยก็ตามมาที่เห็นได้ชัดจะเป็นความเสื่อมของระบบเคลื่อนไหวรวมถึงกระดูก ข้อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ เส้นประสาทควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม ข้อตะโพกเสื่อม ทำให้หกล้มได้ง่าย มือสั่น จับของไม่แน่น ไม่ค่อยกระฉับกระเฉง ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวและข้อต่อต่าง ๆ พละกำลังลดน้อยลงไป"

 

"ให้ความรัก ให้คุณค่า กับผู้สูงอายุ"
 

นอกจากนี้ยังมีในส่วนของ หัวใจ เหนื่อยง่าย เนื่องจากหัวใจบีบตัวได้น้อยลง, เส้นเลือดตีบแข็ง ทำให้ความดันเลือดสูงได้ง่าย เป็นลมหน้ามืดได้ง่าย, ตา พร่ามัวมองไม่ชัด, หู ได้ยินไม่ชัดเจน บางคนมีอาการหูตึง

photo

การสร้างสุขให้กับผู้สูงอายุที่เกี่ยวกับร่างกายทำได้โดยเริ่มจากช่วยให้ผู้สูงอายุรู้ตัวก่อนว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดความเสื่อมในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอย่างไรบ้าง
          

"บางคนเป็นข้อเข่าเสื่อมก็จะเครียด กังวล ทำไมฉันต้องมาเป็น พ่อแม่ฉันไม่เห็นเป็นเลย ดังนั้นอันดับแรกต้องช่วยให้ผู้สูงอายุยอมรับได้ก่อนว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับร่างกายบ้างและช่วยให้เข้าใจว่าสภาวะที่เป็นนั้นไม่ใช่เป็นโรคอะไรที่ร้ายแรงเป็นโรคที่เป็นไปตามวัยทุกคนมีโอกาสเกิดความเสื่อมขึ้นได้"
          

ส่วนที่ว่า "ทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น" ตรงนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำมาในอดีตรวมถึงพันธุกรรมและปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยมีการกระทำสะสมมาตั้งแต่เกิดเรื่อยมา...
          

"บางคนมีพฤติกรรมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงสูงส่งผลให้เมื่ออายุมากขึ้นภาวะความเสื่อมก็เกิดขึ้นได้ง่าย ซึ่งถ้าผู้สูงอายุไม่ยอมรับหรือรับไม่ได้ จะเกิดภาวะจิตใจห่อเหี่ยว รู้สึกไม่อยากทำอะไร การรักษาต่อไปหรือภาวะสุขภาพผู้สูงอายุต่อไปในอนาคตก็จะไม่ค่อยดี จึงต้องพยายามทำให้ผู้สูงอายุเกิดการยอมรับให้ได้ เพื่อจะได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้องและไม่มีความกังวลใจ"
          

อย่างข้อเข่าเสื่อม ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เป็นจะต้องผ่าตัด ซึ่งผู้สูงอายุหลายคนมักกังวลใจ โดยปัจจุบันแม้มีเทคโนโลยีผ่าตัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวได้เร็ว ๆ แต่จริง ๆ แล้วแพทย์จะเน้นรักษาตามระยะของโรค ถ้าสภาวะเข่าเสื่อมยังเป็นไม่มากสามารถรักษาด้วยการรับประทานยาตามอาการและฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมเพื่อช่วยลดการเสียดสีของข้อเข่าหรือฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่จำกัดได้ รวมทั้งแนะนำให้เปลี่ยนวิธีการใช้งานเข่า เช่น ห้ามนั่งคุกเข่า หรือนั่งยอง ๆ พยายามขึ้นลงบันไดเท่าที่จำเป็น
          

 

ควรเลือกเล่นกีฬาเบา ๆ อย่าง รำไทเก๊ก ว่ายน้ำ เดินเร็ว ปั่นจักรยาน โดยให้ใช้เวลาในการออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที โดยทำอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องวิ่งหรือกระโดดมาก ๆ หากมีการกระแทกบ่อย ๆ ก็จะทำให้ปวดเข่า เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น เวลานั่งทำงานอะไรก็ปรับที่นั่งให้สูงเพื่อให้เข่าได้เหยียดเต็มที่ หากต้องนั่งนาน ๆ ควรพักเข่าด้วยการเหยียดเข่าตรงในท่านั่งแล้วนับ1-10 เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรงขึ้น ทำ 20-30 ครั้ง รวมทั้งต้องควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตหรือรับประทานให้น้อยลง เน้นอาหารโปรตีน รับประทานผักและผลไม้มาก ๆ

photo

"เรื่องราวของภาวะทางร่างกาย เป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุต้องใช้ภาวะด้านจิตใจช่วยในเรื่องของการยอมรับ"
          

ทาง นพ.พนธกร ย้ำถึงเรื่องนี้ว่าหากผู้สูงอายุไม่ยอมรับ เกิดจิตใจห่อเหี่ยว ทุกอย่างในร่างกายก็จะแย่ลง แต่ถ้าคนไหนมีจิตใจที่ชื่นบาน เบิกบานกับชีวิต ไม่ว่าจะมีโรคอะไรหรือมีภาวะความเสื่อมอะไรเกิดขึ้น ทำใจยอมรับได้และเข้ารับการรักษา รวมทั้งดูแลตัวเองดีหลังจากพบโรคหรือภาวะความเสื่อม การดำเนินชีวิตก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น ฉะนั้น...
          

อยู่ที่จิตใจของผู้สูงอายุเป็นหลัก
 

การเปลี่ยนแปลงในวัยผู้สูงอายุนอกจากเปลี่ยนแปลงทางร่างกายแล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงทาง จิตใจ และ อารมณ์ อีกด้วย ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น ความเจ็บป่วย การเสื่อมของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ซึ่งก่อให้เกิดความวิตกกังวล รวมไปถึงจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านบทบาทสังคม เช่น การเกษียณผู้สูงอายุมักเกิดอาการซึมเศร้า น้อยใจ สังคมไทยในปัจจุบันมีสิ่งกระตุ้นให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะน้อยใจได้ง่ายขึ้น ผู้สูงอายุบางส่วนอาจจะต้องอยู่คนเดียว อยู่กัน 2 ตายาย เกิดอาการน้อยใจทำไมไม่มีลูกหลานดูแล จิตใจหดหู่ จนบางรายเกิดภาวะซึมเศร้า
          

การสร้างสุขให้กับผู้สูงอายุ นพ.พนธกร แนะนำว่าอันดับแรกจะต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้งกับตัวผู้สูงอายุเองและครอบครัวของผู้สูงอายุ โดยครอบครัวจะต้องช่วยกันในการดูแลผู้สูงอายุและให้กำลังใจว่าเป็นเรื่องปกติของชีวิตที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคหรือความเสื่อม ถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ปฏิบัติตามที่หมอแนะนำ เดี๋ยวก็ดีขึ้น
          

"บางบ้านอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เมื่อก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ภาวะผู้สูงอายุยังสามารถขึ้นลงบันไดได้ปกติ ห้องน้ำก็สามารถใช้งานได้ตามปกติแต่เมื่ออายุมากขึ้นสภาพแวดล้อมในบ้านก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุบางคนอาจจะต้องเปลี่ยนจากนอนชั้น 2 ชั้น 3 มานอนชั้นล่างของบ้าน"
          

ในส่วนของราวจับในบ้านบางจุดอาจจะต้องมีการติดตั้งเพิ่มเติมรวมทั้งในห้องน้ำ ซึ่งผู้สูงอายุนั่งชักโครกบางครั้งก็อาจลุกขึ้นไม่ไหว อาจจะต้องมีราวจับเพื่อช่วยพยุงให้สามารถลุกได้ง่ายขึ้น ขณะที่บางบ้านใช้ชักโครกที่เตี้ยเกินไป ซึ่งผู้สูงอายุจะมีกล้ามเนื้อที่เสื่อม เวลาจะลุกขึ้นก็จะลำบาก อาจจะต้องมีการปรับชักโครกให้สูงขึ้น หรือไม่ก็มีการนำตัวรองมาเสริมเพื่อให้สูงขึ้น
          

"พื้นบ้านก็ควรจะเป็นพื้นที่ไม่ลื่น เพราะเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นความสามารถในการทรงตัวในร่างกายจะลดลง ไม่เหมือนตอนหนุ่มตอนสาว อีกทั้งบางบ้านเล่นสเต็ป เป็นขั้น เป็นชั้น ให้พยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่เหล่านั้นในผู้สูงอายุ เพราะจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายได้ หากล้มก็อาจจะเกิดกระดูกหัก กระดูกตะโพกหัก กระดูกข้อมือหัก เป็นผลที่ตามมา"
         

สิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุมีจิตใจที่เบิกบานได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ "กำลังใจ" การแสดงความรัก การให้ความสำคัญ จากครอบครัวและคนรอบข้าง ซึ่งผู้สูงอายุเมื่อเกษียณก็จะว่าง รู้สึกว่าความสำคัญของตัวเองลดลง จากเมื่อก่อนที่ยังทำงานก็รู้สึกว่ามีคุณค่า แต่พอไม่ได้ทำอะไรก็จะรู้สึกว่าคุณค่าในตัวเองลดลง
          

"ลูกหลานสามารถเติมเต็มในส่วนนี้ได้ด้วยการให้ความรัก ให้คุณค่า กับผู้สูงอายุ พูดคุย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เช่น มีอะไรให้ช่วยไหม เป็นอย่างไรบ้าง มีปัญหาเรื่องสุขภาพไหม ท่านอาจจะตอบกลับว่าปวดตรงนี้ เมื่อยตรงนั้น เจ็บส่วนนี้ การพาผู้สูงอายุไปหาหมอก็จะทำให้ท่านรู้สึกดี รู้สึกว่าลูกหลานเอาใจใส่ ตนเองไม่ได้ถูกทอดทิ้ง"
          

และหากพบภาวะใดเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ก็จะได้ป้องกัน หรือแก้ไข ทำให้ลูกหลานสามารถดูแลผู้สูงอายุได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
          

นอกจากนี้ การพาผู้สูงอายุไปทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือให้ท่านได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันกับลูก ๆ หลาน ๆ เช่น ไปรับประทานอาหารนอกบ้านร่วมกัน ได้ออกกำลังกายร่วมกัน ก็เป็นสิ่งที่ควรหมั่นทำ

...ต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เพื่อให้ "พระในบ้าน" ของลูก ๆ หลาน ๆ เกิดการยอมรับ...เมื่อต้องเข้าสู่ภาวะ "ผู้สูงอายุ" เพื่อช่วยให้ท่านยอมรับสภาพที่ตัวเองเป็น มีจิตใจเบิกบาน สามารถรองรับสภาวะ ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้...
          

หากทำเช่นนี้ได้ ก็จะทำให้ "ผู้สูงอายุ" อยู่กับช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิตได้อย่าง "มีความสุข"...

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์