Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

โรคลมชัก แฝง...สแกนก่อนป้องกันได้

โรคลมชัก, ลมชักแฝง

 

อาการสูญเสียความจำชั่วคราว เหม่อลอยเป็นพักๆ นอนตื่นสาย อาจ "ไม่ใช่" เรื่องเล็กๆ อย่างที่หลายคนคิดเพราะนี่คือสัญญาณของ "โรคลมชัก"

ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคความจำถดถอยและโรคลมชัก คลินิกลมชัก ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ไขข้อข้องใจให้ฟังว่า โรคลมชักไม่ได้มีอาการแค่ชักเกร็งกระตุกทุกส่วนของร่างกายหรือที่เรียกว่า โรคลมบ้าหมู เท่านั้น แต่คนที่เป็นโรคลมชักยังแสดงอาการได้หลายแบบ เช่น วูบ เบลอ จำอะไรไม่ได้ มักจะเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ใหญ่สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนกลุ่มวัยทำงานมักมีอาการเหม่อลอยเป็นพักๆ ระหว่างทำงาน ทำปากขมุบขมิบหรือเคี้ยวปาก มือเกร็ง บางรายอาจมีอาการพูดไม่ออก ในกลุ่มเด็กโตจะมีอาการผิดปกติ เช่น นอนตื่นสาย จากเดิมไม่เคยตื่นสายมาก่อน เป็นต้น

 

สัญญาณอันตราย

"โรคลมชักมีความหลากหลายทางอาการมากขึ้นอยู่กับว่าภาวะผิดปกติของกระแสไฟฟ้าในสมองส่วนใด และรุนแรงแค่ไหน จึงสังเกตยาก ทำให้ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นโรคลมชัก ยิ่งถ้ามีอาการเป็นๆ หายๆ อาจไม่ทันสังเกต เช่น สูญเสียความจำไปชั่วขณะ ญาติจะพามาพบแพทย์ด้วยอาการเดินเซ หลงๆ ลืมๆ โดยคิดว่าเกิดจากความเสื่อมตามอายุ"  

อายุรแพทย์สมอง อธิบายว่า โรคลมชักเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือ ผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต รองลงมาคือกลุ่มเด็ก ซึ่งเกิดจากแผลเป็นในสมองติดตัวมาตั้งแต่เกิด บางรายเซลล์สมองผิดปกติ ดังนั้นพ่อ แม่ ลูกหลาน ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรม หากพบอาการผิดปกติหรืออาการชัก แม้เพียงครั้งเดียวให้รีบพามาพบแพทย์เพื่อรักษาเพราะผลจากการชักจะทำให้เซลล์สมองตาย

"คนไข้หลายคนไม่เคยชัก แต่ระหว่างการรักษาโรคกลับมีอาการวูบ เพราะสมองถูกกระทบกระเทือนกลายเป็นโรคลมชักตามมา บางรายจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศกลับมาแล้วจำไม่ได้ หรือระหว่างสนทนา หยุดพูดไปชั่วขณะ"

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกจึงรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนว่า โรคลมชักเป็นอันตรายร้ายแรงที่ "ไม่มี" แนวโน้มลดลง จึงควรให้ความสำคัญในการดูแลคนใกล้ชิด เนื่องจากสามารถเกิดในคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะประเทศแถบเอเซีย

จากรายงานทางการแพทย์ระบุว่า มีผู้ป่วยกว่า 50 ล้านคนเป็นโรคลมชัก ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาระหว่างคลอด หรือเกิดจากโรคเขตร้อนที่มีผลต่อสมอง เช่น โรคไข้สมองอักเสบ รวมทั้ง อุบัติเหตุและอุบัติการณ์ของโรคเบาหวาน โรคความดัน โรคหัวใจส่งผลให้เกิดโรคลมชักเพิ่มขึ้นด้วย

"โรคลมชักถือเป็นโรคเก่าแก่ที่พบเป็นอันดับแรกๆ ของโรคทางสมอง คนสมัยก่อนเรียกโรคนี้ว่า โรคผีเข้า ต่อมามีการค้นพบยารักษาโรคลมชัก ตามมาด้วยการคิดค้นเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าทางสมองโดยชาวเยอรมัน หากพบอาการตั้งเริ่มต้นสามารถรักษาหายได้"

 

เช็กก่อน...ช่วยได้

แนวทางการรักษาโรคลมชักที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาตรวจอาการเพื่อดูคนไข้อย่างละเอียด เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเบื้องต้น ประมาณ 60-70% ทราบว่าเป็นโรคลมชักหรือไม่

การตรวจคลื่นสมอง (EEG: Electroencephalography) เป็นการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าของกลุ่มเซลล์ในสมอง ผลการตรวจจะปรากฎเป็นเส้นกราฟต่อเนื่องบนจอภาพ การตรวจคลื่นสมองเป็นการตรวจที่ง่าย ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่คนไข้

การตรวจดังกล่าวมีประโยชน์มากในคนไข้ที่สงสัยว่าเป็นโรคลมชัก เนื่องจากสามารถยืนยันการวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคลมชักจริงหรือไม่ ในกรณีที่อาการชักไม่ชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยจำแนกชนิดของโรคลมชัก ซึ่งมีผลต่อการเลือกยากันชักที่เหมาะสมกับโรคลมชักแต่ละประเภท

หากคนไข้รายไหนยังมีอาการไม่ชัดเจนจะมีการตรวจคลื่นสมอง 24 ชั่วโมง ทางโรงพยาบาลกรุงเทพมีเครื่อง QEEG : Quantitative Electroencephalography ที่สามารถวัดค่าที่เป็นตัวเลขหรือกราฟออกมา ซึ่งไม่เหมือนกับการตรวจคลื่นสมองธรรมดา โดยสามารถคำนวณออกมาได้ว่า คนไข้เริ่มมีความผิดปกติอะไรออกมาแล้ว แสดงเป็นภาพ ซึ่งอันนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ในการบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองระยะยาวของคนไข้วิกฤต

“คุณสมบัติของ QEEG คือ สามารถบันทึก 24 ชั่วโมงหลายๆ วัน แล้วออกมาเป็นกราฟให้เห็นได้ชัดเจนในใบเดียวถือเป็นตัวใหม่ในประเทศไทยที่โรงพยาบาลกรุงเทพนำเข้ามาใช้ดูแลคนไข้ลมชักวิกฤต

นอกจากนี้ใชัการตรวจ EEG เพื่อประเมินอาการ ดูความสัมพันธ์กับคลื่นสมองกับอาการที่ผิดปกติต่างๆ เนื่องจากบางคนมีอาการเฉพาะตอนที่นอนหลับ หรือบางครั้งต้องให้คนไข้อดนอนเพื่อให้คลื่นไฟฟ้าออกมาชัดเจนขึ้น”

ขณะเดียวกันมีการตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ( MRI: Magnetic Resonance Imaging) สแกนสมองโดยเฉพาะ 1-2 ชั่วโมง โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญอ่านฟิล์มสมองเพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค

“ในกรณีคนไข้ไม่ตอบสนองต่อยาอาจใช้วิธีผ่าตัดโดยการตัดแผลเป็นออก หรือใช้ “แกมมา ไนฟ์” (Gamma Knife) ไปทำลายตรงจุดกำเนิดนั้นๆ แต่คนไข้ส่วนใหญ่จะใช้ยากันชักช่วยปรับกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติในสมองให้กลับมาเป็นปกติ”

นอกจากนี้ โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้นำร่องระบบ “Web Base EEG Monitor” มาใช้ในเอเชีย เพื่อดูแลคนไข้โรคลมชักในห้องไอซียูได้อย่างใกล้ชิด แพทย์สามารถเปิดดูข้อมูลผู้ป่วยได้ตลอดเวลา ซึ่งระบบนี้จะช่วยทำให้คนไข้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

“ระบบนี้จะมาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรักษา แพทย์สามารถเข้าถึงการรักษาผู้ป่วยได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทางหรือเวลา”

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า การป้องกันโรคลมชักที่ดีที่สุด คือการรู้ตัวว่าเป็นโรคลมชักในระยะแรกๆ และทำการรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้สมองถูกทำลาย สามารถกลับมามีชีวิตได้ตามปกติ ส่วนพฤติกรรมไม่ควรทำ เช่น อดนอน อดอาหาร ออกกำลังกายหักโหมเกินไป ดื่มแอลกอฮอล์ เครียด เพราะทำให้มีโอกาสเป็นโรคลมชักง่ายขึ้น

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคลมชักได้ที่ คลินิคโรคลมชัก (Epilepsy Clinic)

โรคลมชัก ถือเป็น “ภัยใกล้ตัว” ที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยงจึงควรรับการตรวจเสียตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะสายเกินไป


สอบถามเพิ่มเติมที่ คลินิคโรคลมชัก ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ
ชั้น 4 อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟู (อาคาร R)
โทร 0 2310 3011 หรือ โทร 1719 แฟกซ์ 0 2310 3012
Email: info@bangkokhospital.com