Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

ฝากครรภ์อย่างปลอดภัยกับเรา ลดการเกิดความเสี่ยงต่าง ๆ

photo

  การตรวจสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ซึ่งมีความเสียงสูง เช่นการป้องกันโรคธาลัสซีเมียของทารกในครรภ์ เบาหวานในสตรีตั้งครรภ์ เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ครรภ์แฝด ครรภ์เป็นพิษ จัดเป็นภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากภาวะนี้หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ จะมีผลต่อสุขภาพของมารดาและชีวิตของทารกในครรภ์ 

     ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยให้การรักษาและการฝากครรภ์แต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญ สตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว  การตรวจหาสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง (High-risk pregnancy) เป็นวิธีการตรวจกรองวิธีหนึ่งเพื่อเลือกสตรีตั้งครรภ์บางรายทำการตรวจกรองและวินิจฉัย  การตรวจกรองอาจอาจทำในลักษณะ คือ

 

ตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์

การตรวจคัดกรองสตรีตั้งครรภ์สามารถทำในลักษณะดังนี้ คือ

  1. การตรวจกรองสตรีตั้งครรภ์ทุกราย คือการตรวจกรองที่ทำในสตรีตั้งครรภ์ทุกรายโดยไม่เลือกว่าเป็นการตั้งครรภ์เสี่ยงสูงหรือไม่ เช่น การตรวจขนาดและลักษณะของเม็ดเลือดแดง การตรวจหมู่เลือด ABO และ Rh กากรตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส เชื้อไวรัสตับอักเสบบี การตรวจเชื้อไวรัสเอดส์ และตรวจปัสาวะดูไข่ขาว และน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ เป็นต้น  ในประเทศไทยมีความชุกของโรคธาลัสซีเมียสูง จึงควรตรวจกรองโรคธาลัสซีเมีย ในสตรีตั้งครรภ์ทุกราย
     
  2. การตรวจกรองเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง คือการตรวจกรองที่ทำในสตรีตั้งครรภ์เฉพาะรายที่เป็นการตั้งครรภ์เสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคนั้น ๆ เช่น การตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ การทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

 

โรคธาลัสซีเมีย

      โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคพันธุกรรมที่พบบ่อยที่สุดของประเทศ อุบัติการของประชากรไทยมีพาหะของโรคนี้ ประมาณร้อยละ 30-40 และผู้ป่วยด้วยโรคนี้ร้อยละ 1 หรือประมาณ 600,000 คนต่อประชากร 60 ล้านคน โดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นมากกว่า 12,000 คนต่อปี ผู้ป่วยจะมีอาการซีดมาก เหลือง ตับม้ามโตตั้งแต่เด็ก บางคนจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุ 1-2 เดือน ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ภาวะซีดมากเรื้อรัง จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในไขกระดูกโดยเฉพาะที่หน้า  การให้เลือดทดแทนจะช่วยให้ชีวิตผู้ป่วยยืนยาวขึ้น  ผู้ป่วยพวกนี้มีภาวะเหล็กเกิน โรคแทรกซ้อนที่สำคัญอันหนึ่งคือภาวะหัวใจวาย ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ ตับแข็ง เบาหวาน เป็นต้น การรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นการรักษาตามอาการหรือประคับประคองแบบเรื้อรังไปตลอดชีวิต  โรคเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ซึ่งถ้าในมารดากำลังตั้งครรภ์อยู่ มีความเป็นไปได้ว่า  เนื้อเยื่อของคนน้องจะเข้ากับคนพี่ได้อย่างน้อย ร้อยละ 25 ซึ่งถ้าเข้ากันได้การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่มาจากเลือดจากรกของคนน้องอาจช่วยรักษาโรคให้คนพี่ได้

      ความสำเร็จของการป้องกันโรคธาลัสซีเมีย ขึ้นกับความสามารถตรวจคัดกรองพาหะหรือคู่สมรสเสี่ยง โดยทั่วไปพาหะของธาลัสซีเมียมักมีสุขภาพปกติ  แต่มีเม็ดเลือดแดงผิดแกติซึ่งไม่มีผลต่อสุขภาพ  การให้คำปรึกษาแนะนำทางพันธุศาสตร์และการวินิจฉัยทารกก่อนคลอด สามารถลดอุบัติการของโรคธาลัสซีเมียได้  เนื่องจากพาหะของธาลัสซีเมียในประเทสไทยมีเป็นจำนวนมาก การตรวจคัดกรองจึงควรทำในสตรีตั้ครรภ์ทุกราย (Universal screening)

 

เบาหวานในขณะตั้งครรภ์

      ภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ทำให้พบภาวะแทรกซ้อน ครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนดในมารดาเพิ่มขึ้น และ พบทารกเสียชีวิตในครรภ์ในระหว่าง 4-8 สัปดาห์สุดท้ายของการตั้งครรภ์ ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ที่ไม่รุนแรงจะไม่เพิ่มอัตราตายทารกก่อนกำเนิด  แต่ก็พบทารกตัวโตและคลอดยาก ทำให้ตกเลือดหลังคลอดได้  ครรภ์แฝดน้ำ (เข้าใจว่าเกิดจากทารกปัสสาวะมาก) พบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหลังคลอด ตัวเหลือง และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ เพิ่มขึ้นผลกระทบของภาวะเบาหวานในระยะยาวจะเพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดเบาหวานหลังคลอดเพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ทำให้ลูกหลานมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวนเพิ่มขึ้น

      การตรวจกรองและการวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ตั้งแต่แรกเริ่มและให้การดูแลรักษาจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่จะตามมาได้  โดยทำการตรวจคัดกรองเบื้องต้นครั้งแรกด้วยการให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสขนาด 50 กรัม แล้วตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดภายหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส 1 ชั่วโมง  ( 50-g glucose challenge test ) ถ้าหากพบว่าผิดปกติ โดบใรนะดัลย่ำจสฃฝยเฃือดมากกว่าหรือเท่ากับ 140 มก./ดล. จึงค่อยทำการตรวจวินิจฉัยด้วย 100-gram OGTT (3-hour) โดยให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหาร 10-12 ชั่วโมง และให้ดื่มน้ำตาลกลูโคสในขนาด 100 กรัม ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดที่เวลาก่อนดื่มน้ำตาลและหลังดื่มน้ำตาลกลูโคส

 

การเจ็บครรภ์และการคลอดก่อนกำหนด

      เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดภาวะทุพพลภาพ และเป็นสาเหตุการตายของทารกแรกเกิดที่พบบ่อย  ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด หมายถึง การเจ็บครรภ์และคลอดตั้งแต่สัปดาห์ที่ 28 ไปจนก่อนครบสัปดาห์ที่ 37 ภาวะเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดโดยทั่วไปพบได้ร้อยละ 9-10 ของการคลอด ส่วนมากแล้วจะไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และมีโอกาสเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไป ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้แก่ การติดเชื้อที่ปากมดลูก / ในน้ำคร่ำ ครรภ์เป็นพิษ รกเกาะต่ำ/ลอกตัวก่อนกำหนด ครรภ์แฝดและครรภ์แฝดน้ำ  ปากมดลูกอ่อนแอจากการบาดเจ็บจากการแท้ง/คลอดหรือผ่าตัด ที่บริเวณปากมดลูก ตัวมดลูกผิดปกติ ความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะทุภาชนาการ รวมทั้งการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ มีผลทำให้มารดาคลอดก่อนกำหนด

     การวินิจฉัย จากการตรวจพบมีการหดรัดตัวของมดลูกและการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกโดยที่มีการหดรัดตัวของมดลูกอย่างน้อย 4 ครั้งใน 20 นาที หรือ 8 ครั้งใน 60 นาที ร่วมกับมีปากมดลูกบางตัวอย่างน้อยร้อยละ 80 และ ปากมดลูกต้องเปิดมากกว่า 1 เซนติเมตร  อาจมีอาการปวดหลัง ปวดคล้ายปวดประจำเดือน ตกขาวใสหรือตกขาวมีเลือดปน ซึ่งต้องแยกให้ออกจาการเจ็บครรภ์หลอก ซึ่งการหดรัดตัวของมดลูกจะไม่สม่ำเสมอ และอาจจะมีอาการเจ็บปวดได้เล็กน้อยหรือไม่มีก็ได้

 

การทำนายการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด  

  1. การตรวจภายในเพื่อประเมินการขยายและการบางตัวของปากมดลูก เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดแต่ประโยชน์ที่จะนำมาไม่ชัดเจน มีความผันแปรได้มากและมีความไวต่ำ
  2. การใช้อัลตร้าซาวด์วัดความยาวของแกมดลูกโดยแกติเมื่ออายุครรภ์ 24 สัปดาห์ความยาวของปากมดลูกเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 35 มม. ถ้าพบว่าความยาวลดลงเรื่อย ๆ จะมีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้สูงขึ้น มีความถูกต้องแม่นยำในการประเมินความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด มากกว่าการตรวจภายใน
  3. การตรวจสาร fetal fibronectin จากช่องคลอด พบว่ามีความไวสูงและอาจช่วยลดการได้รับยาหรือการรักษาที่ไม่จำเป็น

 

การดูแลรักษา

     หลักสำคัญของการรักษาก็คือ พยายามยืดระยะเวลาการคลอดโดยเฉพาะก่อนอายุ 34 สัปดาห์ ก็จะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะการทำงานของปอดทารกล้มเหลว

การดูแลภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด ต้องยืนยันการวินิจฉัยที่แน่นอนว่าเป็นการเจ็บครรภ์จริง ต้องยืนยันอายุครรภ์โดยอาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหาสาเหตุของการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด  ตรวจสภาวะสุขภาพของทารกในครรภ์ เลือกการให้ยาระงับการหดรัดตัวของมดลูก  การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เร่งการกระตุ้นการทำงานของปอดทารก

 

ความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์

หมายถึงความดันโลหิต Systolic ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท รหือ ความดันโลหิต Diastolic ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอท Preeclampsia คือ ความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90มิลลิเมตรปรอท และมีโปรตีนในปัสสาวะ

 

ครรภ์เป็นพิษ 

       ครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) คือ ภาวะชักซึ่งหาสาเหตุอื่นไม่พบ ในผู้ป่วย ครรภ์เป็นพิษที่รุ่นแรงมีอาการชักเป็นกลุ่มอาการที่พบเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ โดยพบปริมาณเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ลดน้อยลง ก่อนตรวจพบความดันโลหิตสูง  ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าปกติ อาจพบการบวมที่ผิดปกติหรือขาบวมอย่างมาก ต่อมาจึงตรวจพบความดันโลหิตสูง การตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมักพบภายหลังและแสดงถึงความรุนแรงของโรคที่เพิ่มขึ้น หากมีอาหารปวดหัว ตามัวหรือจุกแน่นลิ้นปี่ แสดงว่าผู้ป่วยมีโอกาสเกิดการชักได้สูง ภาวะชักอาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะก่อนคลอด ระยะเจ็บครรภ์คลอด หรือระยะหลังคลอด

  • ภาวะแทรกซ้อนต่อมารดาที่สำคัญ ได้แก่ มีเลือดออกในสมอง, รกลอกตัวก่อนกำหนด, ความผิดปกติของระบบประสมท, ปอดอักเสบจากอาหารสำลัก และปอดบวมน้ำ
  • ภาวะแทรกซ้อนต่อทารกที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะการขาดออกซิเจนจากรกลอกตัวก่อนกำหนด

        ครรภ์เป็นพิษ พบมากในสตรีครรภ์แรก อายุน้อย  ซี่งแตกต่างจากผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่ อายุมากกว่า 35 ปี และเป็นการตั้งครรภ์หลัง ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่สำคัญของภาวะ ได้แก่ ความอ้วน การตั้งครรภ์แฝด ภาวะเกร็ดเลือดต่ำเป็นความผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด อาจพบการแตกของเม็ดเลือดแดง จะพบการทำงานผิดปกติของไตตับและสมอง การทำนายการเกิดโรค ไม่มีการตรวจใดที่พบว่ามีประโยชน์อย่างชัดเจน

การดูแลรักษา

     การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงเป็นการรักษาหลัก แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยคือ ป้องกันการชัก ควบคุมระดับความดันโลหิตสูง ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง เมื่อครรภ์ครบกำหนด มารดามีอาการโรครุนแรง หรือ ตรวจพบ สุขภาพของทารกผิดปกติ

 

ทารกโตช้าในครรภ์

     ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ บ่งชี้ถึงภาวะที่ทารกในครรภ์ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามศักยภาพที่ได้ กำหนดไว้แล้วในทางพันธุกรรม แพทย์ต้องทราบอายุครรภ์ที่ถูกต้องของทารกในครรภ์ เนื่องจากน้ำหนักของทารกเปลี่ยนตามอายุครรภ์

 

สาเหตุ

  1. ปัจจัยทางมารดา (Maternal causes)
    • มารดาที่มีรูปร่างเล็ก ( constitutionally small) มารดาที่มีรูปร่างเล็กมักให้กำเนิดบุตรที่มีขนาดเล็ก  มารดาที่มีน้ำหนักก่อนคลอดน้อยกว่า 45 กิโลกรัม มีโอกาสคลอดทารกที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ 2 เท่า
    • ภาวะน้ำหนักของมารดาไม่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ ในมารดาที่มีน้ำหนักมากมีสุขภาพปกติและไม่มีโรคแทรกซ้อน การที่น้ำหนักมารดาเพิ่มขึ้นไม่ถึงเกณฑ์เฉลี่ยมักไม่ส่งผลต่อน้ำหนักของทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม หากมารดาที่มีน้ำหนักน้อยหรือปานกลาง การที่น้ำหนักของมารดาไม่เพิ่มขึ้นตลอดการตั้งครรภ์จะส่งผลให้มีภาวะทารกโตช้าในครรภ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากน้ำหนักมารดาไม่เพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่2
    • การติดเชื้อในมารดา การติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และโปรโตซัว อาจส่งผลให้มีการติดเชื้อของรกและทารกในครรภ์และทำให้เกิดภาวะทารกโตช้า  
    • โรคของมารดา ที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของเส้นเลือดในรก ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ภาวะเบาหวานที่เป็นมาก โรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน โรคไตเรื้อรัง โรคที่ทำให้มารดามีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ เช่น  Obstructive lung disease โรคหัวใจบางชนิด โรคโลหิตจางที่รุนแรง ก็ทำให้เกิดภาวะทารกโตช้าได้เช่นกัน   สำหรับมารดาที่มีภาวะ antibody syndrome จะตรวจพบ antibody ต่อ cardiolipin  หรือ anticoagulant จะทำให้เกิดการเกาะตัวของเกร็ดเลือด และทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดของรก ส่งผลให้เกิดการแท้งซ้ำซาก ทารกตายในครรภ์ ครรภ์เป็นพิษ รวมถึงภาวะทารกโตช้าในครรภ์ด้วย  
    • ปัจจัยแวดล้อมของมารดา  มารดาที่สูบบุหรี่ ใช้สารเสพติด เช่น แอลกอฮอล์ โคเคน ฝิ่น ส่งผลให้เกิดทารกโตช้าได้ เศรษฐานะต้ำ การฝากครรภ์ไม่ดี ภาวะทุพโภาชนาก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง การใช้ยาบางอย่างประจำ เช่น ยากันชัก ยาห้ามการแข็งตัวของเลือดบางชนิด
  2. ปัจจัยจากทารก ( Fetal causes) ความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่อาจทำให้เกิดภาวะโตช้าในครรภ์  อาจเป็นได้ทั้งความผิดปกติทางโครงสร้างและความผิดปกติทางโครโมโซม
  3. ปัจจัยจากรก (Placental causes) อาจมีความผิดปกติทั้งทางโครงสร้างหรือการทำงานของรก

 

การวินิจฉัย

  1. ประวัติการฝากครรภ์ การคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัยภาวะทารกโตช้าในครรภ์ มารดาที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต มารดาที่เคยคลอดบุตรที่มีภาวะโตช้าในครรภ์  จะมีความสี่ยงสูงขึ้น มารดาที่มีน้ำหนักน้อยขณะตั้งครรภ์และน้ำหนักไม่เป็นตามเกณฑ์ที่ควรเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยง  ดังนั้นแพทย์ควรตรวจติดตามความสูงของยอดมดลูกและส่งตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อยืนยันต่อไป
  2. การตรวจความสูงของยอดมดลูก การใช้สายวัดจากยอดมดลูกถึงเหนือกระดูกหัวหน่าว  เป็นวิธีที่ง่ายจึงยังเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอยู่อย่างแพร่หลายในการคัดกรองทารกโตช้าในครรภ์ เพื่อทำการตรวจยืนยันด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงต่อไป
  3. การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ในสตรีที่มีความเสี่ยงสูงจากประวัติกรือการตรวจร่างกายก็ตาม  ควรได้รับการตรวจคลื่นเสียงความถี่สุงเพื่อยืนยันอายุครรภ์ ประเมินความผิดปกติและประเมินการเจริญเติบโตของทารกในช่วงอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ และอาจตรวจติดตามการเจริญเติบโตอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ 32-34 สัปดาห์ การประเมินขนาดของทารกประกอบด้วยการวัดตัววัดมาตรฐานต่าง ๆ และการคำนวณน้ำหนักทารกในครรภ์

 

การดูแลรักษา

หลักการใหญ่ ๆ ในการดูแลทารกโตช้าในครรภ์

  1. ฝากครรภ์ เพื่อค้นหาและลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สุขภาพทารกในครรภ์เลวลง และการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
  2. การฝากครรภ์ หรือ การตรวจเฝ้าระวังสุขภาพของทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด การนับจำนวนครั้งการดิ้นของทารก เป็นวิธีที่ง่ายและสะดวกในการประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ ทารกปกติควรดิ้นตั้งแต่ 10 ครั้งขึ้นไปในเวลา 12 ชั่วโมงในแต่ละวัน  การใช้การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง Biophysical profile และคลื่นเสียงความถี่สูงดอปเลอร์ และการตรวจติดตามอัตราการเต้นของหัวใจทารกโดยคลื่นไฟฟ้า เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมใช้เฝ้าระวังสุขภาพทารกในครรภ์ การตรวจโดยทั่วไปมักตรวจสัปดาห์ละครั้ง
  3. การฝากครรภ์ และ การกำหนดเวลาคลอดที่เหมาะสม คลินิกวินิจฉัยก่อนคลอดและคลินิกครรภ์เสี่ยงสูงโรงพยาบาลกรุงเทพ ให้การบริการดูแลรักษาสตรีตั้งครรภ์แบบองค์รวม มีมาตรฐานทันต่อความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคโนโลยี โดยเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง การดูแลทารกแบบครบวงจรจากครรภ์มารดาสู่โลกภายนอก เริ่มตั้งแต่กระบวนการการวินิจฉัยก่อนคลอดเพื่อตรวจหาภาวะผิดปกติ  รวมทั้งการดูแลรักษาระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอดที่ดี มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการมีลูกสุขภาพสมบูรณ์และแข็งแรง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ 
ชั้น 2 อาคาร D 
เปิดบริการทุกวัน เวลา 7.00 - 20.00 น.
โทร.02-310-3005 หรือ โทร.1719
แฟกซ์ 02-755-1685
Email: 
info@bangkokhospital.com