Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ซื้อโปรโมชั่นแพคเกจออนไลน์
ปิด

ชีวิตจะปลอดภัย ถ้าใส่ใจป้องกันกระดูกสะโพกหัก

1

 

กระดูกสะโพกหักเป็นอย่างไร?

กระดูกสะโพกหัก คือ การหักของส่วนต้นของกระดูกต้นขาที่เชื่อมต่อกับกระดูกเชิงกราน มักเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสตรีวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทองซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นถึง 1 ใน 7 ของสตรีในวัยนี้ อีกทั้งยังเกิดได้ทั้งเพศหญิงและชาย ปัจจุบันตัวเลขผู้สูงอายุเกินกว่า 60 ปีมีมากขึ้น และในอนาคตจะมีสัดส่วนผู้สูงวัยต่อประชากรวัยทำงานสูงขึ้น ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดกระดูกสะโพกหักก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณ

ผู้สูงอายุ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2546 คือ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เช่นเดียวกับองค์การสหประชาชาติ แต่มีบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา กำหนดให้มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป 

จากรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ปี 2552 ของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย เรื่องการศึกษาขนาดและแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุไทยตั้งแต่ปี 2503 พบว่าประชากรอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปมีเพียง 1.5 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 5.4 ของประชากรทั้งหมด แต่ขนาดของประชากรตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มเป็น 7 เท่า คือประมาณ 7.6 ล้านคน ทำให้ปี 2552 เป็นปีที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งมีมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด การเพิ่มขนาดและสัดส่วนประชากรสูงอายุไทยยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการคาดการณ์ในปี 2568 หรืออีก 15 ปีข้างหน้า จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 14.9 ล้านคน คิดเป็น 2 เท่าของปี 2552 และในปี 2573 จะเพิ่มขึ้นเป็น 17.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ

 

กระดูกสะโพกหักส่งผลร้ายอย่างไรบ้าง?
 

แม้ว่าเทคโนโลยีการดูแลรักษา และการผ่าตัดรักษากระดูกสะโพกหักจะทำให้กระดูกติดดี แต่ผู้ป่วยก็ยังต้องทำกายภาพบำบัดระยะหนึ่ง มีผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ก่อนกระดูกหักเคยดูแลตัวเองได้ แต่กลับต้องมีญาติผู้ใกล้ชิดหรือผู้ช่วย คอยประกบดูแลตลอดเวลาหลังจากเกิดกระดูกสะโพกหักแล้ว ส่วนหนึ่งต้องไปอยู่ในสถานพักฟื้น และมีกว่าครึ่งหนึ่งที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้าค้ำยันตลอดไป เป็นต้น ที่สำคัญคือ ผู้สูงวัยที่มีกระดูกสะโพกหักนั้น มีอัตราการเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่ไม่เคยมีกระดูกหัก และยังพบว่ามีภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อีกมากมายที่ทำให้เสียชีวิตได้

 

ค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
 

แม้ว่าในประเทศไทยจะยังมิได้ประเมินไว้ แต่ผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤตและอยู่ในโรงพยาบาล หรือ สถานพักฟื้นเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับญาติต้องเสียเวลาในการทำงาน เสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมาก โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐที่ต้องเสียเงินงบประมาณในส่วนนี้เพิ่มขึ้น (ซึ่งค่าใช้จ่ายโดยประมาณอยู่ที่รายละกว่า 1 ล้านบาทในสหรัฐอเมริกา)

 

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหัก
 

จากสถิติและข้อมูลทางการศึกษา พบว่า มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหัก ดังนี้

  • อายุ อัตราเสี่ยงมีมากขึ้นเมื่อมีอายุมากกว่า 65 ปี
  • เพศ เพศหญิงมีโอกาสเกิดมากกว่าเพศชายถึง 3 เท่า
  • พันธุกรรม การที่มีประวัติกระดูกหักของผู้สูงอายุในครอบครัว หรือผู้ที่มีโครงสร้างกระดูกเล็ก หรือมีรูปร่างผอมบาง
  • ภาวะโภชนาการ ผู้ที่ร่างกายขาดแคลเซียมจากการรับประทานน้อย หรือการดูดซึมไม่ดี
  • ลักษณะนิสัยส่วนบุคคล โดยเฉพาะการดื่มเหล้า และการสูบบุหรี่
  • ภาวะบกพร่องของร่างกาย ร่างกายอ่อนแอ มีข้ออักเสบ ข้อเสื่อม การทรงตัวไม่ดี สายตาไม่ดี
  • ภาวะบกพร่องทางสมอง เช่น โรคทางสมอง สมองฝ่อ หลงลืม
  • การได้รับยาบางประเภท ยาบางชนิดทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการมึนงง หรือผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมีที่ทำให้กระดูกพรุนกระดูกส่วนที่มีผลกระทบมาก และทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่ายนอกเหนือจากกระดูกสะโพกแล้ว ยังมีกระดูกสันหลังและกระดูกปลายแขนบริเวณข้อมือ

 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดกระดูกสะโพกหัก
 

ความจริงกระดูกต้นขาส่วนต้นหรือที่เรียกว่ากระดูกสะโพกนั้นมีความแข็งแรงมาก แต่จากภาวะการเสื่อมตามวัย ภาวะโรคบางอย่าง การได้รับยาต่างๆ ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน และเกิดกระดูกหักได้ง่าย เนื่องจากกระดูกเป็นเนื้อเยื่อที่มีชีวิต ประกอบด้วย โปรตีนและแคลเซียมซึ่งมีการปรับแต่งตัวเองได้และร่างกายนำแคลเซียมจากกระดูกไปใช้ตลอดเวลา นั่นคือมีการดูดซึมแคลเซียมออกจากกระดูกและมีการเก็บทดแทนเข้าไป ถ้าเกิดการไม่สมดุลร่างกายได้รับแคลเซียมไม่พอ จะทำให้กระดูกอ่อนแอลงหรือพรุนและเปราะหักง่าย โดยที่กระดูกจะเริ่มมีการเสียสมดุลเมื่ออายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะเมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนเนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน แม้ว่าการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนในวัยนี้จะป้องกันหรือชะลอภาวะกระดูกพรุนได้ แต่การจะเสริมฮอร์โมนหรือไม่นั้นควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ประจำตัวก่อน

 

กระดูกพรุนคืออะไร
 

กระดูกพรุน คือ ภาวะที่มวลกระดูกลดลงจนเกิดการโปร่งบาง เนื่องจากการเสียสมดุลของแคลเซียมในกระดูก กระดูกพรุนป็นภัยเงียบ เนื่องจากจะไม่มีอาการใดๆ บ่งบอกถึงกระดูกพรุนจนกว่าจะเกิดกระดูกหัก แม้ว่าจะไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกระดูกพรุนได้ เช่น 

  • อายุมาก
  • การดำเนินชีวิตแบบนั่งนอนเฉยๆ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • ได้รับสารสเตียรอยด์ หรือยารักษาต่อมไธรอยด์
  • การดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่
  • กรรมพันธุ์

 

การจัดการกับโรคกระดูกพรุน
 

แม้ว่าจะไม่สามารถหยุดภาวะกระดูกพรุนได้ แต่สามารถให้การวินิจฉัยแต่เนิ่นๆ ได้ถ้าใส่ใจและเริ่มให้การรักษาเพื่อชะลอหรือลดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะการป้องกันกระดูกหัก ซึ่งพบว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาแบบป้องกันจะน้อยกว่าการรักษาเมื่อกระดูกหักแล้ว แต่หากเกิดกระดูกหักแล้วก็มีวิธีการรักษาทั้งการผ่าตัดที่ดี และการดูแลรักษาหลังการผ่าตัดแบบองค์รวมตามความก้าวหน้าในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นฟูสภาพโดยเร็วป้องกันโรคแทรก และป้องกันการเกิดกระดูกหักซ้ำซากได้ ทั้งนี้สารอาหารบางอย่าง เช่น แคลเซียม วิตามินดี และ การออกกำลังกายยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องกล่าวถึง
 

  • แคลเซียม ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย และสภาวะร่างกาย ดังนี้
     
    • อายุ 9-18 ปี เท่ากับ 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน
    • อายุ 19-50 ปี เท่ากับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
    • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร เท่ากับ 1,000-1,300 มิลลิกรัมต่อวัน
    • อายุมากกว่า 50 ปี เท่ากับ 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน
       

อาหารที่มีปริมาณแคลเซียมมาก ได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆ พร้อมกระดูก กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น
 

  • วิตามินดี มีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดยร่างกายต้องการวิตามินดีวันละ 200 - 600 หน่วย ซึ่งในนม 1 แก้ว จะมีวิตามินดี 100 หน่วย และมีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม หากคิดว่าได้แคลเซียมและวิตามินดีจากอาหารไม่เพียงพอก็ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรรมเรื่องอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือวิตามินรวม เป็นต้น

 

ปรึกษาแพทย์เรื่องการรักษาและยา
 

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนมีหลายกลุ่ม ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละราย จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ได้ยาที่เหมาะกับแต่ละคน ทั้งนี้ต้องลด ละ เลิกการดื่มสุรา และการสูบบุหรี่ ระวังป้องกันการหกล้มเนื่องจากการทรงตัวไม่ดี หรือขาดการออกกำลังกาย หรืออาการมึนงงวิงเวียนจากผลข้างเคียงของยา

 

การออกกำลังกาย
 

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกเพศทุกวัย สามารถป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และมีส่วนร่วมในการรักษาโรคกระดูกพรุน ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอก่อนอายุ 30 ปีจะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง และมีความหนาแน่นของกระดูกมากกว่าพวกที่ไม่ได้ออกกำลังกาย การออกกำลังกายที่ดีควร เป็นลักษณะการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักของแขนหรือขา เช่น 

  • เดิน
  • วิ่งเหยาะ ๆ
  • รำมวยจีน
  • ลีลาศ
  • การยกน้ำหนักเบา ๆ
  • เต้นแอโรบิกแบบแรงกระแทกต่ำๆ หรือสเต็ปแอโรบิก

ทั้งนี้ขึ้นกับความเหมาะสมของแต่ละบุคคลและอาจต้องปรึกษาแพทย์ก่อนจะออกกำลังกาย

 

การฝึกการทรงตัว และการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการหกล้ม  
  

นอกจากการออกกำลังกายที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกายบริหารร่างกายง่ายๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงความทนทานของกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่น การออกกำลังกายดังกล่าวสามารถฝึกทำได้ทุกวัน โดยเริ่มต้นจากวันละ 10 นาที แล้วค่อยๆ เพิ่มวันละ 1 นาที จนกระทั่งถึงวันละ 30 นาที ถ้าไม่สามารถทำได้ทุกวัน ก็ไม่ควรน้อยกว่าสัปดาห์ละ 3 วัน ทั้งนี้การฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการหกล้ม เป็นวิธีการที่ดีที่จะลดอุบัติการณ์ของกระดูกหักได้ ผู้ที่มีประวัติเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่าบ่อย ก่อนลุกจากเตียงหรือจากเก้าอี้ให้ขยับข้อเท้า 5 - 10 ครั้งแล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นหาที่เกาะข้างเตียง หรือข้างเก้าอี้ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการเซขณะลุก ควรใช้บันไดให้น้อยที่สุด ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้า หรือ โครงเหล็ก 4 ขา ถ้าการทรงตัวไม่ดีให้ใส่รองเท้าที่มียางกันลื่น และหลีกเลี่ยงการเดินบนพื้นเปียก ถ้าจำเป็นต้องทานยากล่อมประสาทไม่ควรลุกเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน แต่ให้ใช้กระโถนหรืออุปกรณ์ขับถ่ายข้างเตียงจะดีกว่า ที่สำคัญคือหลีกเลี่ยงการยืนบนเก้าอี้และการปีนที่สูง

 

การปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อความปลอดภัย
 

การหกล้มเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ และก่อให้เกิดปัญหากระดูกหักได้ง่ายสำหรับผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหักการปรับสภาพแวดล้อมเหล่านี้จะช่วยป้องกันการหกล้มได้
 

  • บันได
     
    • ให้ทำราวบันไดทั้งสองข้าง และห้ามวางของบนบันได
    • ใส่ยางกันลื่นบริเวณขอบบันได
    • ให้มีแสงสว่างเพียงพอ
    • หลีกเลี่ยงการใช้พรมบนบันได
       
  • ห้องนอน ห้องนั่งเล่น
     
    • ในห้องและทางเดินต้องมีแสงสว่างให้เห็นเพียงพอ
    • ไม่ทิ้งสิ่งกีดขวางเกะกะทางเดิน
    • ไม่ควรมีธรณีประตู เพราะอาจทำให้สะดุดขณะก้าวข้ามได้
    • พื้นห้องไม่ควรใช้เซรามิกหรือหินขัดจะทำให้ลื่นได้ง่าย การใช้ปาเก้หรือปูพรมจะช่วยกันลื่นได้ดี
    • จัดเก็บสายไฟ สายโทรศัพท์ให้เรียบร้อย 
       
  • ห้องน้ำ
     
    • พื้นห้องน้ำควรใช้ยางกันลื่น ถ้าเป็นเซรามิกควรใช้ตาเล็กๆ และมีผิวหยาบ
    • ควรใช้เก้าอี้นั่งอาบน้ำ สำหรับผู้ที่มีการทรงตัวไม่ดี
    • ควรทำราวจับในห้องน้ำ
    • ควรมีไฟนำทางจากห้องนอนไปห้องน้ำ
       
  • ห้องครัว
     
    • ต้องทำความสะอาดทันทีหลังการใช้งาน โดยเฉพาะการเก็บเศษอาหารทันทีที่ทำหล่น
    • ห้ามขัดพื้นครัวให้มัน

บทความนี้ได้รับอนุญาตแปลเป็นภาษาไทยจาก American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS) http://orthinfo.aaos.org  ห้ามนำไปเผยแพร่หรือแก้ไขโดยไม่ได้รับอนุญาต  / AAOS ไม่มีส่วนในการแปลครั้งนี้


สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่า
ชั้น 1 (โซนโถงเปียโน) อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ
เปิดบริการ จันทร์ - ศุกร์ 08.00 – 20.00 น. | เสาร์ – อาทิตย์ 08.00 – 17.00 น.
โทร. 0 2310 3731, 0 2310 3732 หรือ โทร. 1719