Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ซื้อโปรโมชั่นแพคเกจออนไลน์
ปิด

'ลมหลับ' รักษาได้อย่านอนใจ

photo

อาการง่วงเหงาหาวนอน  นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ ผล็อยหลับโดยไม่รู้ตัว ..ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยจากโรคลมหลับ ควรใส่ใจมิเช่นนั้นอาจเป็นอันตรายหากต้องขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานกับเครื่องจักร

นพ.จักริน ลบล้ำเลิศ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทวิทยา โรคลมชักและการนอนหลับผิดปกติ ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า อาการง่วงนอนผิดปกติถือเป็นปัญหาสำคัญระดับชาติเพราะเกี่ยวข้องกับการเกิดอุบัติเหตุ ส่วนหนึ่งเกิดจากการอดนอน หลายคนละเลย ทั้งๆที่ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินและชีวิตไม่ต่างจากการเมาแล้วขับ ที่สำคัญไม่ได้มีการตรวจเช็กเหมือนการตรวจแอลกอฮอลล์ของผู้ที่ขับขี่รถยนต์

จากสถิตพบว่าช่วงเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่อยู่ระหว่างตี 4 ถึง 6 โมงเช้าซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายง่วงมากและอีกระยะคือ บ่ายสองถึงบ่ายสามโมงทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง โอกาสเกิดความผิดพลาดสูง โดยเฉพาะงานที่ต้องการความแม่นยำสูง

สาเหตุเกิดจากการนอนไม่เพียงพอ เนื่องจากความรับผิดชอบในหน้าที่การทำงานมากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสื่อสารผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค อาทิ  ไลน์ เฟซบุ๊ค ทำให้นอนดึกโดยเฉพาะวัยรุ่น หากมองผิวเผินดูเหมือนเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขไม่ยาก แต่ในทางปฏิบัติทำยาก ไม่ว่าวัยรุ่น คนทำงาน รวมทั้งผู้สูงอายุ ตามหลักการควรนอนอย่างน้อย 7 - 8 ชั่วโมงแต่ขึ้นอยู่กับวัย  นอกจากนี้เวลานอนไม่เหมาะสมก็มีผลให้ตื่นแล้วไม่สดชื่นรู้สึกง่วง  แม้ว่าจำนวนชั่วโมงได้ตามเกณฑ์แต่เวลานอนไม่เหมาะสม   โดยเวลาที่เหมาะสมในการนอน คือ สี่ทุ่มถึงสี่ทุ่มครึ่ง แต่ละคนอาจไม่เหมือนกันแม้จะอายุเท่ากัน เพศเดียวกัน น้ำหนักตัวเท่ากัน ทั้งนี้เป็นผลมาจากพันธุกรรม

อย่างไรก็ตามปัญหาการง่วงระหว่างวันนั้นเกิดจากความผิดปกติทางร่างกายได้หลายสาเหตุอย่างไม่น่าเชื่อ

'ไม่ใช่' เป็นเพราะนิสัยขี้เกียจอย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของสมองทำให้เกิดอาการง่วงง่าย หลับเร็ว เนื่องจากการขาดสารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า'ไฮโปเครติน (Hypocretin)' ทำให้สมองไม่สามารถควบคุมวงจรการนอนหลับให้เป็นปกติได้  บางครั้งถึงขั้นหลับขณะกำลังขับรถหรือเรียนหนังสือ มักพบในเด็กและกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งนอกจากอาการหลับง่ายแล้วอาจมีอาการบางอย่างร่วมด้วย อาทิ อาการผีอำไม่สามารถขยับเขยื้อนแขนขาของตัวเองได้ทั้งๆ ที่สายตาก็ยังสามารถรับรู้มองเห็น  เห็นภาพหลอนขณะกำลังจะหลับ หรือเสียงแว่วได้ในขณะเคลิ้มหลับหรือเคลิ้มตื่น อาการอย่างอื่นที่อาจพบได้อีกคือ อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนขาอย่างเฉียบพลัน ซึ่งมักเกิดในขณะที่คนไข้มีอารมณ์ขำ

"หากพบว่ามีอาการข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งวิธีการตรวจโรคลมหลับสามารถทำได้ด้วยการตรวจการนอนหลับและความง่วงนอน  ซึ่งการตรวจเพิ่มเติมก็เป็นตัวช่วยให้การวินิฉัยถูกต้องแม่นยำ ทำให้วางแผนการรักษามีประสิทธิภาพต่อไป"  นพ.จักริน  กล่าวว่า แนวทางการตรวจจะเริ่มต้นจากการซักประวัติคนไข้ จากนั้นให้สวมนาฬิกา Actigraphy 1-2 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการนอน การตื่นว่าเป็นอย่างไร เหมาะสมไหม สามารถคำนวณประสิทธิภาพในการนอนได้ละเอียด จากนั้นแพทย์จะให้คุณทำ Sleep Test ในช่วงกลางคืน ซึ่งให้คนไข้นอนเหมือนที่บ้าน โดยมีการวัดคลื่นไฟ้ฟ้าสมอง การหายใจ ระดับออกซิเจนในร่างกายและอื่นๆ เพื่อตรวจหาความผิดปกติในขณะหลับ อันได้แก่ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับซึ่งมักพบร่วมกับอาการนอนกรนโดยเป็นสาเหตุของอาการง่วงมากผิดปกติในช่วงเวลากลางวันได้เช่นกัน และเพื่อให้มั่นใจว่าคืนก่อนตรวจคนไข้นอนไม่น้อยกว่า 6-7 ชั่วโมง  จากนั้นจะทำ test กลางวันโดยจะให้คนไข้หลับทั้งหมด 5 งีบ แต่ละงีบห่างกัน 2 ชั่วโมงโดยให้คุณนอนใน Sleep Lab ตอนกลางวัน  โดยดูว่าหลังจากปิดไฟคนไข้เริ่มหลับภายในกี่นาที ถ้าน้อยกว่า 8 นาทีและมีฝันอย่างน้อยใน 2 งีบถือว่าเป็นโรคง่วงนอนผิดปกติโดยอาจมีโอกาสเป็นโรคลมหลับได้ หากน้อยกว่า 5 นาทีถือว่าอาการอยู่ในขั้นรุนแรง

แนวทางรักษาทำได้เพียงควบคุมอาการไม่ให้รุนแรง และไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ด้วยการใช้ยากระตุ้นเพื่อให้รู้สึกตื่นตัว ซึ่งการใช้ยาจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์  รวมทั้งการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยการจัดตารางเวลาในการนอนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7 - 8 ชั่วโมง เพิ่มการงีบหลับสั้นๆ ในช่วงกลางวันเพื่อลดความง่วงที่เกิดขึ้น  ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่  หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจเป็นอันตรายหากเกิดอาการได้แก่ การขับขี่ยานพาหนะ การทำงานกับเครื่องจักร ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่สามารถป้องกันได้ ทางออกที่ดีคือ การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการตามที่ว่ามาข้างต้นควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษา


ศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชัก โรงพยาบาลกรุงเทพ

ชั้น 4 อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟู (อาคาร R)
โทร. 0 2755 3011  หรือ โทร.1719 แฟกซ์: 0 2310 3105
Email: info@bangkokhospital.com 

วันและเวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์ 07:00 - 20:00 น.

วันเสาร์ - อาทิตย์  07:00 - 17.00 น.