Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ซื้อโปรโมชั่นแพคเกจออนไลน์
ปิด

โรคอ้วน ระบาดทั่วโลก แพทย์แนะเทคนิค..ตัดกระเพาะลดขนาด

photo

จากภาวะ “โรคอ้วน” ที่ระบาดไปทั่วโลก เป็นปัจจัยที่นำไปสู่ภาวะการเกิดโรคแทรกซ้อนและโรคเรื้อรังต่างๆตามมาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจหลอดเลือด เกาต์ ข้อเข่าเสื่อม ไปจนถึงภาวะไขมันเกาะตับที่พบมากขึ้นเรื่อยๆด้วย

รศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์ส่องกล้องและการผ่าตัดโรคอ้วน ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ บอกว่า สถานการณ์โรคอ้วนในคนไทยขณะนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 10% ของประชากร หรือราวๆ 6 ล้านคน สาเหตุส่วนหนึ่งของการเป็นโรคอ้วนมาจากการรับประทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกาย กินอาหารที่มีไขมันสูง และขาดการ

photo

“เกณฑ์สำหรับผู้ที่เริ่มอ้วน คือ มีดัชนีมวลกายอยู่ประมาณ 25-30 น้ำหนัก ก็อาจจะอยู่ประมาณ 70-80 กิโลกรัม กลุ่มนี้ถือว่ายังไม่อ้วน แค่ท้วมๆ แต่ต้องระวังเพราะมีแนวโน้มที่จะอ้วนได้ แพทย์ มักแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการกินอาหารและออกกำลังกายให้มากขึ้น ซึ่งถ้าคิดเป็นสัดส่วน กลุ่มนี้ถือว่ามีจำนวนมากที่สุด คือประมาณ 30% ของประชากร หรือประมาณ 20 ล้านคน กลุ่มนี้ถ้าปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและออกกำลังกายได้ น้ำหนักก็จะค่อยๆลดลง จนถึงขั้นไม่มีปัญหาอะไร” 
คุณหมอสุเทพบอกและว่า จะบอกได้ว่า คนคนนั้นมีภาวะอ้วนหรือไม่ แพทย์จะพิจารณาดูจากหลายอย่าง เช่น เทียบโดยน้ำหนัก ถ้ามีน้ำหนักเกิน 80-90 กิโลกรัม มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) เกินกว่า 32.5 ขึ้นไป และมีโรคแทรกซ้อนกลุ่มนี้ถือว่าอ้วนและอาจจะเริ่มมีปัญหา ส่วนคนที่มีค่า BMI อยู่ที่ประมาณ 30-37.5 ถ้ายังไม่มีโรคแทรกซ้อน แพทย์จะให้คำแนะนำเหมือนกลุ่มแรก คือ ปรับการกิน การออกกำลังกาย ในบางรายอาจต้องใช้ยาที่มีผลไปบล็อกการดูดซึมของไขมันในลำไส้ช่วย แต่นั่นหมายความว่า คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็ต้องหยุดกินของมัน ถ้ากินยาบล็อกไขมันแต่ยังกินอาหารมันอยู่ก็เท่ากับไม่ได้ช่วยอะไรเลย

ศัลยแพทย์ส่องกล้องและการผ่าตัดโรคอ้วน โรงพยาบาลกรุงเทพ บอกว่า กลุ่มที่เป็นปัญหาจนถึงขั้นที่ต้องทำการรักษา โดยเฉพาะการผ่าตัดให้กระเพาะเล็กลง คือ กลุ่มที่มีค่า BMI 32.5 -37.5 และมีโรคแทรกซ้อน กับกลุ่มที่ค่า BMI เกินกว่า 37.5 ขึ้นไป พวกนี้บางคนอาจมีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัม ใช้วิธีการรักษาด้วยการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือรับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะแนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัด เพื่อช่วยให้ลดน้ำหนักลงได้ระยะยาว ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

photo

คุณหมอสุเทพ อธิบายว่า วิธีลดน้ำหนักด้วย วิธีผ่าตัดส่องกล้องแบบ Minimally Invasive Surgery (MIS) มีวัตถุประสงค์หลัก คือ ลดขนาดกระเพาะอาหาร เพื่อลดการดูดซึมของกระเพาะอาหาร โดยการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร มี 3 วิธี ด้วยกัน คือ

1. การใส่หูรูดรัดกระเพาะ (Laparoscopic Gastric banding)

เป็นการนำซิลิโคนรัดบริเวณส่วนต้นของกระเพาะอาหารให้มีขนาด 30 ซีซี เพื่อให้คนไข้รู้สึกอิ่มเร็วเนื่องมาจากขนาดของกระเพาะเล็กลง เมื่อทำไประยะหนึ่ง ไขมันที่ห่อหุ้มกระเพาะจะหายไป วิธีนี้อาจทำให้น้ำหนักลดลงประมาณ 60% ของน้ำหนักส่วนเกิน แม้จะเป็นวิธีที่ดีที่ไม่ต้องตัดกระเพาะออก แต่วิธีนี้อาจจะไม่เหมาะกับคนไข้ที่อ้วนมากๆ โดยเฉพาะหากไม่มีวินัยในการรับประทานอาหาร ก็อาจจะกลับมาอ้วนได้อีก

2. การตัดกระเพาะแบบบายพาส (Laparoscopic REY Bypass Gastrectomy)

จะใช้วิธีการสอดกล้องและใส่เครื่องมือเข้าไปทำการผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลงเป็นกระเปาะ และตัดลำไส้เล็กในลักษณะที่เรียกว่า บายพาส ประมาณ 150 ซม. นำมาต่อกับกระเปาะเพื่อเชื่อมกับกระเพาะอาหาร การผ่าตัดด้วยวิธีนี้คนไข้ต้องปรับวิธีการกินอาหาร โดยจะต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดที่สุด เพราะอาหารจะไม่ผ่านการย่อยในกระเพาะ ซึ่งก็จะมีผลทำให้น้ำหนักลดลงได้

3. การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหารแบบสลีฟ (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy-LSG)

เหมาะกับคนไข้ที่อ้วนมากๆ มีดัชนีมวลกายมากกว่า 35 ขึ้นไป มีโรคแทรกซ้อนมากกว่า 2 โรค วิธีนี้เป็นการผ่าตัด เพื่อนำกระเพาะออกไปประมาณ 80% รวมถึงส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว โดยตัดกระเพาะให้เป็นรูปท่อเรียวเหมือนกล้วยหอม มีความกว้างประมาณ 1 ซม. มีความจุ 150 cc คนไข้จะทานอาหารได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้น

“การผ่าตัดทั้ง 3 แบบ จะทำก็ต่อเมื่อคนไข้ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ด้วยการควบคุมอาหาร ทานยา หรือออกกำลังกายได้แล้ว มีการสะสมไขมันร่างกายมาก จนทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ มีโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย มีรายงานทางการแพทย์ว่า ผู้ที่เป็นโรคอ้วน มักมีภาวะของไขมันสะสมทั้งบริเวณหน้าท้อง ตับอ่อน ซึ่งเราคงเคยได้ยินโรคไขมันเกาะตับมาแล้ว นอกจากนี้ มีงานวิจัยในต่างประเทศ ว่า ภาวะอ้วน มีส่วนสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งในระบบนรีเวช เช่น มะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก สูงกว่าคนที่ไม่อ้วน เพราะไขมันมีส่วนต่อการปรับระดับฮอร์โมนเพศหญิง ส่วนผู้ชาย ภาวะอ้วน ทำให้เกิดปัญหาของโคนลิ้นไปขวางทางเดินหายใจ ทำให้เกิดภาวะนอนกรน และหยุดหายใจขณะนอนหลับ” ศัลยแพทย์ส่องกล้องและการผ่าตัดโรคอ้วน รพ.กรุงเทพ บอกและว่า การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารนี้ ไม่ได้ทำให้ผอมทันที อาจต้องใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออก โดยที่เห็นผลทันที คือ การกินน้อยลง เมื่อกินน้อยลง ร่างกายก็จะไปเอาส่วนที่สะสมอยู่ออกมาใช้ ทำให้น้ำหนักค่อยๆลดลงจนถึงเป้าหมายที่ต้องการลด

photo

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะเป็นวิธีการสุดท้ายในการรักษาโรคอ้วน และในระยะยาวการควบคุมการกินยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องไม่กินมากกว่าที่ร่างกายจะนำไปใช้ และหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอให้มีการเผาผลาญไขมันอยู่ตลอด โอกาสที่จะกลับมาอ้วนอีกก็จะน้อยลง

 

ที่มา: Thairath.co.th


สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์ผ่าตัดและรักษาโรคอ้วน โรงพยาบาลกรุงเทพ

ชั้น 1 อาคาร D โรงพยาบาลกรุงเทพ
เปิดบริการ 8.00 น. - 20.00 น.  
โทร02-310-3002 หรือ โทร 1719
Emailinfo@bangkokhospital.com