Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

หลากหลายคำถามกับความรู้เรื่องมะเร็งตับอ่อน

มะเร็งตับอ่อน

 

 

หลายคนคงได้ทราบข่าวจากสื่อต่างๆว่านักร้องเพลงลูกทุ่งชื่อดัง คุณสายัณห์ สัญญา เสียชีวิตจากการป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนระยะลุกลาม อาจทำให้เกิดความสงสัยขึ้นว่า โรคมะเร็งตับอ่อนคืออะไร มีอาการอย่างไร ความชุกของโรคเป็นเช่นใด และมีปัจจัยเสี่ยงใดที่ทำให้เป็นโรคนี้ได้ ก่อนที่จะนำท่านผู้อ่านเข้าสู่ความรู้ของโรคมะเร็งตับอ่อน จะขอให้ท่านผู้อ่านรู้จักกับตำแหน่งและหน้าที่ของตับอ่อน เพื่อจะได้เข้าใจอาการและการดำเนินโรคต่อไป

 

ตับอ่อนมีหน้าที่อย่างไร?

ตับอ่อนเป็นอวัยวะที่อยู่ในส่วนของช่องท้องด้านบน หลังกระเพาะและติดกับลำไส้เล็กส่วนต้น โดยส่วนหัวของตับอ่อนเป็นทางผ่านของท่อทางเดินน้ำดีจากตับ (รูปที่ 1) โดยตัวตับอ่อนจะทำหน้าที่หลักสองอย่างคือ ผลิตน้ำย่อยในการย่อยโปรตีน คาร์โบไฮเดรท และไขมัน น้ำย่อยต่างๆที่ตับอ่อนผลิตนั้นจะถูกหลั่งออกมาที่ท่อน้ำดีส่วนปลาย ออกสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารต่อไป หน้าที่ที่สำคัญอีกอย่างของตับอ่อน คือ สร้างฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด และ ฮอร์โมนกลูคากอนที่ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลย์ของระดับน้ำตาลในร่างกาย

มะเร็งตับอ่อน

ตำแหน่งของตับอ่อนในร่างกาย

 

มะเร็งตับอ่อนมีกี่ชนิด?

มะเร็งตับอ่อนมีหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่เกิดจาก เซลล์ท่อตับอ่อน(Ductal adenocarcinoma) โดยมีส่วนน้อยที่เกิดจากเซลล์ที่สร้างฮอร์โมนต่างๆ หรือบางชนิดมีลักษณะเป็นถุงน้ำ เนื่องจากมะเร็งสองชนิดหลังนั้นพบได้น้อยมาก บทความนี้จึงขอกล่าวถึงเฉพาะมะเร็งที่เกิดจากเซลล์ท่อตับอ่อน

 

โรคมะเร็งตับอ่อนมีอาการอย่างไร

จากตำแหน่งของตับอ่อนตามที่กล่าวข้างต้น อาการของโรคมะเร็งตับอ่อนจึงแบ่งตามตำแหน่งที่เกิด คือ

  1. ก้อนที่อยู่บริเวณหัวตับอ่อน เนื่องจากบริเวณหัวตับอ่อนจะเป็นทางผ่านของท่อทางเดินน้ำดีดังนั้น ผู้ป่วยจะมีอาการของการระบายน้ำดีออกไม่ได้และมีน้ำดีคั่งในกระแสเลือด ทำให้เกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อ่อนเพลีย กินได้น้อย น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระเป็นมันเนื่องจากไม่สามารถย่อยไขมันได้ ในช่วงแรกอาจไม่มีอาการปวดท้อง ต่อมาอาจมีอาการปวดท้องจากก้อนเนื้อลุกลามเข้าไปบริเวณเส้นประสาท บางรายอาจมีอาการอาเจียนมากเนื่องจากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่มาก ไปกดเบียดลำไส้เล็กส่วนต้นทำให้อาหารผ่านไม่ได้
  2. ก้อนที่อยู่บริเวณตัวและหางตับอ่อน เนื่องจากส่วนนี้ไม่ได้อยู่ใกล้ท่อน้ำดี ในระยะแรกผู้ป่วยจึงมักไม่มีอาการ แต่จะเริ่มมีอาการเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่หรือ มีการกระจายของโรคแล้ว โดยผู้ป่วยจะมีอาการ เช่น อ่อนเพลีย กินได้น้อย น้ำหนักลด ปวดท้องจากก้อนไปเบียดเส้นประสาท ท้องมานจากการที่มีมะเร็งกระจายไปที่เยื่อบุช่องท้อง

 

pancreas-pic2.jpg

เนื่องจากก้อนที่อยู่บริเวณหัวตับอ่อนมักเบียดท่อน้ำดีและทำให้เกิดอาการตัวเหลืองได้ง่าย ผู้ป่วยจึงมาพบแพทย์เร็วและมักพบก้อนในขณะที่ยังเล็กอยู่ ส่วนก้อนที่อยู่บริเวณหางตับอ่อนมักไม่มีอาการจนกระทั่งตรวจพบเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่หรือในระยะลุกลาม ดังนั้นผู้ป่วยที่มีก้อนจึงมีการพยากรณ์โรคดีกว่าก้อนที่หางตับอ่อน นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเบาหวานร่วมด้วย หรืออาจมีอาการของตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันนำมาก่อนได้

 

โอกาสในการเกิดมะเร็งตับอ่อน มีมากหรือน้อยเพียงใด?

มะเร็งตับอ่อนพบได้มากขึ้นในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป เจอได้ในอัตราส่วนประชากร 14.8 : 100,000(2) คน ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ต่ำมาก ดังนั้น เมื่อผู้ป่วยมีอาการ ตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย น้ำหนักลด จึงควรนึกถึงโรคอื่นที่พบได้บ่อยกว่าร่วมด้วยเสมอ เช่น โรคตับแข็ง โรคตับอักเสบจากสาเหตุต่างๆ โรคมะเร็งตับ หรือ โรคที่มีอาการอุดตันท่อน้ำดีอื่นๆ เช่น นิ่วในท่อน้ำดี มะเร็งท่อน้ำดี เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม มะเร็งตับอ่อนมีโอกาสเป็นมากขึ้นในผู้ป่วยที่ เป็นมะเร็งเต้านมที่มียีนส์ทีกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านม (BRCA genes) ผู้ป่วยที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน การสูบบุหรี่ การกินเนื้อสัตว์ และอาหารมันเป็นปริมาณมาก

 

จะสามารถวินิจฉัยและการรักษาโรคมะเร็งตับอ่อนได้อย่างไร?

เนื่องจากผู้ป่วยที่มาด้วยอาการตัวเหลืองอ่อนเพลีย น้ำหนักลด ปวดท้องเรื้อรัง ต้องวินิจฉัยแยกโรคกับโรคอื่นๆตามที่กล่าวข้างต้นเสมอ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์เพื่อทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น เช่น การทำงานของเม็ดเลือด การทำงานของตับ ซึ่งถ้ามีลักษณะเข้าได้กับการอุดตันของทางเดินน้ำดี แพทย์ผู้ดูแลอาจส่งตรวจตรวจเพิ่มเติมเช่น อัลตร้าซาวด์ ซีทีสแกน และพิจารณาตัดชิ้นเนื้อมาตรวจเป็นรายๆไป

ในส่วนของการรักษาแพทย์จะทำการประเมินระยะโรคก่อนจากลักษณะของภาพถ่ายทางรังสี ถ้าสามารถผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกได้หมดจะพิจารณาผ่าตัด แต่ถ้าผ่าตัดได้ไม่หมดจะพิจารณาการให้เคมีบำบัดและรักษาประคับประคองเป็นรายๆ ไป

 

ที่มา: bangkokhealth.com


สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ เกี่ยวกับส่องกล้องลำไส้และส่องกล้องทางเดินอาหาร
ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ
เวลาทำการ จันทร์-ศุกร์     08.00 – 19.00 น.                    
                 เสาร์-อาทิตย์  08.00 – 15.00 น. 
โทร. 0 2310 3403