Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

ไต กับ ผู้สูงอายุ

photo

ท่านรู้สึกอย่างไรเมื่อตรวจสุขภาพแล้วแพทย์บอกว่าเป็นโรคไตเสื่อม ?

แน่นอน คำตอบที่เกิดขึ้นอาจมีหลากหลาย แต่โดยทั่วไปแล้วการรายงานผลในลักษณะนี้ บ่อยครั้งทำให้ผู้สูงอายุตกใจอยู่ไม่น้อย กลัวว่าจะต้องฟอกไตหรือไม่ กังวลว่าสาเหตุเป็นจากอะไร ต้องทำอย่างไรต่อไป ค่าไตจะกลับมาเป็นปกติหรือไม่ จะใช้ยาอะไร ต้องกินยาล้างไตหรือไม่ ? ดังนั้นในบทความฉบับนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของการทำงานของไตเมื่อย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุกันค่ะ

อันดับแรกต้องเข้าใจเรื่อง “ค่าไต” กันก่อน เมื่อแพทย์รายงานผลการตรวจเลือด บ่อยครั้งเราจะได้ยินคำว่า “ครีทินิน” ค่า “ครีทินิน” ก็คือ “ค่าไต” ที่แพทย์พูดถึงกันนั่นเอง ค่าครีทินินที่สูงจะเป็นตัวบ่งบอกการทำงานของไตที่เสื่อมลง ปัจจุบันมีการคำนวนการทำงานของไตที่ละเอียดและเชื่อถือได้มากกว่านั้น คือการคำนวนค่า “จีเอฟอาร์” นั่นเอง การคำนวนค่าดังกล่าวต้องอาศัยค่า ครีทินินในการคำนวนด้วย และค่าจีเอฟอาร์ที่ลดลงจะบ่งบอกถึงการทำงานของไตที่ลดลง ไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่ออายุของเราเพิ่มมากขึ้น ไตของคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างและการทำงานโดยรวม ไตจะมีขนาดเล็กลง น้ำหนักและปริมาตรจะลดลง ถ้าลองเปรียบเทียบกับคนหนุ่มสาว ไตปกติจะน้ำหนักประมาณ 245-290 กรัม แต่เมื่ออายุมากขึ้น เช่น อายุ 90 ปี น้ำหนักของไตจะลดลง 15-20% จากเดิม เหลือเพียง 180-200 กรัม การเปลี่ยนแปลงในเชิงจุลภาคก็เกิดขึ้นเช่นกัน กล่าวคือ ความสามารถของหน่วยไตในการกรองของเสียและน้ำ และการกักเก็บโปรตีนเข้าสู่กระแสเลือดจะลดลง เนื่องจากองค์ประกอบของหน่วยไตและเส้นเลือดในหน่วยไตโดยรวมนั้นจะฝ่อลงตามอายุ เริ่มมีพังผืดเข้ามาสะสมในหน่วยไต มีการหลั่งสารบางอย่างในร่างกาย รวมทั้งอนุมูลอิสระ และสารกระตุ้นการอักเสบ ซึ่งมีฤทธิ์ในการทำลายโครงสร้างของไต แท้จริงแล้วลักษณะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นเป็นไปอย่างปกติตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวอื่นๆด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน โรคเครียด ฯลฯ หรือมีการรับประทานอาหารที่มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต หรือไขมันที่สูงมากเกินไปจนร่างกายเผาผลาญนำไปใช้ได้ไม่หมด ก็จะส่งผลเร่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ และข้อสำคัญคือ ในผู้สูงอายุเมื่อเกิดความเจ็บป่วยหรือการบาดเจ็บของไตขึ้น การฟื้นฟูสภาพให้กลับมาดีดังเดิมนั้นจะค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับไตของคนหนุ่มสาว มีรายงานว่า การเสื่อมของไตที่เพิ่มขึ้นจะส่งเสริมอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดที่มากขึ้นตามมา

ในขณะเดียวกันก็มีการศึกษาถึงปัจจัยที่ช่วยในการรักษาสภาพของไตและชะลอความเสื่อมของไตไว้ เช่น ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม วิตามินดี วิตามินอี ยีนบางชนิด เป็นต้น ว่าอาจช่วยชะลอการดำเนินโรคได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ด้วยเช่นกัน ว่าจะเหมาะสมกับผู้สูงอายุแต่ละคนหรือไม่

นอกจากการใช้ยาแล้ว พบว่าการจำกัดแคลอรี่ในการรับประทานอาหารต่อวัน โดยลดปริมานแคลอรี่ที่รับประทานลงจากเดิมไป ประมาน 25%-45% แต่ยังคงแร่ธาตุ กรดอะมิโน และวิตามินที่จำเป็นไว้เท่าเดิม รวมถึงการหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารไขมันสูง จะช่วยชะลอการเกิดโรคไตเสื่อม และโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงการทำงานของไตนั้น พบว่าทุกๆ 10 ปี ของอายุที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง 10% จากเดิม การทำงานของไต หรือ ค่าจีเอฟอาร์จะลดลง และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในเพศชายมากกว่าเพศหญิง นอกจากนี้การตอบสนองต่อฮอร์โมน และสารสื่อประสาทที่มีผลต่อไตจะลดลงเช่นกัน

ในผู้สูงอายุหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตนั้นจะมีการขยายตัวได้น้อยกว่าคนหนุ่มสาว แต่ในทางกลับกันการหดตัวของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตกลับมีอัตราที่พอๆกันระหว่างคน 2 กลุ่ม ดังนั้น โดยรวมแล้ว ในผู้สูงอายุจะมีเลือดไปหล่อเลี้ยงไตลดลง เมื่อประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของไตที่เสื่อมลงด้วยแล้วจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดการดำเนินไปสู่โรคไตเสื่อมเรื้อรังมากขึ้น

ในด้านการปรับสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นกัน กล่าวคือ ความสามารถในการดูดกลับหรือขับออกของโซเดียมที่ไตลดลง การขับกรดออกจากร่างกายลดลง หากร่วมกับการรับประทานอาหารโปรตีนสูงเกินไปจะยิ่งเพิ่มสภาวะเลือดเป็นกรดมากขึ้น หากสภาวะเลือดเป็นกรดเกิดขึ้นเรื้อรัง จะมีการสลายแคลเซียมและไบคาร์บอเนตออกมาจากกระดูก ทำให้การดูดซึมแคลเซียมที่ไตลดลงและเกิดโรคกระดูกพรุนตามมา  ส่วนสมดุลของโพแทสเซียมในร่างกายในผู้สูงอายุนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วโพแทสเซียมโดยรวมในร่างกายจะต่ำลงเนื่องจากกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุมีน้อยกว่าคนหนุ่มสาว แต่โปแตสเซียมในเลือดมักจะสูงขึ้น เพราะเลือดไปเลี้ยงไตลดลงตามอายุ การขับโพแทสเซียมจะลดลง การผลิตฮอร์โมนที่ช่วยดูดกลับโพแทสเซียมก็ลดลง ดังนั้นในผู้

ในด้านสมดุลของแคลเซียมนั้น พบว่าระหว่างคนหนุ่มสาวและคนแก่การดูดกลับและขับแคลเซียมออกทางไตนั้นมีอัตราที่พอๆกัน  แต่ในผู้สูงอายุการดูดกลับแคลเซียมทางลำไส้นั้นน้อยกว่าคนหนุ่มสาวมาก  รวมทั้งมีการสร้างฮอร์โมนพาราไธรอยด์มามากกว่าปกติ  ฮอร์โมนพาราไธรอยด์นั้นใช้ในการสลายแคลเซียมจากกระดูกออกมาในกระแสเลือด ซึ่งในผู้สูงอายุการตอบสนองต่อฮอร์โมนดังกล่าวจะไวกว่าคนหนุ่มสาว ดังนั้นจะส่งเสริมการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่ายกว่าปกติ

ในส่วนของวิตามินดีนั้น อย่างไรก็ตามแม้วิตามินดีที่สร้างจากไตจะลดลงแต่โดยรวมแล้ววิตามินดีในกระแสเลือดระหว่างสองกลุ่มนี้นั้นมีปริมานที่พอๆกัน

นอกจากนี้ในผู้สูงอายุยังมีความสามารถการดูดกลับฟอสเฟตที่ไต และลำไส้ลดลงด้วย ดังนั้นมีโอกาสที่จะเกิดฟอสฟอรัสในเลือดต่ำได้มาก

โดยสรุปแล้วจะเห็นได้ว่าลักษณะการเปลี่ยนแปลงของไตที่เกิดตามอายุที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเป็นไปได้หลายทางเลยทีเดียว

ในปัจจุบันคนเราอายุยืนมากขึ้น อยู่กับความเสื่อมของไตยาวนานขึ้น หากไม่ชะลอการเสื่อมของไต ก็อาจต้องเจอกับภาวะไตเสื่อมในระยะสุดท้ายซึ่งต้องรักษาโดยการฟอกไตในที่สุด

 

บทความโดย: พญ.ชัญญา ชมเชย


สอบถามเพิ่มเติมที่ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ
ชั้น 2 อาคารโรงพยาบาลวัฒโนสถ
โทร. 0 2310 3755 หรือโทร. 1719 Fax. 0 2310 3335 
Email: BangkokLongevityCenter@bangkokhospital.com