Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

การตรวจหามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น

photo

การตรวจหามะเร็งปอดในระยะเริ่มต้น

การตรวจบริการการหามะเร็งของปอดในระยะเริ่มต้น (Early Detection of Lung Cancer) ก่อนคริสศตวรรษที่ 20 มะเร็งปอด (Lung Cancer) เป็นโรคที่พบน้อยมาก หลังจากเริ่มรู้จักการสูบบุหรี่ การเกิดมะเร็งปอดก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในปัจจุบันเป็นสาเหตุการตายที่สูงสุด จากมะเร็งทั้งในผู้ชายและผู้หญิงเมื่อเทียบกับมะเร็งที่อวัยวะอื่น เช่น ที่ลำไส้ เต้านม และต่อมลูกหมาก

ในเพศหญิงอัตราผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของปอดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับมะเร็งจากอวัยวะอื่น เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ และ มะเร็งรังใข่ ซึ่งมีแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ถึงแม้การรักษาจะก้าวหน้าไปไกลมากก็ตาม แต่อัตราการตายจากมะเร็งปอดก็ยังไม่ลดลง ในปี 2493 อัตราการมีชีวิตอยู่ได้ 5 ปีของผู้ป่วยมะเร็งปอดมีเพียง 5-10% เท่านั้น การหายขาดของโรคนั้นพบได้น้อย แม้แต่ในปัจจุบันอัตราการมีชีวิตยืนยาวของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งของปอดก็ยังไม่ดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ในปี 2542 อัตราการมีชีวิตอยู่ได้ 5 ปีของผู้ป่วยมีเพียง 14% ต่างจากมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ได้ถึง 63% มะเร็งเต้านม 85% และมะเร็งต่อมลูกหมาก 93% มะเร็งปอดที่รักษาให้หายขาดได้ต้องพบในระยะแรกเริ่ม และตัดเอาก้อนมะเร็งออกไปได้โดยยังไม่มีการแพร่กระจายไปที่อื่นๆ แต่ก็ยังคงมีคงมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่สามารถตรวจพบโรคได้ในระยะแรก และรักษาทันเวลาซึ่งผู้ป่วยสามารถที่จะอยู่ได้ 5 ปี ถึงกว่า 60-70% และมีรายงานว่ามีโอกาสหายขาดได้ถึง 15%

มะเร็งปอดคืออะไร

ปกติเซลล์ในอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเมื่อทำงานไปถึงอายุขัยก็จะเสื่อมลงและตายไป ร่างกายจะสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป การสร้างเซลล์ใหม่อยู่ใต้การควบคุมของร่างกายเรา เมื่อไหร่เราคุมไม่ได้เซลล์นั้นจะเติบโตไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นก้อนเนื้อที่ผิดปกติ เราเรียกก้อนเนื้อส่วนนั้นว่าเนื้องอก (Neoplasm) ถ้าเนื้องอกนั้นโตขึ้นโดยเบียดอวัยวะของเราแต่ไม่แทรกออกไปทำลายอวัยวะใกล้เคียงเราก็เรียกว่า เป็นเนื้องอกธรรมดาไม่ใช่เนื้อร้าย (Benign Tumor) แต่ถ้ามันทำลายอวัยวะของเราที่อยู่ใกล้เคียงกับมัน เราก็เรียกว่าเนื้อร้ายหรือมะเร็ง (Cancer) นอกนั้นมะเร็งส่วนใหญ่ยังสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายทางกระแสน้ำเหลืองและกระแสเลือด การเปลี่ยนแปลงของเซลล์เป็นเพราะเซลล์ที่ปกติถูกกระตุ้นหรือถูกพิษทำให้ส่วนประกอบของเซลล์ (DNA หรือ Gene) เปลี่ยนไปกลายเป็นเซลล์ที่ผิดปกติ

โดยทั่วไปเราแบ่งมะเร็งของปอดเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มซึ่งเซลล์ของมะเร็งเป็นเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer หรือ SCLC) และกลุ่มที่เซลล์ของมะเร็งไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer หรือ NSCLC)

  • กลุ่มมะเร็งชนิดที่มีเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer หรือ SCLC) พบราวๆ 15-20% มะเร็งพวกนี้แพร่ไปเร็ว แม้ว่าเมื่อแรกพบมะเร็งจะยังมีก้อนเล็กแต่ก็มักแพร่กระจายไปแล้ว การรักษามะเร็งพวกนี้จึงมักเป็นการรักษาทางยา

  • กลุ่มมะเร็งชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer หรือ NSCLC) พบประมาณ 80% ของมะเร็งปอด พวกนี้การพยากรณ์โรคดีกว่าและมีชีวิตอยู่ได้นานกว่ากลุ่มมะเร็งชนิดที่มีเซลล์ขนาดเล็กมาก แบ่งเป็นกลุ่มย่อยของกลุ่มมะเร็งชนิดไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็กตามลักษณะของเซลล์ได้คือ

    • เป็นเซลล์ชนิด Squamous Cell Carcinoma ประมาณ 40-45% มะเร็งพวกนี้สัมพันธ์กับการสูบบุหรี่มาก มักพบในปอดส่วนกลางใกล้ๆ ขั้วปอด

    • เป็น Adenocarcinoma ประมาณ 25-30% มักพบในปอดส่วนนอก และอาจพบได้ในคนที่ไม่สูบบุหรี่ และอาจเกิดจากแผลเป็นในปอด เช่น แผลเป็นวัณโรค แผลเป็นจากปอดบวม เป็นต้น

    • เป็น Large Cell Undiferentiated Cancer ประมาณ 5-10% เป็น Bronchioloalveolar Carcinoma น้อยกว่า 5%

    • เป็นชนิดอื่นๆ น้อยกว่า 5% มะเร็งของเยื่อหุ้มปอด หรือ Mesothilioma พบได้ในพวกทำงานอุสาหกรรมหรือเหมืองแร่โดยเฉพาะเกี่ยวกับผง Abestos

สาเหตุของมะเร็งปอด

สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดมีหลายอย่าง ที่สำคัญคือ การสูบบุหรี่ ประมาณ 80% ของมะเร็งปอดเกิดในผู้ที่สูบบุหรี่ ยิ่งสูบวันละมากๆ และสูบมานานยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น

ที่สูบบุหรี่วันละ 20 มวนเป็นเวลา 20 ปี (20 pack–years) มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ประมาณ 8-20 เท่า ผู้ป่วยที่เคยสูบบุหรี่หลังเลิกสูบ เซลล์ในปอดจะค่อยๆ กลับคืนมาปกติ โอกาสเกิดเป็นมะเร็งปอดลดลง การสูบกล้อง (Pipe) และซิการ์ก็เหมือนกับการสูบบุหรี่ ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการสูบบุหรี่ที่มีน้ำมันดิบ (Tar) ในบุหรี่น้อยจะลดอัตราการเกิดมะเร็งปอดในผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ไม่สูบบุหรี่แต่หายใจเอาควันบุหรี่เข้าไป เพราะอยู่ใกล้เคียงกับผู้สูบ เช่น ภรรยาที่มีสามีสูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งในปอดเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับภรรยาที่สามีไม่สูบ ผู้ที่ทำงานในที่มีควันบุหรี่มาก เช่น ในบาร์ก็มีผลเช่นเดียวกัน Hookah Smoking ซึ่งแม้จะมีเส้นบุหรี่น้อยกว่าแต่ก็ยังมีอันตราย สมาคมโรคมะเร็งของสหรัฐฯ แนะว่าไม่ควรสูบบุหรี่เลยแม้แต่น้อย

  • ผงแอสเบสตอส (Asbestos) เป็นสารที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ ผู้ที่ทำงานในโรงงานที่มีการใช้ แอสเบสตอสในอุตสาหกรรมนั้นๆ รวมทั้งใช้เป็นส่วนประกอบของๆ ที่ใช้ในบ้านด้วยทำให้เกิดมะเร็งปอดได้ คนงานที่ทำงานในโรงงานอุสาหกรรมนั้นมีโอกาสเป็นมะเร็งในปอดมากกว่าคนปกติถึง 7 เท่า และถ้าสูบบุหรี่ด้วยโอกาสเป็นมากกว่าถึง 50-90 เท่า นอกนั้นอาจทำให้เกิดมะเร็งของเยื่อหุ้มปอด (Mesothelioma)

  • เรดอน (Radon) เป็นก๊าซกัมมันตภาพรังสี ซึ่งเกิดจากการสลายตัวของยูเรเนี่ยม ซึ่งหลายแห่งมีสารยูเรเนี่ยมอยู่ในดินจะมีก๊าซเรดอนสูงกว่าปกติรวมทั้งในเหมืองบางแห่ง โอกาสที่มีเรดอนสูงกว่าปกติจะทำให้คนเป็นมะเร็งได้โดยเฉพาะถ้าสูบบุหรี่ด้วยยิ่งเป็นมากขึ้น

  • สารในที่ทำงานที่ทำให้เกิดมะเร็งได้ และเราควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ยูเรเนี่ยม (Uranium), สารหนู (Arsenic), พลาสติก (Vinyl), คลอไรด์ (Chloride), นิเกิล (Nickel Chromates), ผลิตภัณท์จากถ่านหิน (Coal Products), ควันพิษมัสตัส (Mustard Gas), อีเธอร์ (Chloromethyl Ethers), น้ำมันเบนซิน (Gasoline), ควันท่อไอเสียจากน้ำมันดีเซล (Diesel Exhaust) 

  • กัญชา (Marijuana) บุหรี่กัญชาจะมีน้ำมันดิบปนมากกว่าบุหรี่ธรรมดา และยังมีสารอื่นที่ทำให้เกิดมะเร็งร่วมอยู่ด้วย ยิ่งกว่านั้นผู้สูบกัญชามักสูดควันเข้าไปลึกและกลั้นหายใจค้างไว้ทำให้ควันถึงปอดได้มากกว่า

  • รังสีรักษามะเร็ง (Radiotherapy) ผู้ที่ต้องฉายแสงรังสีเพื่อรักษาโรคในทรวงอกด้วยรังสีรักษาอาจเกิดมะเร็งของปอดได้ โดยเฉพาะถ้าสูบบุหรี่ยิ่งมีโอกาสเป็นมากขึ้น

  • โรคอื่นๆ โรคที่ทำให้เกิดมีแผลเป็นในปอด เช่น วัณโรค ปอดบวมบางอย่าง อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งในปอด บางโรคที่เกิดจากการหายใจเอาสารแร่เข้าไปในปอดอาจมีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น เช่น โรคซิลิโคซีส

  • ประวัติครอบครัว ถ้ามีบุคลในครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกันเป็นมะเร็งปอด เรามีโอกาสเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 

  • อาหาร มีรายงานแนะว่า ผู้ที่ทานอาหารที่มีผลไม้และผักน้อยมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น และมีผู้เชื่อว่าอาหารพวกนี้อาจมีประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งของปอด

  • มลภาวะเป็นพิษ อาจทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นแต่น้อยกว่าสูบบุหรี่ ผู้ที่อยู่ในเมืองมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าผู้ที่อยู่ในชนบท  1.2-2.3 เท่า

ผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไร

ผู้ป่วยเป็นมะเร็งของปอดจะมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไร แล้วแต่เวลาที่ตรวจพบและเริ่มรักษาว่ามะเร็งนั้นอยู่ในระยะไหน

การแบ่งระยะของมะเร็งจึงมีความสำคัญในการพยากรณ์โรคโดยเฉพาะมะเร็งชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer หรือ NSCLC) ส่วนมะเร็งชนิดที่มีเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer หรือ SCLC) นั้นการแบ่งระยะของโรคมีความสำคัญน้อยกว่าเพราะโรคแพร่เร็วและผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ระยะสั้นๆ หลังเป็นโรค การรักษาก็ยังไม่ได้ผลดี

มะเร็งชนิดที่มีเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer หรือ SCLC) นั้นการแบ่งระยะของโรคเราแบ่งออกเป็นเพียง 2 ระยะเท่านั้นคือ

  1. ระยะโรคจำกัดที่ (Limited Stage) หมายถึง มะเร็งอยู่ในปอดข้างหนึ่งและถ้าไปที่ต่อมน้ำเหลืองก็ไปที่ทรวงอกด้านเดียวกัน ผู้ป่วยพวกนี้มีชีวิตอยู่ได้ 2 ปีราวๆ 20%

  2. ระยะที่โรคกระจายไปแล้ว (Extensive Stage) หมายถึง โรคกระจายไปยังปอดด้านตรงข้ามแล้ว หรือกระจายไปอวัยวะอื่นแล้ว ผู้ป่วยพวกนี้อยู่ได้ 2 ปีประมาณ 5%

สำหรับมะเร็งชนิดที่ไม่ใช่เซลล์ขนาดเล็ก (Non-Small Cell Lung Cancer หรือ NSCLC) นั้นการพยากรณ์โรคดีกว่ามากโดยเฉพาะผู้ป่วยที่พบในระยะแรก (Stage I)

การแบ่งระยะของมะเร็งพวกนี้ที่นิยมกันใช้เรียกว่า TNM System (T คือ ขนาดของก้อนมะเร็ง, N คือ ไปต่อมน้ำเหลืองแล้วหรือไม่ ไปที่ต่อมไหน, M คือ มีการกระจายไปอวัยวะอื่นแล้วหรือยัง)

Occult Stage คือ เซลล์ของมะเร็งพบในเสมหะหรือน้ำลาย แต่ไม่พบก้อนมะเร็งในปอด

  • Stage 0 : มะเร็งพบในหลอดลมแต่ไม่กินลึกลงไปในปอด อยู่เฉพาะที่ และไม่กระจายไปที่ใด (Carcinoma in Situ)

  • Stage I : มะเร็งจำกัดอยู่ในปอด ยังไม่กระจายแพร่ออกไป ก้อนมะเร็งจะโตเท่าไรก็ได้

  • Stage II : มะเร็งแพร่กระจายไปในต่อมน้ำเหลืองในปอดข้างเดียวกันแล้ว

  • Stage IIIA : มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองรอบๆ หลอดลม อาจลามไปถึงทรวงอก และกระบังลมข้างเดียวกัน

  • Stage IIIB : มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่ปอดด้านตรงข้าม และที่คอ

  • Stage IV : มะเร็งแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นในร่างกายแล้ว

อัตราการตายขึ้นอยู่กับระยะของโรค รายงานจากสมาคมโรคมะเร็งของสหรัฐฯ ประมาณว่าผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ 5 ปี ถ้าผู้ป่วยอยู่ใน : Stage I = 47%, Stage II = 26%, Stage III = 8%, Stage IV = 2% ผู้ป่วยใน Stage I นั้นขนาดของก้อนมะเร็งมีความสำคัญมาก ก้อนเล็กมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าก้อนโต ดังนั้นการรักษาที่จะได้ผลดีที่สุดสำหรับมะเร็งปอดคือ วินิจฉัยและเริ่มรักษาแต่ระยะแรกๆ และก้อนมะเร็งยังมีขนาดเล็ก  

อาการของมะเร็งปอด

อาการของมะเร็งปอดเป็นอาการของปอด ของตัวมะเร็งเองและจากการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น

  • อาการทางปอด มี ไอ ไอมีเสมหะ ไอเป็นเลือด เหนื่อย เจ็บหน้าอก ไข้อาจเป็นจากการติดเชื้อหรือจากมะเร็งก็ได้ 

  • อาการจากมะเร็ง มี เพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด

  • อาการจากการแพร่กระจายไปอวัยวะอื่น เช่น ไปต่อมน้ำเหลืองจะมีต่อมน้ำเหลืองโต บางคราวอาจอุดหลอดเลือดที่พบบ่อยคือ อุดหลอดเลือดดำที่คอทำให้เลือดคั่งบวมที่หน้า อาจร่วมกับอาการอื่น ไปที่เยื่อหุ้มปอดทำให้มีน้ำในช่องเยื่อบุหุ้มปอด (Pleural Effusion) ไปที่สมอง มีปวดหัว ชัก อัมพาต ซึม หมดสติ ไปที่กระดูก มีปวดกระดูก กระดูกหัก ไปที่ตับ มีตัวเหลือง ตาเหลือง

  • ผู้ป่วยบางรายมีอาการที่เรียกว่า Paraneoplastic Syndrome ซึ่งเรายังไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการพวกนี้แน่นอน เช่น มีไข้หนาวสั่น ปวดข้อและกล้ามเนื้อ ข้อบวม ระดับแคลเซี่ยมในเลือดสูง และระดับฮอร์โมนบางตัวในเลือดสูง อาการเหล่านี้จะหายไปถ้าเราตัดก้อนมะเร็งออกไป และถ้าโรคกลับมาอาการก็จะกลับมาใหม่ได้

การวินิจฉัยโรคในระยะแรกๆ

จากที่กล่าวมาแล้วโรคนี้ถ้าจะหายขาดได้ต้องเป็นการตรวจพบระยะแรกๆ เมื่อผู้ป่วยยังไม่มีอาการ ถ้ามีอาการแล้วมักจะสายไป เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดส่วนใหญ่มาหาแพทย์เมื่อมีอาการแล้ว ซึ่งผู้ป่วยพวกนี้มีโอกาสหายขาดน้อยมาก มีไม่ถึง 30% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มาหาแพทย์เมื่อยังไม่มีอาการ ซึ่งส่วนมากพบโดยบังเอิญที่แพทย์หรือผู้ป่วยไปขอฉายเอกซเรย์ปอดแล้วพบว่ามีก้อนในปอด ในสมัยก่อนเราใช้การตรวจเสมหะแล้วพบมีเซลล์มะเร็ง หรือส่องกล้องลงไปดูในหลอดลม (Bronchoscopy) แล้วพบมีก้อนในหลอดลม  เมื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจพบว่าเป็นก้อนมะเร็ง

เนื่องจากอัตราตายของมะเร็งในปอดสูงและพบบ่อย จึงมีผู้พยายามที่จะหาวิธีที่จะวินิจฉัยโรคในระยะแรกๆ เมื่อประมาณ 30-40 ปีมาแล้วได้มีการตรวจหามะเร็งปอดในระยะแรกเริ่ม โดยใช้การตรวจด้วยเอกซ์เรย์ทรวงอกและมีการตรวจซ้ำทุก 6-12 เดือน ผลพบว่ามีการตรวจพบมะเร็งปอดโดยเฉพาะระยะแรกเริ่มเพิ่มขึ้น แต่อัตราตายจากมะเร็งปอดไม่ลดลง จึงเสื่อมความนิยมไป ทั้งนี้เพราะการตรวจเอ็กซ์เรย์ธรรมดามีข้อจำกัด มีความไวในการตรวจก้อนเนื้อในปอดราวๆ 68% เท่านั้น โดยเฉพาะก้อนที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร และตำแหน่งของมะเร็งที่มีอวัยวะอื่นบังอยู่ เช่น หัวใจ กระดูกซี่โครง คงตรวจได้ชัดในผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งโตแล้ว


สอบถามเพิ่มเติมที่ 
ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจกรุงเทพ
ชั้น 5 รพ.กรุงเทพ โทร 0 2310 3000 หรือ โทร 1719
Email: info@bangkokhospital.com