Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
ซื้อโปรโมชั่นแพคเกจออนไลน์
ปิด

ผ่าตัดกระดูกสันหลังคดด้วยเทคนิค DLIF (ดี-ลิฟท์)

photo

DLIF คืออะไร

            DLIF (ดี-ลิฟท์) มาจาก Direct Lateral Interbody Fusion หมายถึง การผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกแบบแผลเล็กข้างลำตัว ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่รักษาอาการโรคปวดหลัง ปวดขาจากกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท กระดูกสันหลังคด มีจุดเด่นคือ ไม่เลาะทำลายกล้ามเนื้อหลัง เสียเลือดน้อย แผลเล็ก คนไข้ฟื้นตัวเร็ว

                นายแพทย์ทายาท บูรณกาล ผู้อำนวยการสถาบันโรคกระดูกสันหลังกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ เผยว่า แนวโน้มการผ่าตัดแบบ DLIF (ดี-ลิฟท์) เป็นเทคนิคการผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกแบบแผลเล็กข้างลำตัว โดยกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก สังเกตได้จากการเข้าร่วมประชุมศัลยแพทย์โรคกระดูกสันหลังในต่างประเทศพบว่า ศัลยแพทย์ส่วนใหญ่ให้การยอมรับเทคนิคนี้ในการรักษาผู้ป่วยปวดหลัง ซึ่งมีปัจจัยมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อนหรือเลื่อนทับเส้นประสาทกระดูกสันหลังคดในผู้สูงอายุ เป็นต้น

ข้อดีของ DLIF
                ด้วยการผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกสันหลังผ่านทางด้านข้างลำตัวโดยไม่เลาะกล้ามเนื้อหลัง (Direct Lateral Interbody Fusion: DLIF) ซึ่งเทคนิคนี้จะช่วยให้คนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดมีแผลเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเดิม ลดความเจ็บปวดและฟื้นตัวได้รวดเร็ว เนื่องจากไม่มีการเปิดแผลเลาะกล้ามเนื้อหลัง เสียเลือดน้อยลง ผู้ป่วยสามารถกลับไปดำเนินชีวิตและมีกิจกรรมได้ตามปกติเร็วขึ้น

                โดยเทคนิคนี้ต้องใช้เครื่องมือติดตามการทำงานของระบบประสาทขณะผ่าตัด หรือ IOM (Intraoperative Neuromonitoring) ส่งผ่านท่อขนาดเล็กขนาด 1 นิ้ว เพื่อติดตามการทำงานของเส้นประสาทและไขสันหลัง และนำใส่อุปกรณ์หนุนหมอนรองกระดูกไปแทนที่หมอนรองกระดูกที่เป็นปัญหาเดิม ทำให้กระดูกสันหลังข้อนั้นแข็งแรงขึ้น รับน้ำหนักร่างกายได้ดีขึ้น อาการปวดหลังลดลง

                นอกจากนี้ยังสามารถแก้ภาวะกระดูกสันหลังเคลื่อนไปด้านหน้า (Spondylolisthesis) หรือภาวะกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) ในผู้ป่วยสูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเลาะกล้ามเนื้อหลัง หรือตัดทำลายกระดูกสันหลัง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาปวดหลังเรื้อรัง ภาวะพังผืดเกาะเส้นประสาท ภาวะสกรูหลุดหลวม รวมถึงภาวะสูญเสียกล้ามเนื้อหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดแบบเดิม
               
                เทคนิคดังกล่าวนี้ ถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องปวดหลังจากสาเหตุต่างๆ ด้วยการผ่าตัดด้านข้างลำตัว และเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง ช่วยเพิ่มผลสำเร็จของการผ่าตัด รวมทั้งโรคแทรกซ้อนจากการผ่าตัดก็ลดลงด้วยเช่นกัน
               
"การผ่าตัดวิธีใหม่เข้าข้างลำตัวนี้เป็นทางเลือกที่ช่วยตอบโจทย์หลายอย่างที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังต้องการให้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีปัญหาปวดหลัง และเชื่อว่าเทคนิคผ่าตัดด้วยวิธี DLIF (ดี-ลิฟท์) จะกลายเป็นมาตรฐานการผ่าตัดกระดูกสันหลังอีกวิธีหนึ่งในอนาคต" นายแพทย์ทายาทกล่าว

 

ย่นระยะเวลาพักฟื้น

                พญ.กมลวรรณ เฉลิมโชคชัย แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า จากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยที่ผ่าตัดหลังด้วยเทคนิควิธี DLIF (ดี-ลิฟท์) พบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเดินได้ภายใน 48 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด สามารถมีกิจกรรมและออกกำลังกายตามปกติได้ภายใน 3 เดือน เนื่องจากมีการเชื่อมติดของกระดูกสันหลังสมบูรณ์เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเดิมที่ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน หรือมากกว่าเพื่อรอให้กระดูกสันหลังเชื่อมต่อกันสนิทส่งผลให้กล้ามเนื้อลีบ
                นอกจากนี้ข้อดีของการผ่าตัดเสริมหมอนรองกระดูกจากด้านข้างลำตัว คือ สามารถรักษาเสถียรภาพของกระดูกสันหลัง การเสริมหมอนรองกระดูกแต่ละปล้องที่ทรุดตัวอยู่ทำได้ง่าย แม้ในกลุ่มของผู้สูงอายุ เนื่องจากการผ่าตัดเทคนิค DLIF
(ดี-ลิฟท์) ไม่จำเป็นต้องเปิดเลาะเข้าไปรบกวนการทำงานของเส้นประสาท ไม่ต้องสัมผัสกับเส้นประสาท ยังช่วยให้การหายปวดเป็นไปได้อย่างดี ลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจากการบาดเจ็บฉีกขาดของเส้นประสาทไม่เสี่ยงต่อการรั่วของถุงหุ้มเส้นประสาท และที่สำคัญหคือไม่เสี่ยงต่อปัญหาการเกิดพังผืดรัดเส้นประสาทในอนาคต ซึ่งจะทำให้เกิดการเจ็บปวดเรื้อรังตามมาได้
                เทคนิคการผ่าตัดด้วยวิธี DLIF (ดี-ลิฟท์) มีประโยชน์มากในการแก้ไขปัญหาของหมอนรองกระดูกที่อยู่ในระดับสูงๆ เช่น ระดับกระดูกเอวข้อที่ 1 - ข้อที่ 3 ซึ่งเป็นระดับที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาท เนื่องจากเป็นที่แคบ เป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทที่ใช้ควบคุมความแข็งแรงของต้นขาและการขับถ่าย การผ่าตัดเทคนิคนี้ไม่จำเป็นต้องรื้อเส้นประสาทในบริเวณดังกล่าวจึงลดโอกาสโรคแทรกซ้อนของระบบประสาทไปได้มาก
           
"ที่สำคัญกล้ามเนื้อไม่ชอกช้ำจากการผ่าตัด ผู้ป่วยไม่โทรม ทำกายภาพได้เร็ว เสียเลือดน้อยประมาณ 50-80 ซีซี ต่อ 1 ระดับจากเดิมต้องเสียเลือดประมาณ 300-500 ซีซี ส่วนขนาดแผลผ่าตัด 4 เซนติเมตรจากเดิม 10 เซนติเมตร รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหลังการผ่าตัดในผู้สูงอายุได้ดี และยังสามารถบรรเทาอาการปวดขา อาการเหน็บชา กล้ามเนื้ออ่อนแรงจากภาวะกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทได้"
                แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แนะนำว่า การฟื้นฟูหลังการเชื่อมต่อกระดูกสันหลังนั้น แนะนำให้ใช้โปรแกรมเดินซึ่งเริ่มต้นได้ทันทีหลังการผ่าตัด และจะเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน โดยทั่วไปหลังผ่าตัดจะแนะนำให้เดินประมาณ 15 นาที 2-3 ครั้งต่อวัน และประมาณ 30-40 นาที วันละ 2 ครั้งในช่วง 6 สัปดาห์หลังการผ่าตัด ทั้งนี้โปรแกรมการออกกำลังกายจะขึ้นอยู่กับสุขภาพของบุคคลนั้นๆ และขอบเขตของการผ่าตัด

ข้อแนะนำ
                ข้อแนะนำที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดอีกประการหนึ่งคือ ผู้ป่วยควรงดการสูบบุหรี่หรือใช้สารนิโคตินไม่ว่าชนิดใดก็ตาม ก่อนการผ่าตัด และอย่างน้อย 3 เดือนหลังการผ่าตัด เพื่อเพิ่มอัตราการประสบความสำเร็จในการผ่าตัดกระดูกสันหลังทุกประเภท โดยเฉพาะจะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะการเชื่อมหรือการปลูกกระดูกไม่สำเร็จ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถสมานกระดูกสันหลังเข้าเป็นกระดูกชิ้นเดียวกันได้ เนื่องจากสารนิโคตินจะไปชะลอการสร้างกระดูกใหม่ นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดภาวะการใส่สกรู หรือหมอนรองกระดูกล้มเหลวและเกิดการ หลวม หลุด ถอนได้
                ที่สำคัญหากมีสัญญาณบ่งชี้ เช่น ปวดร้าวลงขา ปวดหลังเป็นประจำทุกวัน จนต้องรับประทานยานานเกิน 1 เดือน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษาให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น

 


สถาบันโรคกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพ 
เวลาทำการ จันทร์-อาทิตย์ เวลา 7.00-20.00 น. 
ติดต่อสอบถาม โทร 1719
Email: info@bangkokhospital.com