Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

หายห่วงเรื่องเปลี่ยนข้อสะโพก ด้วยเทคนิก “ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแนวใหม่ แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ”

image

หญิงสาวคนหนึ่งเกิดลื่นหกล้มทำให้กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน เธอรู้สึกปวดสะโพกมาก การเดินหรือเคลื่อนไหวแม้เพียงครึ่งก้าวก็เจ็บปวดมากจนแทบไม่อยากเดิน การใส่หรือถอดเสื้อผ้าเป็นไปอย่างทุกข์ทรมานจน
รู้สึกเหมือนกระดูกจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กระนั้นเธอก็ยังหวาดกลัวการผ่าตัด จนกระทั่งทราบว่าศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีการ “ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแนวใหม่ แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ” เจ็บปวดน้อย แถมยังฟื้นตัวไวอีกด้วย

หลังจากผ่านการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว เธอมีความสุขมาก และบอกใครต่อใครอย่างร่าเริงว่า ไม่เจ็บอย่างที่เคยกลัว และเหมือนได้ชีวิตกลับคืนมาอีกครั้ง สามารถทำกิจกรรมต่างๆได้ใกล้เคียงดั่งเดิม

 

image

 

กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วแก้ไม่ทัน
 

ปัจจุบันมีการค้นพบสาเหตุของความจำเป็นที่จะต้องผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกอยู่หลายสาเหตุด้วยกัน ที่พบมากในประเทศไทยคือ โรคข้อสะโพกตายจากการขาดเลือด ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกอุดตันหรือขาดไป ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุที่เสื่อมสังขารลงตามวัยทำให้กระดูกผิวข้อสึกกร่อน หรือในผู้ป่วยโรครูมาตอยด์

ทว่าสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยกลางคนมักพบในบรรดานักดื่มคอแอลกอฮอล์ทั้งหลาย รวมทั้งผู้ที่กินยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ทำให้เลือดหนืดเส้นเลือดอุดตันไม่สามารถเลี้ยงหัวกระดูกสะโพกซึ่งยื่นขึ้นไปทางด้านบนได้ หรือได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก ทำให้กระดูกข้อสะโพกอ่อนตัวแล้วยุบลง “เหมือนบ้านทรุดเลย” น.พ.วัลลภ สำราญเวทย์ ผู้อำนวยการศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ แห่งโรงพยาบาลกรุงเทพเปรียบเปรยให้เห็นชัดเจน

 “อาการของโรคนี้คือ จะปวดสะโพกเรื้อรัง ทั้งเวลาขยับตัว เคลื่อนไหว หรือนอนหลับ รู้สึกตึงที่สะโพกเวลาลุกนั่ง รู้สึกเจ็บเวลาลงน้ำหนัก ขึ้นลงบันไดไม่สะดวก การรักษาในแต่ละระยะไม่เหมือนกัน เริ่มตั้งแต่การให้ยา การทำกายภาพ จนถึงการผ่าตัด”

จากสถิติของศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ น.พ.วัลลภยังบอกเราอีกว่า “ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวกับโรคข้อสะโพกเพิ่มมากขึ้น สถิติของโรคข้อเสื่อมข้ออักเสบมีประมาณ 3.5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด ในวัย 25 ปีพบว่ามีอัตราข้อเสื่อมเท่ากับ 4.9 เปอร์เซ็นต์ วัย 45 ปีพบว่ามีอัตราข้อเสื่อมเท่ากับ 19.2 เปอร์เซ็นต์ และในวัย 60 ปีพบว่ามีโอกาสเกิดข้อเสื่อมสูงถึง 37.4 เปอร์เซ็นต์ และพบว่ามีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมปีละกว่า 25,000 ราย”

หากจำเป็นต้องผ่าตัด การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกแนวใหม่ แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าพิจารณา

 

การผ่าตัดแบบเดิม VS การผ่าตัดแนวใหม่
 

คุณหมอวัลลภเปรียบเทียบการผ่าตัดแบบเดิมที่ต้องผ่าตัดทางด้านหลังสะโพก (posterior approach) บางครั้งเข้าทางด้านข้างสะโพก (lateral approach) และจำเป็นจะต้องตัดกล้ามเนื้อ ซึ่งมีเป็นปริมาณมาก กับการผ่าตัดแนวใหม่ซึ่งเป็นการผ่าตัดทางด้านหน้า โดยใช้วิธีแหวกกล้ามเนื้อสองมัดเข้าไป ส่งผลให้ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน

“การผ่าตัดแบบเดิมต้องผ่าตัดด้านหลัง บางครั้งก็ด้านข้าง โดยคนไข้ต้องนอนตะแคงข้างและมีการบิดขา ทำการตัดกล้ามเนื้อหลังตรงสะโพกซึ่งหนามากเพื่อผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก หลังจากผ่าตัดเสร็จแล้วก็ทำการเย็บกล้ามเนื้อปิด ซึ่งการผ่าตัดแบบเดิมนี้ทำให้มีปัญหาในการฟื้นตัวเพราะจะใช้เวลาฟื้นตัวนาน และเจ็บ อีกทั้งยังต้องระวังสะโพกหลุด เพราะเมื่อผ่าตัดทางด้านหลัง หากบิดขามากเกินไปหรืองอสะโพกเยอะไปสะโพกอาจหลุดได้ง่าย คนไข้จึงถูกสั่งห้ามทำกิจกรรมหลายอย่าง ต้องนั่งเก้าอี้สูงเป็นเวลานาน 6 สัปดาห์ เวลานอนต้องกางขา และห้ามชันเข่า คนไข้จะมี pre-caution เยอะมาก”

เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่าตัดแนวใหม่ ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่แม้จะใช้เวลาใกล้เคียงกัน แต่การฟื้นตัวเร็วกว่าเดิมมากนัก “การผ่าตัดเข้าจากด้านหน้าข้อสะโพก (direct anterior approach) เป็นการผ่าตัดทางด้านหน้า โดยผู้ป่วยจะนอนหงายขณะผ่าตัด ทำให้กายวิภาคไม่ผิดท่ามากนัก จากนั้นจึงใช้เครื่องมือแหวกกล้ามเนื้อระหว่าง Tensor fascia lata กับ Sartorius ซึ่งจะไม่ตัดกล้ามเนื้อใดๆ โดยระหว่างการผ่าตัดแพทย์จะใช้เครื่องฟลูออโรสโคป C-ARM ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการใส่ข้อสะโพกเทียม  และประเมินความสั้นยาวของสะโพก จึงหมดห่วงว่าหลังผ่าตัดแล้วขาทั้งสองข้างสั้นยาวไม่เท่ากัน

“นอกจากนี้แผลยังมีความยาวเพียง 3-4 นิ้ว* และตื้นมาก สำหรับสุภาพสตรีที่รักความสวยงามยังสามารถซ่อนแผลใต้ขอบบิกินี่ (Bikini incision) ได้อีกด้วย ด้วยการผ่าตัดแนวใหม่นี้ข้อสะโพกเทียมที่ใส่ลงไปใหม่นั้นจะถูกล็อคด้วยกล้ามเนื้อสะโพกได้อย่างเป็นธรรมชาติ จึงหมดกังวลเรื่องสะโพกหลุด การสูญเสียเลือดก็น้อย คนไข้สามารถฟื้นตัวได้เร็ว อาการเจ็บปวดหลังผ่าตัดน้อย จึงสามารถเดินได้ตามปกติไม่ต้องกะเผลกเอียงตัว สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เร็ว ทำงานและเล่นกีฬาได้ภายใน 2-8 สัปดาห์ มีคนไข้หลายรายที่สามารถเดินได้ทันทีเช่นกัน ไม่ต้องห่วงหากต้องลงน้ำหนักที่ข้อสะโพก”

 

image

ทางศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพยังมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างภาพจำลองก่อนการผ่าตัดจริงอีกด้วย เรียกว่า Digital Template Surgical Planning คุณหมอวัลลภบอกเราว่า “เราจะใส่บอลมาร์คเกอร์ขนาดหนึ่งนิ้วลงไปด้วยเวลาเอ็กซเรย์ เพื่อเป็นการจำลอง จากนั้นนำมาคำนวณว่าต้องใช้ขนาดเท่าไร มีการวัดองศามุมต่างๆ โปรแกรมนี้จะเลือกขนาดของข้อสะโพกเทียมที่เราควรใช้ และสามารถปรับเปลี่ยนได้หมด แต่ก่อนเราใช้วิธีนำไดอะแกรมคร่าวๆไปวางทาบกับแผ่นเอ็กซเรย์ ซึ่งโอกาสผิดพลาดสูง แต่ด้วยโปรแกรมนี้เราสามารถหมุนดูระดับความเอียงของมุมได้ จึงแม่นยำขึ้น”

จากการศึกษาของทั่วโลก การผ่าตัดแบบเข้าทางด้านหน้านี้มีเปอร์เซ็นต์การหลุดของข้อสะโพกเทียมต่ำ คือ 0-0.5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การผ่าตัดแบบเข้าทางด้านหลังมีโอกาสหลุดของข้อสะโพกเทียมถึง 2-4 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ส่วนการผ่าตัดแบบเข้าทางด้านข้างเสี่ยงหลุด 1-2 เปอร์เซ็นต์

สำหรับวัสดุที่ใช้เป็นข้อสะโพกเทียมมีให้เลือกหลายแบบ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ เพราะมีทั้งเซรามิค พลาสติก และโลหะให้เลือกใช้ โดยที่แพทย์จะพิจารณาจากวัยของผู้ป่วย หากอายุยังไม่มากอาจแนะนำให้ใช้เซรามิกเพราะมีอายุการใช้งานนานกว่าวัสดุชนิดอื่น แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วยประกอบ เพราะหากเป็นคนชอบวิ่งก็อาจใช้เซรามิกคู่กับพลาสติก เพื่อให้ทนทานขึ้น

ด้วยการผ่าตัดแนวใหม่นี้จึงสร้างความสบายใจให้กับผู้ป่วยอย่างมาก 

 

ที่มา: นิตยสาร Hello
* ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


ปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติม : ศูนย์ข้อสะโพกและข้อเข่ากรุงเทพ

โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.0-2310-3731 หรือ 1719 

www.bangkokhospital.com