Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

ฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเดงกี เพิ่มภูมิคุ้มกันปกป้องชีวิต

 

image

 

หากเอ่ยถึงโรคไข้เลือดออก หลายคนคงทราบถึงความร้ายแรงและอันตรายถึงแก่ชีวิต วันนี้ด้วยการวิจัยอย่างยาวนาน วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก CYD-TDV (Chimeric Yellow Fever Dengue Tetravalent Dengue Vaccine) ได้ผ่านการรับรองแล้ว เมื่อฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเดงกีครบ 3 เข็ม ลดความเสี่ยงในการเป็นผู้ป่วยไข้เลือดออกในอนาคต ห่างไกลความรุนแรงของโรคที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตของตัวคุณและคนที่คุณรัก

 

จากงานวิจัยทวีปเอเชียแปซิฟิกและแถบละตินอเมริกาในอาสาสมัครอายุ 9 – 16 ปี พบว่า วัคซีน CYD-TDV มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไข้เลือดออกเดงกี ดังนี้

  • สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกเดงกีทุกสายพันธุ์ได้ 65.6%
  • ลดการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 80.8%
  • ป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกีได้ถึง 92.9%

               

 “ฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเดงกีครบ 3 เข็ม ลดความเสี่ยงในการเป็นผู้ป่วยไข้เลือดออกในอนาคต ห่างไกลความรุนแรงของโรคที่อาจนำไปสู่การเสียชีวิตของตัวคุณและคนที่คุณรัก”

 


ทำความรู้จักไข้เลือดออกให้ถูกต้อง

  • โรคไข้เลือดออกในประเทศไทยเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เดงกี-1, เดงกี-2, เดงกี-3 และเดงกี-4 ไม่ว่าจะติดเชื้อสายพันธุ์ใดร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานสายพันธุ์นั้น
  • พาหะนำโรคสำคัญคือ ยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกี เมื่อกัดแล้วจะถ่ายทอดเชื้อทันที สิ่งที่ต้องจำไว้คือ ยุงลายกินเลือดตอนกลางวัน ยิ่งถ้ามีน้ำขังแบบนิ่งยุงลายพร้อมวางไข่ทุกเมื่อ แม้ยุงลายจะมีอายุเพียง 7 วัน แต่ยุงลายพบมากในชุมชนและบ้านคนมากที่สุด โอกาสที่จะได้รับเชื้อไวรัสเดงกีจึงเกิดขึ้นได้ทุกเวลา
  • อาการของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมีความรุนแรงต่างกัน บางรายผู้ป่วยเป็นไข้ ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แต่บางรายก็มีการรั่วของพลาสม่าหรือน้ำเหลืองออกทางเส้นเลือด หากมากเกินไปจะนำไปสู่ภาวะช็อก เนื่องจากเลือดเข้มข้นขึ้น
  • ระยะรุนแรงที่สุดคือ ระยะที่ 2 ของโรคไข้เลือดออกเดงกีหรือภาวะวิกฤติ กินเวลา 12 – 72 ชั่วโมง จะมีอาการในช่วงที่ไข้ลดลงหลังจากไข้สูงมานาน 3 – 7 วัน โดยจะบ่งบอกความรุนแรงต่อจากนี้ นั่นคือไข้ลดแล้วเกิดภาวะช็อกหรือเลือดออกรุนแรงหรือไข้ลดแล้วอาการดีขึ้นเข้าสู่การพักฟื้นในวันต่อไป

image

“ไข้” กับ “เลือดออก” บอกอาการ 

อาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกต้องติดตามเป็นระยะ โดยจะแสดงออกชัดเจนประมาณวันที่ 3 จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แพทย์จะวินิจฉัยโรคได้หลังจากนั้นไข้ที่เกิดขึ้นมีทั้งไข้สูง คือ ไข้ตั้งแต่ 38.5 องศาเซลเซียสและไข้ลอย คือ ไข้สูง 39 - 40.5 องศาเซลเซียสที่เป็นนานตลอดระยะเวลาของโรค มักกินเวลานาน 3 – 7 วัน วิธีที่ดีที่สุดในการจะรู้ว่าเป็นไข้เลือดออกคือปรอทวัดไข้และการสังเกตอาการอย่างต่อเนื่อง

ภาวะเลือดออกของผู้ป่วยไข้เลือดออกเกิดจากเกล็ดเลือดต่ำ เส้นเลือดเปราะบาง ระบบแข็งตัวของเลือดทำงานไม่ปกติ แต่ภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ป่วยทุกคน แต่หากเกิดขึ้นแล้วจะเด่นชัดช่วงวันที่ 2 และ 3 ของการเป็นไข้ ตำแหน่งที่พบ ได้แก่  ผิวหนัง ช่องปาก เยื่อบุจมูก และกระเพาะอาหารที่พบได้บ่อยและรุนแรงมากที่สุด

นอกจากนี้ยังมีการทดสอบที่ชื่อว่า “ทูร์นิเกต์” เพื่อดูความเปราะบางของเส้นเลือดฝอยตรงข้อพับ วิธีการจะใช้การรัดแขนด้วยเครื่องวัดความดันเลือดนาน 3 – 5 นาที หากอ่านผลแล้วมีจุดเลือดออกมากกว่า 10 จุดต่อตารางนิ้วถือว่าเป็นโรคติดเชื้อไวรัสแต่ก็สามารถเป็นไวรัสอื่นๆ ได้ ในผู้ที่เป็นไข้เลือดออกจะพบผลบวกร้อยละ 80 เมื่อตรวจในวันที่เป็นไข้ ตั้งแต่วันที่ 2 – 3 เป็นต้นไป

 


รักษาช่วยชีวิตทันท่วงที 

การรับน้ำอย่างเพียงพอ ทั้งการดื่มน้ำและให้สารน้ำทางหลอดเลือด คือหัวใจสำคัญของการรักษาโรคไข้เลือดออก และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การพบแพทย์ทุก 1 – 2 วันเพื่อเจาะเลือดดูอาการและตรวจนับเม็ดเลือด แต่ในเรื่องของการพักรักษาตัวนั้นสามารถดูแลที่บ้านในเบื้องต้น ด้วยการดื่มน้ำธรรมดา น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่ ให้จิบบ่อยๆ แต่หากมีอาการอาเจียนรุนแรง มีเลือดปนหรือเป็นน้ำสีดำ และขาดน้ำมากต้องรีบมาโรงพยาบาลในทันทีเพื่อรักษาอย่างใกล้ชิด ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มแอสไพรินหรือยาไอบูโปรเฟน เพราะอาจส่งผลต่อตับร้ายแรงจนตับวายได้

 


อย่าให้เป็นไข้เลือดออกครั้งที่ 2  

เนื่องจากเมื่อเป็นไข้เลือดออกหรือติดเชื้อไวรัสเดงกีในครั้งแรก ส่วนใหญ่อาการมักไม่รุนแรง ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีเพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อไวรัสเดงกีชนิดที่เป็นและยังช่วยป้องกันเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ที่ยังไม่ได้เป็นในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี แต่ระดับภูมิคุ้มกันนั้นต้องยอมรับว่าไม่เพียงพอ หากติดเชื้อซ้ำครั้งที่สองกับไวรัสเดงกีสายพันธุ์ที่ต่างจากตัวแรกอาจกลายเป็นกระตุ้นให้เชื้อรุนแรงกว่าเดิม ทำให้อาการที่ปรากฏรุนแรงขึ้น สิ่งที่ควรรู้ไว้คือ การติดเชื้อไวรัสเดงกีตามทฤษฎีมักจะไม่เกิน 4 ครั้ง เพราะมีเชื้อไวรัสเดงกี อยู่ 4 สายพันธุ์ ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจึงเป็นเพียงครั้งเดียวหรือมากที่สุดไม่เกิน 2 ครั้ง และโอกาสรอดก็ลดลงเมื่อต้องเผชิญหน้ากับโรคนี้หลังจากเป็นไปแล้วในครั้งแรก

 


 

ป้องกันโรคเต็มรูปแบบ 

3 วิธีหลักๆ ในการป้องกันโรคไข้เลือดออก ได้แก่

                1) เลี่ยงยุงลายกัด ใช้ยากันยุงประเภทต่างๆ ติดมุ้งลวด ใช้มุ้งกันยุงในห้องนอนแบบมิดชิด

  image

                2) ปราบยุงลาย ฉีดยาฆ่ายุงภายในบ้าน หากเป็นสถานที่คนหมู่มากอาจพ่นสารเคมีหรือหมอกควัน

image

  

              3) กำจัดลูกน้ำยุงลาย อันดับแรกสำรวจภาชนะที่มีน้ำขังภายในบ้าน อาทิ กระป๋อง กระถางต้นไม้ ตุ่ม โอ่ง จากนั้นคว่ำภาชนะหรือเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ

dengue-pic5.jpg dengue-pic6.jpg dengue-pic7.jpg

  


CYD-TDV วัคซีนคุณภาพป้องกันไข้เลือดออก 

วัคซีนไข้เลือดออกนั้นมีการพัฒนามายาวนานและมีหลากหลายประเภทเพื่อให้ครอบคลุมกับการป้องกันความสูญเสียจากโรคไข้เลือดออกให้ได้มากที่สุด และในที่สุดวันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง เมื่อวัคซีน CYD-TDV (Chimeric Yellow Fever Dengue Tetravalent Dengue Vaccine) วัคซีนที่สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างเห็นผลเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลกและได้รับการรับรองที่แถบลาตินอเมริกา ประเทศเม็กซิโกในปี 2015 และในแถบเอเชียที่ประเทศฟิลิปปินส์ในปี 2016

               


จุดเด่นของวัคซีน CYD-TDV ได้แก่ 

  • ใช้เทคนิคไวรัสลูกผสมของไวรัสเดงกีช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากไวรัสเดงกี 4 สายพันธุ์
  • ใช้ได้ผลดีที่สุดกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9 – 45 ปี ในพื้นที่ระบาดของโรคไข้เลือดออก
  • แบ่งการฉีดออกเป็น 3 ครั้ง ได้แก่ เดือนที่ 1 เดือนที่ 6 และเดือนที่ 12
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกีมาก่อน วัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีกว่า

 


ผู้ที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเดงกี ได้แก่ 

  • ผู้ที่แพ้หรือไวต่อการแพ้ต่อสารออกฤทธิ์หรือส่วนประกอบอื่นๆ ในวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
  • ผู้ที่เกิดการแพ้หลังได้รับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเข็มแรก โดยอาการแพ้ที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผื่นคัน หายใจถี่หอบ หน้าและลิ้นบวม
  • ผู้ที่กำลังป่วยด้วยโรคใดก็ตามที่ทำให้มีไข้ ตั้งแต่ระดับต่ำจนถึงไข้สูง หรือกำลังเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน แพทย์จะทำการเลื่อนนัดการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายเป็นปกติ
  • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การติดเชื้อเอดส์ (HIV) หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยา Prednisone หรือเทียบเท่า 20 มก. หรือ : 2 มก./กก. ของน้ำหนักตัวเป็นเวลาตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไป เป็นต้น
  • สตรีมีครรภ์หรืออยู่ระหว่างช่วงให้นมบุตร

 

ไม่มีใครอยากป่วยเป็นไข้เลือดออกและไม่มีใครอยากเห็นคนรอบตัวป่วยด้วยโรคนี้ ดังนั้นการรับมือกับโรคด้วยการป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธีคือสิ่งที่ต้องตระหนักอยู่เสมอ นอกจากนี้ด้วยวิวัฒนาการด้านวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกที่ก้าวไกลย่อมเป็นอนาคตของการลดจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกได้ทั่วโลก

 


เอกสารอ้างอิง

  • ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
  • SANOFIPASTEUR
  • WHO 2015

 

 


สอบถามเพิ่มเติมที่
คลินิกโรคติดเชื้อและคลินิกวัคซีน โรงพยาบาลกรุงเทพ
ชั้น 1 อาคารโรงพยาบาลกรุงเทพ
โทร. 0 2310 3003, 0 2755 1003 หรือ โทร. 1719 แฟกซ์ : 0 2755 1061
Email : bmcintermed@bangkokhospital.com