Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

ฝังไมโครชิปกระตุ้นสมอง รักษา “โรคพาร์กิน" | โรงพยาบาลกรุงเทพ

“โรคพาร์กินสัน” โรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมองและระบบประสาทที่มาพร้อมกับวัยสูงอายุ โรคพาร์กินสันพบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มโรคทางสมองของผู้สูงอายุ

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาทเฉพาะทางโรคพาร์กินสัน และการเคลื่อนไหวผิดปกติ ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบายว่า พาร์กินสัน เป็นอีกโรคที่เกิดจากการที่สมองเริ่มเสื่อมลง อาการ ที่พบบ่อยๆ คือ สั่น กล้ามเนื้อเกร็ง การเคลื่อนไหวช้า สูญเสียการทรงตัว

คุณหมออภิชาติ บอกว่า พาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง มักพบในคนไข้อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีน้อยที่ป่วยทั้งๆที่อายุยังน้อย ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพันธุกรรม จริงๆแล้วการตรวจเพื่อค้นหาสาเหตุของโรคพาร์กินสัน เพื่อการรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เรื่องยาก ปัจจุบันสามารถ ตรวจได้ด้วยเครื่องสเเกนสมองทั้ง ชนิด CT, MRI เเละ PET Scan โดยเฉพาะ PET Brain F-DOPA เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสมองส่วนที่สร้างสารโดปามีน เนื่องจากโรคนี้ เกิดจากการที่เซลล์ของสมองผลิตสารโดปามีนไม่เพียงพอ ทำให้มีอาการ สั่นที่มือ แขน ขา กรามและใบหน้า การตรวจอย่างละเอียดจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาได้ตรงจุด

          “นอกจากอาการสั่นเกร็ง เคลื่อนไหวช้า ทรงตัวไม่ดี กลืนลำบาก พูดลำบาก พูดเสียงเบาในลำคอ แล้ว ยังมีอาการบางอย่างที่เป็นตัวบ่งชี้ไปสู่ โรคพาร์กินสันได้ เช่น ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก กลั้นไม่อยู่ อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ตาแดง ความดันต่ำ บางรายแค่ยืนขึ้นความดันลดลงทำให้เป็นลมได้ ซึ่งตรงนี้ต้องตรวจอย่างละเอียดมากๆ” คุณหมออภิชาติบอก

           
           สำหรับพัฒนาการของโรคพาร์กินสันระยะแรกอาจเป็นครึ่งซีก อาการแรกอาจมาด้วยอาการสั่นเกร็ง เคลื่อนไหวลำบากครึ่งซีก ต่อมาจะเริ่มเป็นสองข้าง ซึ่งระยะการพัฒนาของโรคในช่วงนี้อาจใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี หลังจากนั้นก็จะเริ่มทรงตัวไม่ดี จนถึงขั้นต้องนั่งรถเข็น และสุดท้ายก็เริ่มช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ต้องอยู่บนเตียงตลอดเวลา ซึ่งก็เป็นไปตามลำดับขั้นการพัฒนาการของโรคในระยะต่างๆ

           
           คุณหมออภิชาติ บอกด้วยว่า การรักษาโรคพาร์กินสัน สามารถรักษาได้ทั้งการกินยาและผ่าตัด ซึ่งยารักษาพาร์กินสันมีหลายกลุ่ม แต่ปัญหาของการทานยาบางรายพอทานไปได้สักพัก ร่างกายไม่ตอบสนองต่อยาบางคนกินยา 4-5 ปี แล้วยาออกฤทธิ์ได้นานกว่าเดิม หรือบางคนคาดเดาตัวเองไม่ได้ว่ายาจะออกฤทธิ์เมื่อไหร่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีการแนะนำในการปรับยา หรือแนะนำคนไข้ไม่ให้ทานยาพร้อมกับอาหารโปรตีนที่เมื่อทานเข้าไปจะจับกับตัวยา หรือบางรายพอทานยาไปแล้วอาการตอบสนองมีมากกว่าปกติ อย่างคนไข้ที่มีอาการยุกยิกพอทานยาเข้าไปก็ตัวแข็ง พอของตกก็ไม่สามารถก้มลงเก็บได้ ส่วนการผ่าตัดรักษา มักใช้เมื่อคนไข้กินยามาแล้วระยะหนึ่ง หรือทานยาแล้วมีผลข้างเคียงก็จะใช้การผ่าตัดช่วย แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง โดยเฉพาะคนไข้ที่เป็นทั้งอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน แพทย์จะไม่แนะนำให้ทำผ่าตัด เนื่องจากคนไข้อาจมีอาการซึมเศร้า ประสาทหลอน การผ่าตัดจะไม่ได้ผลดีนัก

           อย่างไรก็ตาม อายุรแพทย์สมองและระบบประสาทเฉพาะทางโรคพาร์กินสัน บอกว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ในการรักษาโรคพาร์กินสัน ที่เรียกว่า Deep Brain Stimulation : DBS Therapy เป็น การผ่าตัดฝังไมโครชิปกระตุ้นสมองส่วนลึก ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์กรอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาว่าช่วยบรรเทาอาการในผู้ป่วยพาร์กินสันมากกว่า 100,000 รายทั่วโลก ในประเทศไทยมีการผ่าตัดฝังเครื่อง DBS รักษาผู้ป่วยพาร์กินสันไปแล้วหลายรายตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าช่วยให้ผู้ป่วยลดการใช้ยา ควบคุมการเคลื่อนไหว อาการของโรคดีขึ้น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการนำเทคนิคการผ่าตัดใส่ชุดอุปกรณ์กระตุ้นประสาทส่วนลึก (Medtronic DBS Therapy) แทนการใช้ยารักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เพื่อลดอาการสั่น และอาการข้างเคียงที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

           โดยการรักษาด้วยเทคนิคนี้ เป็นการฝังอิเล็กโตรดเข้าไปในสมองและเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่เรียกว่าเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Pulse Generator) ซึ่งสามารถตั้งค่าโปรแกรมการทำงานได้จากภายนอก โดยแพทย์จะใส่อุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดเล็กซึ่งมีลักษณะคล้ายกับเครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (Pacemaker) เข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย อุปกรณ์ตัวนี้จะส่งสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ เข้าไปยังสมองส่วนที่åAควบคุมการเคลื่อนไหว และป้องกันไม่ให้สมองส่งคำสั่งบางอย่างที่เป็นสาเหตุของการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทำให้สามารถกลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้น และสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดีกว่าเดิม
           คุณหมออภิชาติ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากการรักษาทางยาเพื่อระงับอาการของโรคแล้ว แพทย์ไทยได้เริ่มต้นรักษาผู้ป่วยด้วยเทคนิคผ่าตัดสมองเพื่อฝังอิเล็กโตรด โดยใช้แบตเตอรี่กระตุ้นสมองด้วยความถี่สูงซึ่งเป็นเทคนิคการรักษามาตรฐานในต่างประเทศที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีทั้งผู้ป่วยพาร์กินสัน และโรคอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางสมอง อาทิ โรคลมชัก โรคอัลไซเมอร์ รวมถึงโรคทางจิตเวช เช่น โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคซึมเศร้า ภาวะคอกระตุก และกล้ามเนื้อบิดเกร็ง หลังจากรักษาผู้ป่วย ในโรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลกรุงเทพ ในฐานะโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่รักษาพาร์กินสันด้วยเทคนิคดังกล่าว ทำให้มั่นใจว่าการรักษาด้วยเทคนิค DBS เป็นวิธีการรักษาที่ค่อนข้างปลอดภัย และเกิดผลแทรกซ้อนตามมาภายหลังน้อยมาก ปัจจุบันเทคนิคนี้ได้ใช้รักษาผู้ป่วยไปแล้วประมาณกว่า 100 ราย และเชื่อว่าจะเป็นวิธีที่เป็นมาตรฐานในการรักษาไปอีกไม่น้อยกว่า 10 ปี

อ่านข้อมูลเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ได้ที่ คลินิกโรคพาร์กินสัน และการเคลื่อนไหวผิดปกติ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


สอบถามเพิ่มเติมที่ คลินิคโรคพาร์กินสัน และการเคลื่อนไหวผิดปกติ
ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ
ชั้น 4 อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟู (อาคาร R)
โทร 0 2310 3011 หรือ โทร 1719 แฟกซ์ 0 2310 3012
Email: info@bangkokhospital.com