Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

การรักษาผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองอย่างครบวงจร

photo

การรักษาผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองอย่างครบวงจร

โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic Bronchitis) และโรคถุงลมปอดโป่งพอง (Pulmonary Emphysema) เกือบทั้งหมดเป็นผลจากการ ที่เราหายใจเอามลภาวะ ที่เป็นพิษ ซึ่งอาจอยู่ในรูปก๊าซ หรือฝุ่นเข้าไป ทำให้มีการอักเสบ และมีการทำลาย ระบบทางเดินหายใจคือ หลอดลมและปอด โรคนี้เกือบทั้งหมดจะเกิดร่วมกัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีหลอดลมอักเสบมากกว่า แต่บางรายอาจมีถุงลมปอดโป่งพองมากกว่า น้อยรายที่จะเกิดเพียงอย่างเดียว ทางการแพทย์จึงมักเรียกรวมกันว่า โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease หรือ COPD) โรคนี้พบบ่อยมาก

ในสหรัฐฯ มีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 10 ล้านคน และมีผู้ป่วยอีก 24 ล้านคน ที่มีผลการตรวจสมรรถภาพปอดผิดปกติ โรคนี้มีอัตราตายสูงเป็นอันดับ 4 เมื่อเทียบกับโรคอื่น ประมาณ 80- 90% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ ในประเทศไทย โรคนี้ก็เป็นโรคที่พบบ่อยมาก ดังจะเห็นได้ว่าโรงงานผลิตบุหรี่ของเรามีกิจการดี เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่นอกจากมีสวัสดิการ ต่อพนักงานอย่างดีแล้ว ยังทำเงินให้แก่รัฐบาลปีละมากๆ และทำท่าว่า ถ้าถูกนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ แม้จะมีการรณรงค์ ให้งดบุหรี่ และเพิ่มราคาขายบุหรี่ รวมทั้งจำกัด สถานที่ปลอดการสูบบุหร ี่แล้วก็ตาม แต่เท่าที่ทราบ โรงงานก็ยังมีกิจการดีอยู่มาก การผลิตไม่ได้ลดลง นักวิเคราะห์หุ้น ให้ความเห็นว่า จะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมาก เพราะน่าจะให้ผลตอบแทนสูง โรคนี้ จึงเป็นโรค ที่นอกจากสร้างปัญหา ทั้งทางด้านการสาธารณสุข และการเศรษฐกิจแล้ว ยังอาจสร้างปัญหาในครอบครัว เนื่องจากผู้ป่วย ต้องทนทุกข์ทรมาน จากโรคเพราะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก จึงมักมีอารมณ์ก้าวร้าว กลัว กระวนกระวาย ท้อแท้ หรือซึมเศร้า นอกนั้น ยังมีอาการเบื่ออาหาร หย่อนสมรรถภาพทางกาย เพราะไม่ได้ออกกำลัง การรักษาโรคน ี้จึงจำเป็นต้องครอบคลุม ทุกแง่ทุกมุม ของการเจ็บป่วย โดยมีจุดประสงค์ ที่จะให้ผู้ป่วย มีอาการเหนื่อยน้อยลง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นภาระต่อญาติน้อยลง โดยช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ไปพบแพทย์ และเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลน้อยลง ขาดงานน้อยลง รวมทั้งอาจมีชีวิตยืนยาวขึ้น ดังนั้น การรักษา จึงไม่ใช่การรักษา โดยการให้ยาอย่างเดียว โดยดูเพียงการเลือกยา ที่เหมาะสม และดูว่าผู้ป่วยใช้ได้ถูกต้องหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องรวมถึง การรักษาที่ไม่ใช่ยาด้วย เช่น

  • หลีกเลี่ยงการหายใจเอาสารมลภาวะเป็นพิษเข้าไป โดยเฉพาะการงดสูบบุหรี่

  • การประเมินความรุนแรงของโรคเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม

  • การตรวจและรักษาโรคร่วมอื่นๆที่อาจเกิดร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ

  • โภชนาการและน้ำหนักตัวที่เหมาะสม

  • สุขภาพทางจิตใจของผู้ป่วย

  • การฟื้นฟูสมรรถภาพของปอดและของร่างกายทั้งหมด

  • การป้องกันและรักษาอาการกำเริบของโรคแต่เนิ่นๆ

  • การสอนผู้ป่วยให้เข้าใจถึงโรคและการช่วยเหลือตัวเองได้

  • การสอนญาติให้เข้าใจเพื่อช่วยเหลือดูแลอาการของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

ดังนั้นศูนย์ปอดที่ดี ต้องสร้างขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายว่าจะให้การดูแล ผู้ป่วยทุกด้านอย่างครบวงจร จำเป็นต้องมีกลุ่มแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด ซึ่งต้องเป็นผู้ชำนาญ ได้รับการอบรมเฉพาะโรคทางระบบหายใจเป็นพิเศษ และอยู่ในสถาบันเดียวกัน ร่วมกันดูแลผู้ป่วยเป็นทีม ตั้งแต่

  • การดูแลผู้ป่วยในคลีนิคนอก (Out-patient chest clinic)

  • การดูแลในห้องฉุกเฉิน เมื่อผู้ป่วยมีอาการกำเริบ (Emergency Room Department)

  • การดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล เมื่อผู้ป่วยมีอาการป่วยมาก ดูแลที่บ้านไม่ได้ต้องเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาล (In-patient Service Ward)

  • มีหน่วยบริการผู้ป่วยอาการหนักมาก ทางระบบหายใจ (Respiratory Care Unit) ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการหนัก หายใจไม่พอ และอาจเกิดภาวะการหายใจล้ม (Respiratory Failure) และอาจต้องใช้เครื่องช่วยการหายใจ (Mechanical Ventilator) ช่วย

  • หน่วยกายภาพบำบัด และฟื้นฟูสมรรถภาพปอด (Pulmonary Physical Therapy and Rehabilitation) เพื่อดูแลช่วยเรื่องการหายใจ และการระบายเสมหะที่ถูกวิธี ฟื้นฟูสมรรถภาพกล้ามเนื้อการหายใจ และกล้ามเนื้อทั่วไป เพื่อให้ผู้ป่วยแข็งแรงขึ้น รวมทั้งดูแลเรื่องโภชนาการ การให้กำลังใจ เพื่อลดอาการซึมเศร้า และกระตุ้นให้ผู้ป่วย มีกิจกรรมมากขึ้น การสอนผู้ป่วย และญาติให้รู้เรื่องโรค และการช่วยเหลือผู้ป่วย

  • หน่วยตรวจสมรรถภาพปอด (Pulmonary Function Tests Unit) เพื่อเป็นแนวทาง การวินิจฉัย และการรักษาโรค ดังนั้นการให้บริการ ที่มีประสิทธิภาพ ของทุกหน่วย และการร่วมงานที่ดี จึงมีความสำคัญมาก ในการที่จะดูแลผู้ป่วย อย่างครบวงจรให้ได้ผลดี

อาการและการวินิจฉัยโรค

ประวัติที่พบบ่อย คือ ผู้ป่วยให้ประวัติว่าสูบบุหรี่จัด สูบมาเป็นเวลานาน และมีอาการไอเรื้อรัง ระยะแรกๆ มักไอตอนเช้าหลังตื่นนอน ไอแห้งๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นเสมหะใสๆ ป่วยเป็นหวัดง่าย ระยะนี้อาการเหนื่อยยังไม่มีหรือถ้ามีก็มีไม่มาก อยู่ๆ ก็มีอาการเหนื่อยหอบหลังมีการอักเสบของหลอดลมหรือปอด เช่น เป็นไข้หวัด หายใจมีเสียงหืด ระยะหลังจะมีอาการหอบเหนื่อยหายใจลำบากเพิ่มขึ้น อาการจะเลวลงเรื่อยๆ แม้จะงดสูบบุหรี่แล้วก็ตาม และผลที่สุดตายจากภาวะการหายใจล้ม ผู้ป่วยหลายรายไม่เข้าใจว่าเมื่อตนเองหยุดสูบบุหรี่ มานานแล้วและตอนนั้นก็ไม่มีอาการอะไร ทำไมมามีอาการเหนื่อยภายหลังได้

การวินิจฉัยโรคนอกจากประวัติสูบบุหรี่และอาการของผู้ป่วยแล้ว การตรวจสมรรถภาพปอดจะไวต่อการวินิจฉัยโรคมากกว่าเอกซ์เรย์ บ่อยๆ ที่เราพบว่าผู้ป่วย COPD ที่อยู่ในระยะเป็นมากแต่เอ็กซ์เรย์ปอดยังปกติ การตรวจสมรรถภาพปอดโดยดูว่ามีหลอดลมตีบหรือไม่ในขณะหายใจออก จะสามารถตรวจพบผู้ป่วยในระยะแรกได้เร็วกว่า

การรักษาทางยา

โดยที่อาการของผู้ป่วยคือ อาการหอบเหนื่อย หายใจลำบากเมื่อออกกำลัง ทำให้ผู้ป่วยออกกำลังไม่ได้ ผลทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาพเสื่อมลง ทั้งร่างกาย และจิตใจ อาการหอบเหนื่อย หายใจลำบาก เป็นผลจากการตีบ ของหลอดลมเนื่องจาก มีการอักเสบ การหดเกร็งของกล้ามเนื้อบุหลอดลม จากเสมหะในหลอดลม และจากหลอดลมขนาดเล็ก (Bronchiole) ถูกกดให้ตีบตันลง(Expiratory Dynamic Airway Compression) ขณะหายใจออก ยาที่ใช้จึงมี 5 ประเภทคือ

  1. ยาลดการอักเสบ ได้แกยาที่ลดปฎิกริยาการอักเสบ เช่น พวก Corticosteroids

  2. ยาขยายหลอดลม

  3. ยาละลายเสมหะ 

  4. ยาฆ่าเชื้อโรค เมื่อมีการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจและปอด

  5. การให้ออกซิเจนที่บ้านตามความจำเป็น

ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่า การใช้ยาที่เหมาะสม อาจทำให้สมรรถภาพปอดดีขึ้น และอาจมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น มียาหลายชนิด ที่กำลังอยู่ในระยะทดลอง และมีแนวโน้มว่าจะใช้ได้ผลดี การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ เมื่อผู้ป่วยมีอาการกำเริบของโรค (Acute Exacerbation) มีความสำคัญมาก อาการคือ ไอบ่อยขึ้น เสมหะเพิ่มขึ้น เสมหะเปลี่ยนลักษณะเป็นคล้ายหนอง และเหนื่อยมากขึ้น เพราะถ้ายิ่งมาช้ายิ่งรักษายากขึ้น ผู้ป่วยพวกนี้ส่วนใหญ่ตายจากภาวะการหายใจล้ม ซึ่งมักเกิดตามหลังการติดเชื้อทางระบบหายใจ และผู้ป่วยมาหาแพทย์ช้าเกินไป

การรักษาทางการผ่าตัด

การผ่าตัด เป็นการบรรเทาอาการของโรค และยังทำกันน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ป่วยที่มีอยู่ ในผู้ป่วยที่มีถุงลมปอดโป่งพอง เป็นถุงใหญ่ และเนื้อปอดรอบๆ ที่ยังพอทำงานได้ดี การตัดเอาถุงลมนั้นออกไป จะทำให้ผู้ป่วยเหนื่อยน้อยลงได้ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคระยะท้ายๆ การผ่าตัดอาจช่วยได้แต่ต้องเลือกผู้ป่วยให้เหมาะสม และมีผู้ป่วยเป็นส่วนน้อย ที่ได้ผลดีจากการผ่าตัด ได้แก่ผู้ป่วยที่โรคส่วนใหญ่ อยู่ในส่วนบนของปอดกลีบบน และโรคกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ ยังมีเนื้อปอดที่ดีเหลืออยู่บ้าง การตัดปอดบางส่วนที่เสียออกไป เพื่อลดปริมาตรปอด (Lung Volume Reduction Surgery หรือ LVRS) อาจทำให้กล้ามเนื้อช่วยการหายใจ โดยเฉพาะกระบังลมทำงานได้ดีขึ้น การผ่าตัดเปลี่ยนปอด (Lung Transplantation) ก็มีผู้ทำกัน แต่ควรทำในที่ๆ มีความชำนาญเท่านั้น

การรักษาที่ไม่ใช่ทางยา

อาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบากของผู้ป่วย อาจไม่ได้มาจากโรคปอดทั้งหมด ผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก ที่อาการเหนื่อยหอบ หายใจลำบากทำงานไม่ได้ เพราะเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อทั่วไปและ/หรือกล้ามเนื้อช่วยหายใจอ่อนกำลังลง (Peripheral and Respiratory Muscle Dysfunction) จากการที่ผู้ป่วย ไม่ได้ออกกำลัง ดังนั้นการฟื้นฟูสมรรถภาพของผู้ป่วยที่เหมาะสม จึงเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่ง ของหน่วยกายภาพบำบัด และฟื้นฟูสมรรถภาพปอด (Pulmonary Physical Therapy and Rehabilitation) ที่ต้องทำไม่ว่าขณะที่ผู้ป่วยมีอาการตามปกติ มีการกำเริบของโรค หรือหลังรื้อฟื้นจากการเจ็บป่วย นอกเหนือจากการแนะนำ การหายใจที่ถูกวิธี การออกกำลัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ของกล้ามเนื้อหายใจ การระบายเสมหะ ยิ่งกว่านั้นยังมีความจำเป็นที่ต้องประเมินถึง

  • โภชนาการและน้ำหนักตัวที่เหมาะสม

  • นอกจากช่วยเหลือทางด้านจิตใจ ต้องให้กำลังใจ พยายามให้ผู้ป่วยช่วยตัวเองได้มากขึ้นและ เข้าสังคมดีขึ้น

  • การสอนผู้ป่วยและญาติให้เข้าใจถึง โรค อาการและยาที่ใช้ เพื่อประโยชน์ในการดูแลตัวเอง 

  • การติดตามผู้ป่วยที่บ้าน อาจเป็นในรูปโทรศัพท์ หรือไปเยี่ยมถึงที่บ้าน และมีความจำเป็นที่ บุคลากรการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ในการดูแลผู้ป่วยทุกคน ต้องทราบข้อมูล และนำมาประเมินร่วมกัน

ดังนั้นหน่วยกายภาพบำบัด และฟื้นฟูสมรรถภาพปอด จึงมีความจำเป็น และมีประโยชน์ สำหรับการดูแลผู้ป่วยพวกนี้อย่างมาก

ทำไมต้องมีศูนย์ปอด

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จำนวนมาก คงเคยไปรักษาตัว ที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง ในประเทศไทยมาแล้ว เช่น โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย ซึ่งแต่ละแห่งจะมีแผนกโรคปอด แผนกกายภาพบำบัดที่ดี มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่มีน้อยแห่ง ที่จะมีการดูผู้ป่วยร่วมกันโดยใกล้ชิด ทั้งนี้เพราะแต่ละหน่วย อยู่ต่างสังกัดกัน เช่นเดียวกับ การปกครองประเทศไทย ในสมัยก่อน ซึ่งมีอยู่หลายกระทรวง แต่ละกระทรวง จะส่งเจ้าหน้าที่ของตนไปทำงาน ในระดับจังหวัด หรืออำเภอโดยไม่ขึ้นต่อกัน ผลที่ได้ จึงไม่ดีเท่าที่ควร เพราะแต่ละคน ก็ต้องปฎิบัติตามแนว ที่ผู้บังคับบัญชาของตนสั่ง ซึ่งอาจไม่สอดคล้อง และไม่มีการประสานงานกับคนอื่น ในภายหลัง จึงให้อำนาจกับผู้ปฎิการ เป็นผู้กำหนดแผนงานรับผิดชอบ ของตนโดยตรง ตัวอย่าง เช่น อบต. จะมีคณะกรรมการ วางแผน และรับผิดชอบงานของตำบลโดยตรง โดยมีทางราชการให้การสนับสนุน แต่ถ้าทางราชการ ยังถืออำนาจเข้าไปสั่งงาน โดยความจริงแล้ว ตัวเองก็ไม่รู้เรื่องดี เท่ากับคนในท้องถิ่น เพราะไม่มีข้อมูลที่ละเอียด ตำบลนั้นก็เจริญไปไม่ได้ การบริหารโรงพยาบาลก็เช่นกัน แม้ว่าโรงพยาบาลดังกล่าว จะมีแพทย์ และบุคคลากร ที่มีความสามารถ แต่ก็ไม่สามารถให้การรักษาที่ดีจริงได้ การตั้งศูนย์ปอดขึ้นมา เพื่อให้กลุ่มบุคลากร ทำงานร่วมกันจึงเหมือนงานของ อบต. ซึ่งการบริการผู้ป่วย จะดีได้ทุกคนต้องมีความรู้ ความสามารถ เสียสละ และทำงานร่วมกัน เพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของผู้ป่วย และมีความเป็นอิสระในการทำงานแต่อยู่ในกรอบโครงสร้างขององค์กร

 


สอบถามเพิ่มเติมที่ 
ศูนย์โรคปอดและระบบทางเดินหายใจกรุงเทพ
ชั้น 5 รพ.กรุงเทพ โทร 0 2310 3000 หรือ โทร 1719
Email: info@bangkokhospital.com