Skip to main content
ปิด

ค้นหาแพทย์

ไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างไร ?

คุณสามารถ นัดหมายแพทย์ โดยไม่ต้องค้นหาแพทย์

การนัดหมายแพทย์นี้ ไม่เหมาะสมในกรณีจำเป็นฉุกเฉิน
และไม่สามารถทำในวันเดียวกันกับวันเข้าพบแพทย์
ในกรณีฉุกเฉินโปรดติดต่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ +662 310 3000 หรือ 1719 (เบอร์ติดต่อท้องถิ่น)
CLOSE
 
ปิด
ค้นหาแพทย์
นัดหมายแพทย์
ศูนย์แจ้งเตือน
หน้าหลัก
ศูนย์รักษาโรค
ข้อมูลสำหรับผู้ป่วย
ข้อมูลสุขภาพ
เกี่ยวกับเรา
สินค้า โรงพยาบาล
ปิด

เช็กก่อนสาย! นอนผิดปกติ & ลมชักเสี่ยงสมองเสื่อม

photo

บ่อยครั้งที่หลายคนละเลยและมองข้ามความผิดปกติของร่างกาย เช่น นอนกรน หยุดหายใจขณะนอนหลับ ง่วงนอนมากผิดปกติ และลมชัก จนลุกลามถึงขั้นสมองเสื่อม ความจำถดถอย ทั้งที่ความจริงแล้วร่างกายของคุณส่งสัญญาณเตือนอยู่บ่อยๆ

ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ หัวหน้าศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชักกรุงเทพ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทวิทยา โรคลมชัก การนอนหลับผิดปกติ และโรคความจำถดถอย ศูนย์สมองและระบบประสาทกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ กล่าวว่าอาการนอนกรน หลับไม่สนิท หยุดหายใจขณะนอนหลับ ง่วงนอนมากผิดปกติ และลมชัก ไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้าม เพราะอาจเป็นความเสี่ยงสำคัญนำมาซึ่งอาการเจ็บป่วยที่ร้ายแรงได้

จากข้อมูลพบว่าตัวเลขในการตรวจอาการนอนหลับไม่สนิท นอนกรน การหายใจผิดปกติขณะนอนหลับ ฯลฯ  ใน 1 ปีพบคนไข้ที่มาปรึกษามากถึง 400-500 คน ส่วนใหญ่อายุ 35 ปีขึ้นไปจนถึงกลุ่มสูงอายุ  โดยเฉพาะอาการนอนกรนมีจำนวนมากที่สุด และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะอ้วน น้ำหนักมาก พันธุกรรม ไลฟ์สไตล์สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าทำให้มีปัญหากล้ามเนื้อคอหย่อน ประกอบกับโครงสร้างของใบหน้า ลำคอสั้นส่งผลให้ช่องทางเดินหายใจส่วนบนแคบ เวลาหลับลึกกล้ามเนื้อคอหย่อนหลอดลมก็จะแฟบ ทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ คนไข้มักมีอาการหลับๆตื่นๆ หากไม่ได้รับการตรวจรักษาจะมีความเสี่ยงเรื่องความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเกี่ยวกับสมองที่มีผลทำให้ความจำลดลง

ส่วนโรคลมชักมักเจอประมาณ 1%ของจำนวนประชากร จากข้อมูลพบว่าคนไทยจำนวนไม่ต่ำกว่า 6 – 7 แสนคนจนถึง 1 ล้านคนเป็นโรคลมชักและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุมักจะมาพร้อมกับโรคสมองเสื่อม ยิ่งสมองฝ่อโอกาสเกิดโรคลมชัก หรือโรคคลื่นไฟฟ้าผิดปกติที่สมองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าจะมีอาการเกร็งกระตุกเท่านั้นแต่อาการที่เจอบ่อยคือ มีอาการเบลอจำเหตุการณ์ได้บ้างไม่ได้บ้าง หูแว่ว  ที่สำคัญอันตรายจากโรคลมชัก คือ ทำให้สมองเสียการสั่งงานช้าลง ความจำลดลง การเคลื่อนไหวและทรงตัวแย่ลง หากเป็นบ่อยๆ อาจมีอาการทางจิตตามมา

แนวทางการรักษา หากเป็นโรคนอนกรนจะใช้เครื่องเป่าลมในทางเดินหายใจส่วนบนหรือ CPAP เพื่อเปิดทางเดินหายใจ ช่วยลดอาการหยุดหายใจในขณะหลับสำหรับคนที่ไม่เคยใช้อาจรู้สึกอึดอัดระยะแรกต้องฝึกการใช้ ถ้าเป็นอาการนอนละเมอ ขากระตุกหรือโรคลมหลับใช้ยากระตุ้นให้ตื่นตัว พร้อมทั้งปรับพฤติกรรมและตารางการนอน คนไข้กลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนอายุน้อยตั้งแต่ 6 - 12 ขวบจนถึงวัยทำงาน บางคนเกิดจากพันธุกรรม แต่บางรายไม่ทราบสาเหตุ  ส่วนโรคลมชักวิธีการรักษาเริ่มต้นจากการใช้ยา ผ่าตัด หรือใช้ไฟฟ้ากระตุ้นแล้วแต่ชนิดของโรคลมชัก

 โรคลมชักแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่  1.ชักแบบไฟฟ้าเป็นจุด  2.ชักแบบไฟฟ้าทั่วไป  3.ชักแบบไฟฟ้าเป็นจุดผสมกับไฟฟ้าทั่วไป และ4.ชักแต่ไม่สามารถบอกตำแหน่งไฟฟ้าได้  นอกจากนี้ยังแบ่งแยกย่อยอีก เนื่องจากสาเหตุของโรคลมชักมีหลากหลาย ทุกคนมีโอกาสเป็นได้ แม้จะไม่เคยชักมาก่อน หากอดนอนอาจชักขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเกิดจาก 1.รอยหยักสมองผิดปกติมาตั้งแต่เด็ก  2.พันธุกรรม  และ3.มีรอยโรคอื่น เช่น คลื่นสมองผิดปกติ หลอดเลือดโป่งพอง  4.เกิดจากเนื้องอก 5.โรคทางน้ำเหลืองไม่ดี หรือการติดเชื้อไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัส  และ 6.ภาวะสมองเสื่อมจากอายุที่มากขึ้น รวมทั้งอุบัติเหตุ

ดร.นพ.โยธิน อธิบายว่า แพทย์จะรักษาตามอาการและสาเหตุของการชัก คนไข้ 70% ตอบสนองต่อยาดีสามารถคุมอาการชักได้แต่ต้องรับประทานยา 3 - 5 ปีจึงต้องมีวินัยในการรับประทานยา ไม่อดนอน ไม่เครียด แต่กรณีที่ร่างกายดื้อยา รับประทานยาแล้วอาการชักไม่ดีขึ้น ควรผ่าตัดตั้งแต่อายุน้อยเพื่อไม่ต้องเสียเวลา เพราะถ้าปล่อยให้ชักนานหลายปีสมองจะเสีย ควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ

ปัจจุบันการผ่าตัดโรคลมชัก ถือว่าปลอดภัยเพราะมีเทคโนโลยีการตรวจละเอียดก่อนการผ่าตัด ต่างจากการผ่าตัดจากอุบัติเหตุ เส้นเลือดแตกหรืออัมพฤกษ์อัมพาตที่เส้นเลือดสมองบางส่วนถูกทำลายไปแล้ว การผ่าตัดโรคลมชักมีสิทธิหายหรือทำให้อาการชักลดลง ในกรณีตรวจเช็กแล้วพบว่าการผ่าตัดไม่มีความเสี่ยง อาจเลือกใช้ไฟฟ้ากระตุ้นแทน และในอนาคตอาจใช้การผ่าด้วยเลเซอร์

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการตรวจการนอนหลับเพื่อวินิจฉัยและประเมินระดับความรุนแรงของโรค การตรวจจะประกอบด้วย การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ใต้คางและขา การกลอกลูกตา คลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดการตรวจวัดลมหายใจทางปากและจมูก ร่วมกับความสามารถของกล้ามเนื้อหน้าอกและท้องที่ใช้ในการหายใจ ในห้องตรวจสลีปแล็บ (Sleep Lab) ของศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชักกรุงเทพ  ให้บริการตรวจคนไข้ที่มีปัญหาผิดปกติในการนอนและโรคลมชักทุกเพศทุกวัย

"การวิจัยว่าคนไข้เป็นโรคลมชักแล้วรับประทานยาแค่นั้นยังไม่พอ ควรตรวจสอบให้รู้ว่าเป็นโรคลมชักชนิดไหน  ชักจากจุดไหนในสมองด้วยเทคโนโลยีทันสมัยในการตรวจหาตำแหน่งที่เกิดโรคอยู่ตรงไหน  ซึ่งต้องใช้การมอนิเตอร์คนไข้ 24 ชั่วโมงขึ้นไปโดยใช้เครื่อง EEG fMRI ร่วมกับ PET SCAN เพื่อหาตำแหน่งที่ทำให้เกิดการชักทำให้หาจุดกำเนิดที่ก่อให้เกิดการชักได้ชัดเจนมากขึ้น  เมื่อรู้ตำแหน่งที่ถูกต้องแพทย์จะสามารถให้ยาหรือผ่าตัดได้ถูกต้องแม่นยำในการรักษาคนไข้"

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


ศูนย์ตรวจการนอนหลับและศูนย์ลมชัก โรงพยาบาลกรุงเทพ

ชั้น 4 อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟู (อาคาร R)
โทร. 0 2755 1307 หรือ โทร.1719 แฟกซ์: 0 2310 3105
Email: info@bangkokhospital.com 

วันและเวลาทำการ

วันจันทร์ - วันศุกร์ 07:00 - 20:00 น.

วันเสาร์ - อาทิตย์  07:00 - 17.00 น.